เกมเมอร์หมดไฟ ขอใช้ชีวิตเงียบ ๆ ในต่างโลก - บทที่ 91 นี่คืออัศวินที่แท้จริง
บทที่ 91 นี่คืออัศวินที่แท้จริง
ในขณะที่อัศวินโครงกระดูกทั้งสองอัดเนโครแมนเซอร์จนล้มลงไปกองกับพื้น กองทัพโครงกระดูกและพวกภูตธาตุก็ยังคงต่อสู้กันอย่างดุเดือดเหมือนเดิม การต่อสู้ยังคงไม่สิ้นสุดลง
“ฮะ? ดูนั่นสิ!” เสี่ยวอี้ชี้ไปยังตำแหน่งหนึ่งของสนามรบ “อัศวินโครงกระดูกสองตัวนั้นทรยศเนโครแมนเซอร์ และเนโครแมนเซอร์ก็ร่วงลงไปกับพื้นแล้ว แปลกสุด ๆ มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย?”
“อา~ จริงด้วย” กอร์ดามีความสุข “มันตลกดีนะ ดูเหมือนว่าเนโครแมนเซอร์จะถูกอัดจนหมดสติ อัศวินโครงกระดูกนั่นค่อนข้างทรงพลังทีเดียว”
“แปลกจริง ๆ” เชอริลกล่าว “นั่นคืออัศวินโครงกระดูกของเนโครแมนเซอร์คนนั้น มันควรจะเชื่อฟังเขาสิ แต่ทำไมพวกมันกลับทรยศเขาแบบนั้นล่ะ?”
เมื่อทั้งสามคนพูดจบ พวกเขาก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้พร้อม ๆ กัน ทันใดนั้นก็มองไปที่ร็อบบ์ด้วยแววตาสงสัย
เสี่ยวอี้ถามขึ้นมาทันทีว่า “คุณ… เป็นเพราะคุณใช่ไหม? ไม่แปลกใจเลยที่ฉันรู้สึกว่ามีพลังแห่งความมืดอยู่ใกล ๆ ตัวฉัน คุณควบคุมอัศวินโครงกระดูกสองตัวนั้นใช่ไหม?”
ร็อบบ์สามารถบอกความจริงได้ แต่เขาคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น
การยอมรับว่าเขาสามารถบังคับอัศวินโครงกระดูกได้จะทำให้ผู้คนที่อยู่ฝ่ายแสงสว่างหวาดกลัว เพราะงั้นฉันจะต้องโกหกพวกเขาต่อไป
เขาพูดอย่างจริงจังว่า “ฉันไม่ได้ทำแบบนั้นสักหน่อย มวลพลังแห่งความมืดที่คุณรู้สึกน่าจะเป็นของเนโครแมนเซอร์ต่างหาก เขาอาจต้องการเล่นกลสกปรกบางอย่างกับเรา แต่เขาก็ไม่มีเวทมนตร์เพียงพอที่จะสยบวิญญาณของอัศวินทั้งสอง”
จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืน เอามือไพล่หลังและพูดอย่างสบาย ๆ ว่า “อัศวินสองคนนั้นต้องเป็นคนที่ยอดเยี่ยมแน่ ๆ ตอนที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ แต่หลังจากตายไปแล้วและถูกเนโครแมนเซอร์ควบคุม พวกเขาอาจไม่เต็มใจและโกรธแค้น พวกเขาอาจพยายามใช้เจตจำนงของตนเองเพื่อหลุดออกจากการควบคุมของเนโครแมนเซอร์ และในที่สุดพวกเขาก็ทำได้ เมื่อเนโครแมนเซอร์จดจ่ออยู่กับการต่อสู้กับเรามากเกินไป อัศวินทั้งสองคนนั้นก็คว้าโอกาสนี้ไว้ และด้วยเจตจำนงอันแรงกล้าของพวกเขาในการต่อสู้กับเวทมนตร์แห่งความมืด ในที่สุดพวกเขาก็หลุดจากการควบคุม”
“และพวกเขาก็สะบัดดาบแห่งความยุติธรรม ต่อสู้เพื่ออิสรภาพ ปลดปล่อยทั้งตัวพวกเขาและพวกเรา! เฮ้อ! ฉันล่ะชื่นชมและเคารพพวกเขาจริง ๆ แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะตายไปแล้ว พวกเขาก็ยังคงมีเกียรติและยังสามารถสร้างประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ได้!”
