สู่วิถีอมตะ - บทที่ 79 ควบคุมอันดับ
บทที่ 79 ควบคุมอันดับ
เพียงครู่ เจียงผิงอันก็ตัดสินความแข็งแกร่งของหมาป่าดำได้
ขั้นปลายขอบเขตสร้างรากฐาน!
เพราะมันเป็นสัตว์ภูต พลังกายจึงแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกวิญญาณปกติมากนัก
หากเป็นผู้ฝึกตนขั้นปลายขอบเขตสร้างรากฐานทั่วไป คงรับมือสัตว์ภูตตนนี้ยากนัก
ขณะที่ปากสีเลือดโฉบเข้าใส่ศีรษะของเจียงผิงอัน เจียงผิงอันก็เหวี่ยงหมัดชกศีรษะคู่ต่อสู้จากด้านข้าง
เสียงเปรี้ยงสนั่น ศีรษะสัตว์ภูตระเบิดออก
ไร้โลหิตพร่างพรม แต่มันเปลี่ยนเป็นหนึ่งอักขระเรืองประกายหายไป
แล้วหมาป่าดำที่เหมือนกันทุกประการอีกสองตัวก็ปรากฏขึ้นอย่างไร้ช่วงติดขัด และโถมทะยานเข้ามาพร้อมเพรียง
เจียงผิงอันเก็บหนังสือในมือ ใช้อัสนีพริบตา ร่างของเขาเหมือนแปรสภาพเป็นอัสนีวูบไหว ปรากฏตรงหน้าหมาป่าดำในทันที
เปรี้ยง เปรี้ยง!
อำนาจทรงพลังขยี้หมาป่าดำทั้งสองในพริบตา
พวกมันกลายเป็นอักขระสลายหาย แล้วหมาป่าดำสามตัวก็ปรากฏขึ้นกลุ้มรุม
“ว่าแล้วเชียว ไม่คิดให้พักกันเลย”
เจียงผิงอันชำเลืองมองทำเนียบอันดับบนอากาศ
อันดับบนทำเนียบเปลี่ยนแปลงรุนแรงตลอดเวลา นามแล้วนามเล่ากระเด้งกระดอนขึ้นลง
บุคคลอันดับหนึ่งสังหารสัตว์ภูตไปแล้วสิบตัว และจำนวนก็ยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เจียงผิงอันมิได้รีบร้อน จากความถี่การโจมตีนี้ ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม พวกเขาเกินครึ่งจะถูกตัดสิทธิ์ไป
การต่อสู้ดำเนินต่อ ทุกครั้งที่ปราบสัตว์ภูตที่ออกมาได้ สัตว์ภูตก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นอีก
หนึ่งหรือสองนั้นรับมือง่าย แต่เมื่อกลายเป็นหลายสิบ ศึกก็เริ่มยากเย็น
มันไม่ยุติธรรมสำหรับผู้ฝึกกายาอยู่นิดหน่อย
แต่เจียงผิงอันหาสนใจไม่ เพราะเขาฝึกฝนทั้งกายาและวิญญาณ!
เมื่อเขาใช้วรยุทธ์ ‘พิธีศพพายุทราย’ ทรายใต้เท้าของเขาก็เริ่มเคลื่อนตัวเป็นหลุม แล้วหมาป่าดำที่พุ่งเข้ามาก็ตกลงไปก่อนทันถึงตัว ถูกฝังกลบสมบูรณ์
อัจฉริยะคนอื่น ๆ มิได้สะดวกดายเช่นเขา
ทุกครั้งที่เอาชนะสัตว์ภูตได้หนึ่งฝูง ฝูงใหม่ก็จะปรากฏตัว รอบกายไร้ปราณวิญญาณ จึงไม่อาจสั่งสมปราณวิญญาณฟื้นฟูได้
อัจฉริยะคนแล้วคนเล่าถูกเคลื่อนย้ายออกไป
“แค่ก ๆ!”
