หยุดหมอนี่ที! ก่อนที่วิถีเซียนจะเพี้ยนไปกว่านี้ - บทที่ 678 พวกเจ้าทั้งคู่ไปดึงดูดกึ่งเซียนมาได้อย่างไรถึง
- Home
- หยุดหมอนี่ที! ก่อนที่วิถีเซียนจะเพี้ยนไปกว่านี้
- บทที่ 678 พวกเจ้าทั้งคู่ไปดึงดูดกึ่งเซียนมาได้อย่างไรถึง
สองคน
“ในที่สุดก็จบแล้ว” ลู่หยางถอนหายใจยาว การต่อสู้ของกึ่งเซียน
เมื่อครู่ทำให้เขาตกใจจนตัวสั่น
“เมื่อไหร่เจ้าจะขี้ขลาดอย่างนี้” เซียนอมตะมองลู่หยางอย่าง
สงสัย
“จำได้ว่าตอนที่ข้าต่อสู้กับเด็กอวี้ ก็ไม่เห็นเจ้ากลัวขนาดนี้”
นั่นเป็นการต่อสู้ระดับเซียนเชียวนะ เมื่อเทียบกับการต่อสู้ของ
นางกับสองคนนั้น กึ่งเซียนสองคนนั่นจะนับเป็นอะไร ก็แค่การทะเลาะ
วิวาทในหมู่บ้านเท่านั้นเอง
ลู่หยาง “……”
ที่พูดก็มีเหตุผล แต่รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
“โชคดีที่เจ้าไปเชิญศิษย์พี่ใหญ่มา” เมิ่งจิ่งโจวก็ตกใจกับการ
ต่อสู้ครั้งนี้ไม่น้อย หากไม่มีศิษย์พี่ใหญ่ การเดินทางครั้งนี้อาจมี
อันตรายถึงชีวิต
“อมิตาภพุทธ สมแล้วว่าทำไมอาตมาสู้กับศิษย์พี่อวี้ไม่ได้” ซื่อ
ฉันเข้าใจในที่สุดว่าทำไมอาจารย์ถึงบอกว่าอย่าไปยุ่งกับอวี้จือ
ลู่หยางเคยแนะนำลัทธิสวรรค์ให้ซื่อฉัน ซื่อฉันจึงทราบว่าประมุข
ลัทธิสวรรค์คือศิษย์พี่ใหญ่
ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวหันไปมองซื่อฉันด้วยความประหลาดใจ
ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ “ท่านเคยต่อสู้กับศิษย์พี่ใหญ่
หรือ?”
ซื่อฉันตอบคำถามอย่างสงบ “ครั้งหนึ่งเมื่ออาตมาไปเรียนรู้ที่
สำนักเวิ่นเต๋า อาตมาเคยท้าทายศิษย์พี่อวี้ แต่น่าเสียดายที่ไม่
สามารถเอาชนะได้”
ไม่คิดว่าซื่อฉันเคยทำเรื่องโง่เช่นนี้ ทั้งสองคนประสานมือแสดง
ความเคารพ สมแล้วที่เป็นพระสงฆ์ผู้ยิ่งใหญ่ ความกล้าช่างไม่
ธรรมดา
“ท่านผู้กล้าทั้งสาม เรียบร้อยแล้วหรือ?” พี่น้องฝูหลิงถามอย่าง
ระมัดระวัง ตอนที่มีการต่อสู้ครั้งใหญ่ พวกนางแทบไม่กล้าหายใจด้วย
ซ ้า
ลู่หยางพยักหน้า “เมืองชุนเจียงปลอดภัยแล้ว”
เมื่อมีศิษย์พี่ใหญ่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นปีศาจ มาร วิญญาณ หรือสัตว์
ประหลาดมา ก็ไร้ประโยชน์
“ท่านยังต้องการฝึกฝนจิตใจที่นี่ต่อไปหรือไม่?” ลู่หยางถามซื่อ
ฉัน
ซื่อฉันส่ายหน้าเบาๆ เรื่องราวจบลงแล้ว แต่จากสถานการณ์
ปัจจุบัน หอนางโลมคงไม่เปิดในเร็ววัน และคงไม่มีอารมณ์จะเปิด เมื่อ
เป็นเช่นนี้ เขาต้องหาสถานที่อื่นเพื่อฝึกฝนจิตใจ
“ถ้าเช่นนั้น ขออวยพรให้ท่านประสบความสำเร็จล่วงหน้า” ลู่
หยางยิ้มและประสานมือกล่าว หลังจากนี้เขาและเมิ่งเฒ่าจะต้องไปพบ
ศิษย์พี่ใหญ่ จึงไม่สามารถเดินทางร่วมกับซื่อฉันได้
“อาตมาขอบคุณความปรารถนาดีของศิษย์พี่ทั้งสอง”
ชั้นสองของโรงแรมได้กลายเป็นห้องเปิดโล่งแล้ว เศษไม้กระดาน
กระจัดกระจาย รกรุงรัง
