เกมเมอร์หมดไฟ ขอใช้ชีวิตเงียบ ๆ ในต่างโลก - บทที่ 90 ฉันบอกแล้วไงว่าคุณถูกล้อม
บทที่ 90 ฉันบอกแล้วไงว่าคุณถูกล้อม
เนโครแมนเซอร์ตกตะลึงกับฉากนี้
น้ำ ไฟ ลม และดิน ธาตุหลักทั้งหมดอยู่ที่นี่!
เมืองนี้มีซัมมอนเนอร์ครบทั้งสี่ธาตุเลยเนี่ยนะ? เกิดอะไรขึ้นบนโลกใบนี้?
เมืองที่มีคนป้องกันแข็งแกร่งขนาดนี้มันไม่ควรเป็นเมืองชายแดน มันควรจะเป็นเมืองหลวงตะวันตกแทนไม่ใช่รึไง?
ฉันจะต่อสู้กับความแข็งแกร่งระดับนี้เพียงลำพังได้ยังไง?
นี่ไม่ใช่เรื่องกล้วย ๆ แล้วนะ เกรงว่าถ้าจะยึดเมืองนี้ให้ได้คงต้องใช้เนโครแมนเซอร์กลุ่มใหญ่เพื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มซัมมอนเนอร์
เนโครแมนเซอร์รู้สึกว่าปัญหาตอนนี้คือข่าวกรองของฝ่ายเขาไม่ดีพอจึงได้ตัดสินความแข็งแกร่งของเมืองเวสต์วินด์ผิดพลาดไป เขาต้องล่าถอยไปก่อน มันไม่มีประโยชน์ที่จะโจมตีต่อไป เพราะรังแต่จะทำให้อับอายขายขี้หน้าเปล่า ๆ ดูเหมือนว่าเขาต้องรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเมืองเวสต์วินด์ใหม่แล้วค่อยวางแผนการโจมตีอีกครั้งในภายหลัง
เขามองไปรอบ ๆ และเห็นว่าจากตอนแรกที่เขาเป็นผู้บัญชาการกองทัพใหญ่ ทว่าขณะนี้มันกลับกลายเป็นว่าเขาคือหัวหน้าทีมเล็ก ๆ ที่เหลือเพียงอัศวินโครงกระดูกสองตัวซ้ายขวาที่ขี่ม้าโครงกระดูกเพื่อปกป้องเขา แน่นอนว่าอัศวินโครงกระดูกทั้งสองเชื่อถือได้มาก ก่อนที่จะตายกลายเป็นโครงกระดูกที่ถูกควบคุม พวกเขาทั้งคู่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเพราะพลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่งและน่าเกรงขาม
เนโครแมนเซอร์ใช้ความพยายามอย่างมากในการขโมยกระดูกพวกเขาจากสุสานและเปลี่ยนทั้งสองให้กลายเป็นอัศวินโครงกระดูก ทั้งสองคนนี้มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าและยังเชื่อในความดีงาม แม้หลังจากกลายเป็นอัศวินโครงกระดูก เขาก็ประสบกับความสูญเสียไปไม่น้อยในการกำราบอัศวินโครงกระดูกทั้งสองนี้ให้รับใช้เขาได้อย่างสมบูรณ์
เนโครแมนเซอร์คิดว่า ‘ฉันจะไม่ส่งอัศวินสองคนนี้ออกไปสู้ กว่าจะได้พวกเขามาก็โคตรจะยากลำบาก ฉันจะพาพวกเขาออกไปจากที่นี่ด้วย’
แน่นอนแม้ว่าเขาจะตัดสินใจถอย แต่การยอมจำนนง่าย ๆ มันทำให้เขาหงุดหงิดใจเหลือเกิน เขาตะโกนใส่เมืองที่อยู่ตรงหน้าในแบบที่ผู้แพ้มักจะตะโกนเสมอว่า “ฝากไว้ก่อนเถอะ! แล้วฉันจะกลับมาใหม่!”