ผู้ฝึกกายาผู้หนึ่งทรุดลงคุกเข่า ร่างกายโชกเลือด หากมิใช่ไหวตัวขยี้ม้วนหยกได้ทันเวลา เขาคงตกตายไปแล้วยามนี้
“น่ากลัวนัก ความเร็วของข้าไม่ดี เหาะเหินก็ยังมิได้ เผชิญฝูงหมาป่าดำเป็นสิบ ๆ ตัวในขอบเขตเดียวกันไม่ไหวหรอก!”
ผู้ฝึกตนซึ่งถูกคัดออกอีกคนเสริมขึ้น “ไม่เห็นต้องจำกัดเวลา ทนให้ได้สักชั่วยามก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว!”
หลังการต่อสู้ผ่านไปเป็นระยะสั้น ๆ หมาป่าดำโขยงใหญ่เป็นสิบ ๆ ตัวในขอบเขตเดียวกับพวกตนก็ปรากฏขึ้น ทำให้เกินกำลังรับมือ
เมื่อจำนวนเปลี่ยนเป็นร้อยพัน ใครจะหยุดพวกมันได้?
ลำดับ ณ ทำเนียบอันลอยสูงบนอากาศยังคงเปลี่ยนแปลงไปมาอย่างรวดเร็ว
หลายรายชื่อเปลี่ยนสีจากทองเป็นเทา หมายความว่าถูกคัดออกแล้ว
ผู้ถูกคัดออกต่างใช้เวลาไปกับการพินิจลำดับตรงหน้า และดวงตาก็เบิกขึ้นยามเห็นตัวเลขเบื้องหลังอันดับแรก
อันดับแรกคือฟางซิง จำนวนสัตว์ภูตที่ฆ่าไปคือสองร้อยสามสิบเอ็ด…… สี่ร้อยหกสิบสอง……
“บ๊ะ! นี่มันตัวประหลาดอะไร! ฆ่าสัตว์ภูตขั้นปลายขอบเขตสร้างรากฐานสองร้อยกว่าตัวในพริบตา!”
“เป็นไปไม่ได้! ไม่ใช่แล้ว ทำไมจึงแข็งแกร่งได้เช่นนี้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตจินตานก็ไม่มีทางฆ่าสัตว์ภูตในพริบตาได้มากมายเช่นนี้!”
“ฟางซิงผู้นี้ใครกัน?”
อย่าว่าแต่อัจฉริยะมากมายที่ตกตะลึง กระทั่งเหล่าเจ้าเมืองยังผงะไปยามเห็นเหตุการณ์นี้
หมิงเฉินมองไปยังเจ้าเมืองทั้งหลาย ก่อนจะถามอย่างใคร่รู้ “ฟางซิงผู้นี้มาจากเมืองใด?”
“เรียนเจ้าแคว้น เขามาจากเมืองเฮยเฟิงของข้า เป็นผู้ฝึกจิต” เซี่ยชิงเอ่ย พลางยกมุมริมฝีปากแดงเป็นรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ผู้ฝึกจิต’ ทุกคนก็พลันกระจ่างแจ้ง
หนึ่งคำนึงของผู้ฝึกจิตพลิกขุนเขาเคลื่อนทะเล เด็ดตะวันจันทราและดวงดาวได้
การฆ่าสัตว์ภูตนับร้อย ๆ ตนในคราวเดียวหาใช่ปัญหาไม่
หมิงเฉินพินิจเซี่ยชิงอย่างลึกล้ำ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงอันคลุมเครือ “องค์หญิงเก้า เพื่อกลับเมืองหลวง เจ้าทุ่มเทไปมากนัก”
ผู้ฝึกจิตนั้นหาไม่ยาก ผู้ที่หายากคือผู้ฝึกจิตอันแข็งแกร่งเช่นนี้ และบ่มเพาะพวกเขา
เซี่ยชิงแย้มยิ้ม “ข้าเพียงทำเพื่อต้าเซี่ย ยิ่งอัจฉริยะแข็งแกร่ง ยิ่งมีโอกาสชิงเกาะเทวะมาได้มิใช่หรือ?”
