เกมเมอร์หมดไฟ ขอใช้ชีวิตเงียบ ๆ ในต่างโลก - บทที่ 49 หากต้องการก็ขนมันไป
บทที่ 49 หากต้องการก็ขนมันไป
บทที่ 49: หากต้องการก็ขนมันไป
“โอ้ คุณพ่อ คุณต้องการถอนต้นพริกไทยพวกนี้ออกหลังจากเก็บเกี่ยวแล้วจริง ๆ เหรอ” ชาวเมืองใกล้เคียงที่มาช่วยเคลียร์ทุ่งนากล่าวอย่างเศร้าสร้อย “ต้นพริกไทยเป็นไม้ยืนต้น สามารถเก็บได้ทุกปี มันน่าเสียดายที่ต้องถอนออกเร็วขนาดนี้”
“ใช่” ชาวเมืองอีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ มันจะให้ผลพริกไทยจำนวนมากในปีถัดไป ซึ่งสามารถขายได้เงินจำนวนมาก”
“หนึ่งปีนานเกินไป ต้นพริกไทยที่ไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ในหนึ่งวันก็ไม่ใช่ต้นที่ดีแล้ว” ร็อบบ์กล่าว “ถอนมันออกไปทั้งหมดนั่นแหละ”
ชาวเมือง “…”
ไม่มีเหตุผลที่จะพูดคุยกับนักบวชที่บ้าคลั่งเช่นนี้… ชาวเมืองคนหนึ่งขอร้องอย่างกล้าหาญว่า “คุณพ่อ ข้าขอร้องได้ไหม? ไหน ๆ คุณก็กำลังจะถอนพวกมันทิ้งอยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นฉันขอถอนพวกมันไปไว้ในสวนของฉันเองจะได้ไหม แม้ว่าอุณหภูมิและความชื้นจะไม่เหมาะสมนัก แต่ฉันก็น่าจะเก็บเกี่ยวได้ในปีหน้าหากดูแลพวกมันด้วยความระมัดระวังอย่างเหมาะสม”
ชาวเมืองอีกคนก็ตะโกนขึ้นว่า “ฉันก็ต้องการด้วย! ฉันขอแบ่งด้วยนะคุณพ่อ!”
ชาวเมืองที่มาช่วยต่างก็เริ่มตะโกนแข่งกันเอง “ฉันก็ต้องการต้นพริกไทยด้วย!”
ร็อบบ์ยิ้มแล้วตอบกลับไปว่า “ตกลง ใครที่ต้องการก็ถอนพวกมันออกไปได้เลย! แต่จงทำอย่างรวดเร็ว ไม่ให้ฉันเสียเวลาจากการหว่านเมล็ดชุดใหม่”
หลังจากนั้นไม่นาน ต้นพริกไทยทั้งหมดก็ถูกขุดขึ้นมาในพริบตาด้วยฝีมือของชาวเมือง ส่วนเมล็ดพริกไทยทั้งหลายก็ถูกเก็บใส่ในถุงและมอบให้กับลิลเลียน จากนั้นพวกชาวบ้านก็แบกต้นพริกไทยกลับบ้านไปอย่างรวดเร็ว
พริกไทยมีค่ามากกว่าทองคำ ตราบใดที่คุณมีต้นไม้ที่สามารถผลิตพริกไทยได้ก็สามารถทำให้เมืองร่ำรวยได้อย่างง่ายดาย
หากในยามปกติลิลเลียนคงรู้สึกวิตกกังวลอย่างแน่นอนที่พืชของเธอถูกคนอื่นยึดครองไป แต่ตอนนี้เธอถือพริกไทยที่เก็บสดใหม่มาหลายถุง สีหน้าของเธอสับสนมากจนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น
หลังจากเคลียร์แปลงปลูกและปรับหน้าดินเรียบร้อย ร็อบบ์ก็หยิบเมล็ดพริกไทยที่ได้มาใหม่ออกมาหนึ่งกำมือ แล้วหว่านลงไปจนทั่วแปลง ก่อนจะรดน้ำเมล็ดพริกไทยจนครบ จากนั้นเขาก็นั่งลงอย่างเกียจคร้านที่เก้าอี้หินตัวโปรดของเขา
ลิลเลียนถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “นายท่าน คุณไม่ได้ขอให้ฉันช่วยหว่านและรดน้ำพริกไทย หมายความว่าต้นพริกไทยชุดนี้ก็จะเก็บเกี่ยวได้ภายในหนึ่งวันอีกแล้วใช่ไหม?”