ลู่หยางหยิบแผ่นไม้ขึ้นมาชิ้นหนึ่ง น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของหลังคา
ทำนิ้วเป็นกระบี่ เพียงสองสามครั้งก็แกะสลักแผ่นไม้เป็นรูปกระบี่ไม้
และที่ด้ามกระบี่สลักอักษรสองตัว “ลู่หยาง”
กระบี่ไม้ถูกแกะสองเล่ม มอบให้พี่น้องฝูหลิง
“ภายในกระบี่ไม้นี้มีคมกระบี่ของข้าแฝงอยู่ ใช้ป้องกันตัวได้ สิ่ง
ชั่วร้ายไม่กล้าเข้าใกล้ หากเจอภัยอันตราย ปลดปล่อยการโจมตีจะ
เทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญขั้นทารกแรกกำเนิดสุดยอดโจมตีเต็มกำลัง วัน
หน้าหากพบเรื่องยากลำบาก ก็สามารถถือกระบี่ไม้นี้มาหาข้าที่
สำนักเวิ่นเต๋าได้”
ตามคำบอกเล่าของเซียนอมตะ ตอนนางใช้พี่น้องทั้งสองเพื่อ
ค้นหาแม่น ้าแฝด ทั้งสองจะไม่รับรู้
เรื่องแม่น ้าแฝดไม่ควรให้พวกนางรู้ หากรู้แล้วอาจนำภัยมาสู่
พวกนาง
พี่น้องรับกระบี่ไม้อย่างระมัดระวัง ขอบคุณลู่หยาง นี่เป็นเครื่อง
ป้องกันตัวที่ประเมินค่ามิได้ ยามคับขันสามารถช่วยชีวิตได้
เมิ่งจิ่งโจวเห็นลู่หยางมอบของขวัญอย่างจริงจัง เขาก็อยากมอบ
อะไรบ้าง
แต่พอคิดดูแล้ว สิ่งที่เขาสามารถมอบให้ได้นอกจากเลือดเพิ่ม
พลังบุรุษก็มีแค่ลิ่นซือ ดูเหมือนไม่มีอะไรเหมาะสมที่จะมอบให้
เขาคิดแล้วคิดอีก จึงให้คำมั่น “หากวันหน้าพวกเจ้าต้องการใช้
ลิ่นซือ ก็สามารถมายืมจากตระกูลเมิ่งของเราได้”
ทั้งสามคนลาจากพี่น้อง และได้พบเจ้าของโรงแรมที่เศร้าโศก
เสียใจอย่างยิ่ง
โรงแรมดีๆ ตอนนี้เหลือแค่ชั้นหนึ่งที่อยู่อาศัยได้ แม้ว่าราชสำนัก
จะมีเงินช่วยเหลือฟื้นฟู และจะสร้างโรงแรมขึ้นใหม่ แต่จะต้องใช้
เวลานานเท่าใด
คุณชายเมิ่งใจดี มอบลิ่นซือจำนวนหนึ่งให้เจ้าของโรงแรม ถือ
เป็นค่าเสียเวลา
ทั้งสามคนไปลาท่านเมือง
เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในเมืองชุนเจียง การพบปะสังสรรค์ที่
สัญญาไว้ในตอนกลางคืนก็คงไม่ต้องคิดแล้ว ตอนนี้ท่านเมืองยุ่ง
วุ่นวายราวกับลูกข่าง ต้องรักษาความสงบและบรรเทาภัยพิบัติภายใน
ภายนอกยังต้องเขียนเอกสารราชการรายงานไปยังเบื้องบน
ตอนที่ทั้งสามไป พอดีกับที่ป้าเยี่ยนแสดงพลังอันน่าเกรงขาม
ต่อสู้กับรองประมุขสำนักราตรีทมิฬที่อยู่ในขั้นรวมร่าง ป้าเยี่ยนต่อสู้
อย่างสนุกสนาน รองประมุขถูกตีจนหน้าบวมตาปูด
ทั้งสามคนลากันนอกเมือง แยกย้ายไปคนละทาง ลู่หยางและเมิ่ง
จิ่งโจวเดินทางไปยังเนินเขาเล็กๆ ทางตะวันออกสามสิบลี้ตามที่ศิษย์
พี่ใหญ่ฝากข่าวไว้
……
ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวมาถึงเนินเขาพอดีกับที่ศิษย์พี่ใหญ่กำลัง
สอบสวนกึ่งเซียนยุคโบราณทั้งสองอย่างง่ายๆ เพื่อให้รู้ตัวตนที่แท้จริง
ศิษย์พี่ใหญ่ตั้งกำแพงกำบังรอบเนินเขา คนภายนอกจะไม่อยาก
เข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว
“พูดง่ายๆ คือ คนหนึ่งเป็นกึ่งเซียนแห่งความฝันจากปลายแคว้น
ต้าเฉียน อีกคนเป็นกึ่งเซียนแห่งความว่างเปล่าจากปลายแคว้น
ต้าอวี๋?”