หมิงเฉินไม่พูดต่อ ใครบ้างไม่รู้ว่านางคิดจะหวนคืนสู่นครหลวง
ขอเพียงชิงเกาะเทวะมาได้ สร้างผลงานยิ่งใหญ่ นางก็จะได้กลับไป
เพื่อพัฒนาและฝึกฝนอัจฉริยะเหล่านี้ นางต้องใช้ทรัพยากรไปมากมายแน่แท้
เซี่ยชิงรู้สึกว่าทรัพยากรเหล่านั้นมิได้เสียเปล่า และจะมีชื่อคุ้นตามากมายในทำเนียบสิบอันดับแรก
อวิ๋นหวง ฟางซิง เมิ่งจิง
การประชันกับเหล่าผู้มากฝีมือได้สิบอันดับแรกก็เพียงพอพิสูจน์ความแข็งแกร่งของพวกเขาได้แล้ว
ในสิบอันดับแรกยังมีอีกหนึ่งชื่ออันคุ้นตา แต่บุคคลนี้ถูกนางไล่ออกไป
คนผู้นั้นคือโจวเฟิง
ขณะนี้เป็นอันดับสอง
เมื่อเห็นโจวเฟิง เซี่ยชิงก็นึกถึงน้องชายที่นางเพิ่งรับมา แล้วสายตาก็รีบกวาดมองทำเนียบหาชื่อเขา
ท้ายที่สุด ก็พบชื่อเจียงผิงอันอยู่ใกล้ ๆ อันดับห้าสิบ
ดวงตาของเซี่ยชิงเรืองประกายประหลาดใจ
เจ้าเด็กนี่ไม่เลวเลย รักษาอันดับของตนไว้ได้ หากอดทนได้ต่อไป ก็ยังมีหวังติดห้าสิบอันดับแรก
แน่นอน ทำได้เพียงหวังเท่านั้น ผู้ฝึกกายานั้นเสียเปรียบ ภายหน้าก็จะยิ่งมีสัตว์ภูตเพิ่มมากขึ้น พวกเขาก็จะยิ่งอ่อนแรง
แต่การเติบโตมาได้เพียงนี้ในชั่วกาลสั้น ๆ ก็ดีมากแล้ว
หากภายหน้าฝึกฝนดี ๆ ก็จะเผยฝีมือเลิศล้ำได้เช่นกัน
เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม อัจฉริยะเกินครึ่งก็ถูกเคลื่อนย้ายออกมาด้วยสีหน้าสุดแสนไม่เต็มใจ
“ยากชะมัด! ถูกหมาป่าดำเป็นร้อย ๆ รุมขย้ำ ปราณวิญญาณจะไม่เหลือแล้ว!”
“ข้าใช้ความเร็วยื้อมาได้จนบัดนี้ แต่สุดท้ายก็ไร้ค่า ฆ่าสัตว์ภูตไม่ไหว เลยไต่อันดับไม่ได้”
“มีคนฆ่าสัตว์ภูตเกินพันตัวแล้ว พวกผิดมนุษย์!”