“ฮ่า ลิลเลียนของฉันฉลาดมาก เธอเริ่มเข้าใจอะไรได้บ้างแล้วสินะ” ร็อบบ์ปรบมือและพูดต่ออีกว่า “จากนี้ไป พืชผลทั้งหมดที่ฉันปลูกจะใช้เวลาเพียงหนึ่งวันในการเก็บเกี่ยว”
“น่าทึ่งจริง ๆ! ครอบครัวของเราจะร่ำรวยมหาศาลแน่นอนถ้าคุณปลูกทุกวัน”
“ไม่มีทาง! ฉันจะเคลื่อนไหวเฉพาะเมื่อความต้องการพื้นฐานสี่ประการขาดไป อาหาร น้ำ เสื้อผ้า และที่อยู่อาศัย เธอก็น่าจะรู้ว่าปกติฉันเป็นคนขี้เกียจ ถ้าไม่จำเป็นฉันก็ไม่มีทางขยับตัวทำอะไรแน่ ๆ”
“นายท่าน แม่ชีได้บอกไว้ว่าสิ่งที่คุณทำนั้นผิด ความเกียจคร้านเป็นหนึ่งในบาปมหันต์เจ็ดประการ มันไม่ดีที่จะทำอย่างนั้นนะ”
“อย่าฟังเรื่องไร้สาระของแม่ชีคนนั้นเลย ฉันจะบอกเธอให้นะ แม่ชีคนนั้นเกียจคร้านเพิ่มขึ้น 10% แล้วหลังจากที่ได้อยู่กับเราหนึ่งวัน แล้วยิ่งเมื่อกลับจากการตามล่าผู้ใช้ความตาย และมาอยู่กับเราอีกสักสองสามวัน แม่ชีคนนั้นคงจะยิ่งขี้เกียจกว่าฉันอีก”
จากนั้นเวลาห้าวันก็ผ่านไปในพริบตา
วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่พ่อค้าจะอยู่ในเมืองเวสต์วินด์ เขาทำเงินได้มากมายในช่วงห้าวันที่ผ่านมา ทั้งผ้า เกลือ เครื่องเทศ พริกไทย และสิ่งอื่น ๆ ที่เขานำมาถูกขายไปแล้ว เงินออมเกือบทั้งหมดของผู้อยู่อาศัยในเมืองเวสต์วินด์ได้ตกอยู่ในกระเป๋าของพ่อค้าเดินทางเรียบร้อย
เมื่อการค้าดีขนาดนี้คนแคระก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
คนรับใช้คนหนึ่งโน้มตัวลงมาจากด้านหลังและกระซิบว่า “นายท่าน วันนี้เรามีนัดซื้อพริกไทยจากนักบวช”
“อ๋อ ใช่ ๆ” พ่อค้าคนแคระหัวเราะและพูดว่า “นี่เป็นการค้าสุดท้ายที่เราจะทำในเมืองเวสต์วินด์ เอาล่ะ ไปเยี่ยมนักบวชคนนั้นกันเถอะ แม้ว่าเราจะไม่รู้ว่าเขากำลังวางแผนอะไรอยู่ แต่เราไม่ควรทำให้นักบวชแห่งแสงขุ่นเคือง ไม่งั้นเขาจะสร้างปัญหาให้เราได้อย่างร้ายแรง อ้อ อย่าลืมซะล่ะว่าต่อให้เขาจะมีพริกไทยขายให้เราเพียงสิบเม็ด เราก็ต้องรั้งไว้และห้ามหัวเราะเขา เราต้องรักษามารยาท แสร้งทำเป็นชื่นชมและสรรเสริญเขาอย่างเต็มที่เพื่อไว้หน้าให้เขา”
จากนั้นพ่อค้าคนแคระก็ออกเดินนำหน้าคนรับใช้
ทันใดนั้นคนรับใช้คนหนึ่งก็ชี้ไปที่สวนในบ้านใครบางคน และตะโกนอย่างประหลาดใจว่า “นายท่านดูสิ… ไม่ใช่ว่านั่นมันต้นไม้พริกไทยหรอกเหรอ? ต้นมันสูงใหญ่กว่าคนซะอีก!”