แต่แล้วเหมือนการตะโกนสั้น ๆ จะยังทำให้เขาไม่หายโมโห ดังนั้นเมื่อเขาเว้นช่วงไปพักหนึ่ง เขาก็ตะโกนอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่มืดมนว่า “เมืองเวสต์วินด์! ดี ดีมาก! พวกแกกล้าขัดขืนทั้ง ๆ ที่ฉันให้โอกาสพวกแกยอมจำนน หลังจากนี้ก็อย่ามาหาว่าฉันโหดเหี้ยมก็แล้วกัน รอก่อนเถอะ! เมื่อไหร่ที่ครอบครองหมู่บ้านและเมืองใกล้เคียงทั้งหมดนี้ได้ ฉันจะพากองทัพหลักมา พวกแกจะต้องมารับใช้ฉัน ฉันจะเปลี่ยนคนทั้งเมืองให้กลายเป็นอันเดธ เดธ เดธ เคี๊ยก เคี๊ยก เคี๊ยก!”
แน่นอนว่าสีหน้าของชาวเมืองที่เพิ่งมีจะความสุขกลับมืดมนลงอีกครั้ง
เนโครแมนเซอร์ปลื้มใจมาก
ฉันทำให้พวกแกหวาดกลัวแล้วล่ะสิ? ฮ่า ๆ!
เขาถือบังเหียนม้าโครงกระดูกและล่าถอยไป
ทว่าขณะเดียวกัน ร็อบบ์ก็พูดอีกครั้งโดยใช้ ‘เสียงแห่งธรรมชาติ’ ที่ดังก้องกังวานไปทั้งสนามรบ เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่สุดแสนจะขี้เกียจว่า “เนโครแมนเซอร์เอ๋ย ลืมสิ่งที่ฉันเพิ่งบอกไปแล้วงั้นเหรอ? คุณถูกล้อมเอาไว้หมดแล้ว คุณไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมจำนน จะล่าถอยไปงั้นเรอะ? คุณคิดว่าจะกลับไปเรียกกำลังเสริมได้จริงเหรอ? ช่างไร้เดียงสาจริง ๆ ตอนนี้ยอมจำนนซะเถอะ ถ้าคุณยอมจำนน ฉันจะเปิดพัดลมแค่เบอร์สี่ แต่ถ้าหากยังรั้งอีก ฉันจะเปิดเบอร์ห้าเลยนะ”
เนโครแมนเซอร์หนังตากระตุกด้วยความโกรธและหันมาคำรามใส่ “ตั้งแต่แรกแล้วนะที่แกพูดถึงไอ้เบอร์ 3 เบอร์ 4 เบอร์ 5 ของพัดลมติดผนังบ้าอะไรนั่น แกกำลังพูดถึงอะไรฮะ!”
“แล้วคุณจะรู้เองถ้าถูกแขวน” ร็อบบ์กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ไร้สาระฉิบหาย! F*ck ฉันไม่สนใจแกแล้วโว้ย”
อัศวินโครงกระดูกที่คุ้มกันอยู่ข้างเนโครแมนเซอร์เหมือนคนรับใช้ที่ซื่อสัตย์ พวกมันบังคับม้าโครงกระดูกเดินเข้าประกบเนโครแมนเซอร์ทั้งสองด้านอย่างใกล้ชิด แต่แล้วจู่ ๆ อัศวินโครงกระดูกกลับง้างหมัดแล้วโยนกำปั้นของมันกระแทกเข้าที่แก้มของเนโครแมนเซอร์แบบเต็ม ๆ!
พลั่ก!!
เนโครแมนเซอร์ไม่ทันตั้งตัวเลยสักนิด เขาถูกหมัดนี้กระแทกจนตกลงจากอานม้า ก่อนจะรีบลุกขึ้นยืนสะบัดหัวไล่ความมึนงง จากนั้นเขาก็ตะโกนใส่อัศวินโครงกระดูก “แกทำบ้าอะไร!? แกกล้าทำร้ายเจ้านายของแกแบบนี้ได้วะ?”
ทันทีที่คำพูดของเขาจบลง อัศวินโครงกระดูกอีกตัวที่อยู่ข้างหลังก็ก้าวเข้าไปประชิดและเตะก้นเขาทันที
เนโครแมนเซอร์ร้องโหยหวนอย่างน่าสังเวช เขากระเด็นไปข้างหน้าและล้มลงอีกครั้งราวกับสุนัขที่ถูกรังแก
เขาโกรธมากจนกระโดดขึ้นมาและตวาดใส่อัศวินโครงกระดูกที่อยู่ข้างหลัง “แกเองก็ด้วยเหรอ!?”