ขณะที่ร็อบบ์พูดจบ อัศวินโครงกระดูกที่เพิ่งตบเนโครแมนเซอร์ด้วยโล่จนสลบก็ยกดาบของมันขึ้นมาและตะโกนขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยเสียงกังวาน “ฮ่า!” จากนั้นจึงทำการแทงดาบใส่หน้าอกตัวเองก่อนที่ร่างจะล้มฟุบลงไปกับพื้น
“ดูสิ!” ร็อบบ์ชี้ไปที่ร่างของอัศวินโครงกระดูก “หลังจากเอาชนะเนโครแมนเซอร์แล้ว มันก็ตัดสินใจที่จะปลดปล่อยตัวเอง มันต้องการขึ้นสู่สวรรค์ ภาพนี้ยอดเยี่ยมมาก ทำเอาฉันเกือบน้ำตาไหลพราก!”
เสี่ยวอี้หลั่งน้ำตาออกมา เธอดึงไม้กางเขนบนหน้าอกของเธออย่างเงียบ ๆ และสำลักด้วยเสียงสะอื้นก่อนจะเอ่ยว่า “น่าทึ่งจริง ๆ! แต่เขากลายเป็นอันเดธไปแล้ว ต่อให้แทงตัวเองแบบนั้นก็ไม่สามารถตายได้ อา… ช่างน่าสงสารเหลือเกิน วิญญาณของเขายังคงติดอยู่ในร่างกระดูกนั่น… ช่างน่าสงสารจริง ๆ… ฉันจะร่ายคาถาชำระล้างให้เดี๋ยวนี้ เพื่อช่วยให้เขาขึ้นสู่สวรรค์”
แน่นอนว่ามันไม่สามารถตายได้ด้วยการแทงตัวเอง
อัศวินโครงกระดูกจึงลุกขึ้นจากพื้นอีกครั้ง มันอุ้มเนโครแมนเซอร์ที่หมดสติไปแล้วขึ้นไหล่ของมันและเดินมาที่เมืองเวสต์วินด์
เมื่อเนโครแมนเซอร์หมดสติไป เวทแอ่งมรณะก็สลายหายไป และกองทัพอันเดธก็อยู่ในสภาวะมึนงง กองทัพภูตธาตุใช้โอกาสนี้ในการโจมตี ในขณะที่ทุกอย่างดำเนินต่อไป อัศวินโครงกระดูกก็พาเนโครแมนเซอร์ข้ามสนามรบได้อย่างราบรื่น และไม่มีภูตธาตุหรืออันเดธตัวใดโจมตีมันเลย
ไม่นานนัก อัศวินโครงกระดูกก็เดินมาถึงประตูเมืองเวสต์วินด์ ก่อนจะวางเนโครแมนเซอร์ลงบนพื้นแล้วมันก็คุกเข่าข้างหนึ่งและหยุดเคลื่อนไหว
“เขา… เขากำลังขอร้องให้เราช่วย….” เสี่ยวอี้น้ำตาคลอเบ้า เธอสวดคาถาแห่งการชำระล้าง แสงสีทองจึงห่อหุ้มอัศวินโครงกระดูก มันเงยหน้าขึ้นมองราวกับกำลังยิ้มบนใบหน้า จากนั้นบางสิ่งก็ดูเหมือนจะบินออกจากร่างโครงกระดูกและลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า
หลังจากนั้นร่างโครงกระดูกก็ล้มลงกับพื้นและกระจัดกระจายเป็นกองกระดูก
สนามรบค่อย ๆ สงบลง หลังจากกองทัพอันเดธข้างนอกสูญเสียผู้นำ พวกมันก็เริ่มเดินเตร่อย่างไร้จุดหมาย ภูตธาตุทั้งหลายทำลายล้างเหล่าอันเดธที่สูญเสียผู้นำจนหมดสิ้น ก่อนที่พวกภูตธาตุเหล่านั้นจะสลายหายไป
ในที่สุดก็มีเพียงขี้เถ้าและกองกระดูกจำนวนมากเท่านั้นที่ยังคงอยู่ในพื้นที่โล่งนอกกำแพงเมืองเวสต์วินด์
ชาวเมืองส่งเสียงตะโกนก้องด้วยความดีใจ
“เราชนะ!”