“ท่านผู้อาวุโสพูดอะไรอย่างนั้น เรียกข้าว่าเสี่ยวเมิงก็พอ”
“เรียกข้าว่าเสี่ยวซวงก็พอ”
กึ่งเซียนทั้งสองเชื่อฟังอย่างที่สุด
คนอยู่ใต้ชายคา ย่อมต้องก้มหัว ทั้งสองกึ่งเซียนล้วนเป็นคนเก่ง
แห่งยุคสมัย รู้ว่าเมื่อไหร่ควรยอมจำนน
มองจากยุคสมัย ประมุขอวี้เป็นคนยุคโบราณ มาก่อนยุคของ
พวกเขา มองจากระดับพลัง นางเป็นเซียน สูงกว่าระดับของพวกเขา
การเรียกนางว่าผู้อาวุโสจึงไม่มีปัญหาใดๆ
“ศิษย์พี่ใหญ่ พวกเราจัดการเรื่องทางนั้นเรียบร้อยแล้ว”
ศิษย์พี่ใหญ่นำเก้าอี้ฮ่องเต้ที่ลู่หยางนำมาจากประเทศมารออกมา
นางนั่งบนเก้าอี้ฮ่องเต้ ใช้น ้าเสียงราบเรียบสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น
“เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังหน่อย ข้าจำได้ว่าศิษย์น้องเมิ่ง ก่อน
ออกเดินทางได้สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับตลาดมืดจากไต้ปู้ฟาน และ
สัญญาว่า ‘รับรองว่าในครึ่งปีนี้จะไม่ก่อเรื่องวุ่นวายแน่นอน’”
นี่เป็นเรื่องที่ศิษย์พี่ใหญ่ได้ยินมาจากไต้ปู้ฟานโดยบังเอิญ
ไม่คิดว่าจะไม่ถึงครึ่งเดือน แค่ผ่านไปครึ่งเดือน ก็ดึงดูดกึ่งเซียน
ยุคโบราณสองคนมาต่อสู้กันแล้ว
เมิ่งจิ่งโจวร้องเรียกความเป็นธรรมพร้อมแก้ต่างว่า
“ศิษย์พี่ใหญ่ตาสว่างเถิด พวกเรากับหยางล้วนเป็นผู้เสียหาย”
“ข้าด้วยความตั้งใจที่จะดำเนินธุรกิจอย่างอิสระ หาเงินก้อนแรก
ในชีวิตจากตลาดมืดแล้วก็เลิกรา ออกจากตลาดมืด บังเอิญพบซื่อ
ฉันที่กำลังขอทาน พวกเราเห็นเขายากจนข้นแค้น ชีวิตลำบาก ด้วย
ความเห็นอกเห็นใจพี่น้องร่วมสำนัก จึงตัดสินใจอยู่เป็นเพื่อนซื่อฉัน
ฝึกฝนจิตใจในโลกมนุษย์”
“ที่เมืองชุนเจียง พวกเราสามคนทำแต่สิ่งดี ไม่เพียงช่วยชีวิตพี่
น้องสองคนซ ้าแล้วซ ้าเล่า ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรมือสังหารแก่
ทางการ และปราบปีศาจกำจัดมาร จัดการความขัดแย้งของผู้บำเพ็ญ
ขั้นทารกแรกกำเนิดสี่คนอย่างสันติ ให้พวกเขาอยู่ร่วมกันได้อย่าง
สงบสุข”
“ท่านเมืองรู้เรื่องราวของพวกเรา ยังเสนอจะเชิญพวกเรากินข้าว
ด้วยซ ้า”
เมิ่งจิ่งโจวกล้าชี้ไปที่กึ่งเซียนที่คุกเข่าอยู่และตะโกนว่า “ชัดเจน
ว่าเป็นคนพวกนี้ที่ก่อเรื่อง ยืนกรานจะต่อสู้ในเมืองชุนเจียง พวกเรา
ต่างหากที่เป็นผู้เสียหาย”
“คนพวกนี้ไร้ยางอายในการต่อสู้ ได้พังหลังคาโรงแรมที่พวกเรา
พักอยู่ ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของเจ้าของโรงแรมเลย”
“แม้แต่ค่าเสียหายของเจ้าของโรงแรมก็ข้าที่ต้องจ่ายแทนพวก
เขา!”
ลู่หยางก็ช่วยเสริม “ใช่ คนพวกนี้ไม่เพียงก่อเรื่องวุ่นวายในที่
สาธารณะ ยังช่วยเหลือนักโทษหลบหนี อย่างโจ่งแจ้งช่วยเหลือ
องค์กรอาชญากรรม พยายามขโมยสมบัติยุคโบราณแต่ไม่สำเร็จ ทำ
ความชั่วครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดที่ไม่ทำ!”