มีประกายแสงแปลก ๆ ในดวงตากลวงโบ๋ของอัศวินโครงกระดูกทั้งสอง จากนั้นพวกมันก็พูดด้วยน้ำเสียงที่สุดแสนจะรำคาญและขี้เกียจว่า “เหอะ! ทำไมเราจะทุบตีแกไม่ได้?”
ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ เนโครแมนเซอร์ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดพลาด ‘ทำไมไอ้สองตัวนี้ถึงพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือน… เหมือนกับน้ำเสียงของนักบวชที่เพิ่งคุยกับฉัน?’
นี่ไม่ใช่วิธีที่สองคนนี้พูดเมื่อพวกเขายังมีชีวิตอยู่ พวกเขาเป็นอัศวินที่ซื่อตรงมาก และพวกเขาจะพูดด้วยน้ำเสียงที่กล้าหาญและจริงจัง
ขณะที่เขากำลังงุนงง อัศวินโครงกระดูกทั้งสองก็พูดออกมาอีกว่า “ฉันบอกแล้วว่าคุณถูกล้อม แต่คุณก็ยังไม่เชื่อ ดูสิ คุณถูกล้อมด้วยอัศวินสองคนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง”
“เป็นไปไม่ได้!!” เนโครแมนเซอร์แอบใช้เวทมนตร์ดำเจาะเข้าไปในอัศวินโครงกระดูกทั้งสองเพื่อพยายามหาสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
แต่แล้วเวทมนตร์ดำของเขาก็ถูกเด้งกลับทันทีด้วยการต้านทานจากเวทมนตร์ที่แข็งแกร่งกว่า! อัศวินโครงกระดูกทั้งสองถูกบังคับด้วยเวทมนตร์ดำที่มีพลังมากกว่าเวทมนตร์ดำของเขา! ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมไอ้สองตัวนี้ถึงไม่ฟังเขา ตอนนี้พวกมันมีเจ้านายคนใหม่แล้ว!
“F*ck!” เม็ดเหงื่อค่อย ๆ ผุดขึ้นบนหน้าผากของเนโครแมนเซอร์ “ศัตรูมีพลังแห่งความมืดมากกว่าฉันได้ยังไง? เป็นไปไม่ได้! นั่นคือพวกโบสถ์แห่งแสง คนที่ศรัทธาเทพแห่งแสงจะใช้พลังแห่งความมืดแบบฉันได้ยังไง? มันเป็นบาปมหันต์ที่จะทำเช่นนั้นในดินแดนที่ควบคุมโดยคริสตจักรแห่งแสงนะ! ไอ้คนนั้นมันควรจะถูกเผาตายไปนานแล้ว และไม่สามารถอยู่ภายใต้ร่มเงาของคริสตจักรแห่งแสงได้ นี่มันเป็นไปไม่ได้!”
อัศวินโครงกระดูกสะบัดดาบของมันและฟาดฟันใส่เนโครแมนเซอร์
เนโครแมนเซอร์โบกมืออย่างรีบร้อนและยิงหอกกระดูกที่เตรียมไว้แล้วออกไปต้านรับ อัศวินโครงกระดูกถูกยิงอย่างรุนแรงจนร่างของมันกระจัดกระจายไปทั่วพื้นดิน
เนโครแมนเซอร์เตรียมใช้อีกคาถาหนึ่ง แต่การร่ายคาถาเป็นครั้งที่สองนั้นต้องใช้เวลา ซึ่งเขาไม่มีเวลามากขนาดนั้น อัศวินโครงกระดูกอีกตัวถือโล่กระแทกเขาดัง “ปัง” มันกระแทกใส่หน้าผากของเนโครแมนเซอร์ได้แบบเป๊ะ ๆ
เนโครแมนเซอร์รู้สึกราวกับว่าท้องฟ้ากำลังหมุนติ้ว ๆ ด้วยความเร็วผิดปกติ ดาวหลายดวงปรากฏวิบวับในสายตาของเขา เขาเป็นลมล้มลงกับพื้นและหมดสติไป
“การต่อสู้จบลงแล้ว! เนโครแมนเซอร์พ่ายแพ้ให้แก่อัศวินผู้กล้า! แม้ว่าคู่อัศวินผู้กล้าทั้งสองตอนนี้จะเหลือเพียงร่างโครงกระดูก และความแข็งแกร่งของพวกเขาก็ต่ำกว่าเมื่อก่อนหลายเท่า แต่พวกเขาก็ยังสามารถเอาชนะเนโครแมนเซอร์ได้!”