“โอ้พระเจ้า! ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเราจะชนะ!”
“ง่ายอย่างกับปอกกล้วยเข้าปาก!”
“บางคนคุยกันอย่างเดียว แต่ฉันเชียร์จนคอแทบแตก”
“ฉันก็ตะโกนเชียร์จนคอเจ็บเหมือนกันนะ!”
บันทึกทางประวัติศาสตร์ของเมืองเวสต์วินด์ มีการบันทึกไว้ดังนี้
[ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1344 เมืองเวสต์วินด์ถูกปิดล้อมโดยกองทัพอันเดธมากกว่า 2,000 ตัว ที่นำโดยเนโครแมนเซอร์ระดับสูง ทุกคนในเมืองนำโดยคุณพ่อร็อบบ์ช่วยกันต่อต้าน ในการต่อสู้ที่แลกด้วยชีวิตและความตายนี้ ชาวเมืองทั้งหมด 32 คนในเมืองเวสต์วินด์ตะโกนจนคอแหบแห้งเพราะพวกเขาตะโกนเชียร์อย่างหนักเกินไป นี่คือการต่อสู้ที่รุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในรอบร้อยปี]
ชาวเมืองเอาก้อนหินก้อนใหญ่ที่ขวางประตูเมืองออก หลังจากนั้นกอร์ดาก็ออกไปและนำเนโครแมนเซอร์ที่หมดสติเข้ามา
เสี่ยวอี้เดินไปที่กองกระดูกของอัศวินโครงกระดูก เธอหยิบมันขึ้นมาด้วยมือทั้งสองข้างและสวดภาวนาด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นจึงนำกระดูกไปที่สุสานด้านหลังโบสถ์ ขุดหลุมฝังและสร้างอนุสาวรีย์ที่มีข้อความสลักไว้ว่า “นี่คืออัศวินที่แท้จริง”
จีคซึ่งมีหน้าที่สอดแนมกำลังเสริมที่อาจบุกเข้ามานั้นวิ่งกลับมาพร้อมกับชายคนหนึ่งบนหลังของเขา “คุณร็อบบ์ ฉันพบชายคนหนึ่งในป่า”
ทุกคนมองดูและตระหนักได้ว่าชายคนนั้นเป็นคนที่ถูกธนูยิงขาจนล้มกลิ้งไปก่อนจะเริ่มการต่อสู้ หลังจากที่เขาถูกยิงด้วยน้ำมือของนักธนูโครงกระดูก เขาก็ถูกมัดด้วยเชือกและโยนเข้าไปในป่า
(ถ้าคุณลืมชาวเมืองตาดำ ๆ ผู้นี้ไปแล้ว โปรดย้อนไปดูบทที่ 86)
เมื่อนายกเทศมนตรีเห็นว่าชายคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ก็รู้สึกยินดีและพูดขึ้นว่า “กองทัพของเนโครแมนเซอร์ไม่ได้ฆ่าเขา! จริงสิ ฉันเพิ่งนึกได้ว่าเนโครแมนเซอร์เคยบอกว่าจุดประสงค์ของพวกเขาคือการครอบครอง ไม่ใช่ทำลายล้างหรือฆ่า ถ้าเป็นแบบนี้ก็อาจมีผู้รอดชีวิตจำนวนมากอยู่ในเมืองที่ถูกกองทัพอันเดธยึดครองไปก็ได้นะ”