“ฮะ?” พ่อค้าคนแคระขยี้ตาและพูดว่า “มันเป็นต้นพริกไทยจริง ๆ! พระเจ้า! ต้นพริกไทยมันเติบโตได้เฉพาะแดนตะวันออกไม่ใช่เหรอ?”
“นี่มันแปลกเกินไปแล้วนะนายท่าน ดูนั่น… บ้านหลังอื่น ๆ ก็มี…” คนรับใช้ยังคงชี้ไปที่บ้านหลังอื่นด้วยสีหน้าโง่งม
แน่นอนว่าบริเวณที่เขาชี้ก็มีต้นพริกไทยหลายต้นซึ่งสูงกว่าคนไปมากโข
“นายท่าน บ้านหลังนั้นก็มี บ้านหลังนู้นก็มี!”
” โอ้พระเจ้า ที่นี่ก็ด้วย!”
“เป็นไปไม่ได้ ครอบครัวนั้นก็มีด้วยเรอะ!”
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?” คนแคระถึงกับประหลาดใจไม่หยุด “ฉันมาที่เมืองเวสต์วินด์บัดซบนี้ทุกสองเดือน ฉันไม่เคยเห็นต้นพริกไทยแบบนี้มาก่อน แต่ตอนนี้มันกลับมีต้นพริกไทยอยู่ทุกหนทุกแห่ง เกิดอะไรขึ้นบนโลกใบนี้!?”
เขาเคาะประตูบ้านชาวเมือง และทันทีที่ชาวเมืองออกมา คนแคระก็ถามอย่างร้อนใจว่า “ทำไมจู่ ๆ ก็มีต้นพริกไทยมากมายในเมืองของคุณ?”
ชาวเมืองยิ้มและตอบว่า “นักบวชแห่งแสงมอบให้เรามาน่ะ เพราะเทพเจ้าแห่งแสงให้ปาฏิหาริย์แก่เรา ดลบันดาลให้ต้นพริกไทยในโบสถ์นั้นสามารถเก็บเกี่ยวได้ภายในหนึ่งวัน หลังจากที่คุณพ่อเก็บเกี่ยวพริกไทยแล้ว เขาก็ให้ต้นพริกไทยแก่เรา เกษตรกรหลายคนได้ย้ายต้นพริกไทยจากโบสถ์นั้นมาปลูกไว้ในสวนของพวกเขาเอง ปีหน้าเมืองเวสต์วินด์จะเต็มไปด้วยพริกไทย และทุกคนก็จะรวยแน่นอน!”
พ่อค้าคนแคระ “…”
เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติอย่างยิ่ง จึงรีบพาคนของเขาไปที่โบสถ์โดยเร็วที่สุด ที่นั่นเขาเห็นร็อบบ์นั่งอยู่บนเก้าอี้หินเพื่อดูชาวเมืองกลุ่มหนึ่งช่วยเก็บเกี่ยวพริกไทย ทุกครั้งที่ชาวเมืองเก็บเกี่ยวพริกไทยมาจากต้น ชาวเมืองก็จะขุดต้นของมันทั้งต้นมาพร้อมกับดิน จากนั้นพวกเขาก็จะแบกทั้งต้นวิ่งกลับบ้านไป