มีเพียงผู้ได้เผชิญศึกกับตัวจึงรู้ความยากเย็นของมัน
ฝูงสัตว์ภูตปรากฏตัวไม่ขาดสาย ไม่เคยหยุดยั้ง ความเร็วและความแข็งแกร่งอาจพอยื้อเวลาได้
แต่มันเปลืองพลังอย่างที่สุด หากไม่ฆ่าสัตว์ภูต ก็อย่าหวังไต่อันดับได้
ยามนาฬิกาทรายเหลือทรายเพียงครึ่ง อัจฉริยะจากเดิมเกือบห้าร้อยก็เหลือไม่ถึงร้อยคน ความเร็วในการคัดออกอัศจรรย์ยิ่ง
ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานทั่วไป ฆ่าสัตว์ภูตได้สักตัวก็ยอดเยี่ยมมากแล้ว และเมื่อเผชิญฝูงสัตว์ภูตเป็นร้อย ๆ ตัวซึ่งมีความแข็งแกร่งทัดเทียมกับตน การฝืนทนได้เพียงนี้ก็แข็งแกร่งมากแล้ว
อัจฉริยะที่ยังทนได้จะเผชิญความท้าทายอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
ความสิ้นเปลืองปราณวิญญาณและพลังกายจะทบทวีมหาศาล การต่อสู้ยากเย็นขึ้นทุกที
ทว่ามีหนึ่งบุคคลที่ไม่เห็นว่ามันจะยากเย็นตรงไหน
ในดินแดนลับ
เจียงผิงอันนั่งบนพื้น ทำสมาธิหลับตาฝึกฝน พื้นที่ในรัศมีร้อยหมี่อันมีเขาเป็นศูนย์กลางกลายเป็นบ่อทรายดูด
หมาป่าดำซึ่งพุ่งเข้ามาล้วนแล้วถูกสูบจมธรณีตามกัน ไม่อาจเข้าใกล้เขาได้เลย
หมาป่าดำตัวหนึ่งเหยียบศพหมาป่าดำตัวอื่น ๆ กระโจนสูงเข้าใส่เจียงผิงอัน
ขณะที่มันกำลังจะได้ขย้ำเจียงผิงอัน หนึ่งกำแพงทรายก็ปรากฏขึ้นขวาง
หมาป่าดำชนเข้ากับกำแพงทราย กระดอนกลับลงไปในทรายดูด
ทรายพองตัวราวชั้นคลื่น กลืนหมาป่าดำลงไป
เจียงผิงอันชำเลืองทำเนียบอันดับ เหลือคนไม่ถึงร้อยแล้ว และเขาจะถอนตัวยามเหลือห้าสิบคน
เก็บตัวเงียบ ซ่อนคมมีดไว้ นี่คือวิสัยของเขาเสมอมา
นอกแดนดินลับ เจ้าเมืองมากมายลอบถอนใจ
ผู้มากฝีมือมากมายจากเมืองของพวกเขาล้วนถูกตัดสิทธิ์สิ้น ไม่ก็เหลือเพียงหนึ่งหรือสองคน ซ้ำยังอันดับไม่ได้สูงนัก
การแข่งขันดุเดือดเกินไป ผู้ใดอยู่ได้จนบัดนี้ล้วนเป็นหงส์มังกรในหมู่ผู้คนแล้ว
ไม่รู้ตั้งแต่ยามใด เซี่ยชิงขมวดคิ้วแน่น ดวงตาจับจ้องที่ทำเนียบ
อัจฉริยะตัวสำรองจางหลิงหมิ่นสังเกตเห็นสีหน้าของเซี่ยชิง และถามขึ้นอย่างระมัดระวัง
“องค์หญิงเพคะ อวิ๋นหวงกับฟางซิงทำได้ดี เหตุใดองค์หญิงจึงดูไม่ปรีดากันเพคะ?”
แม้นางจะไม่อาจเข้าร่วมการแข่งขัน แต่นางก็ให้ความสนใจการจัดอันดับมาตลอด
“น้องชายตัวเหม็นของข้าเล่นไม่ซื่อเลย” เซี่ยชิงตอบขณะจ้องทำเนียบอันดับ
“น้องชาย? เจียงผิงอันหรือเพคะ?” จางหลิงหมิ่นตกตะลึง ก่อนจะพลันตระหนักว่าเจียงผิงอันยังไม่ถูกคัดออกจนบัดนี้!
ไม่ถูกแล้ว อัจฉริยะบางคนแข็งแกร่งกว่าเขายังถูกคัดออก เหตุใดเขาจึงยังไม่ออกมาอีก?
จางหลิงหมิ่นรีบกวาดตามองทำเนียบอันดับ และสุดท้ายก็เห็นชื่อเจียงผิงอันใกล้ ๆ อันดับห้าสิบ
สีหน้าของจางหลิงหมิ่นซับซ้อนขึ้นมาทันที
เหลือเชื่อนักที่บุคคลซึ่งนางเคยดูแคลนในกาลก่อนจะมาถึงจุดนี้ได้
จะบอกว่าไม่ริษยาก็คงโป้ปด
เจียงผิงอันเติบโตเร็วเกินไป
จางหลิงหมิ่นสูดหายใจลึก ๆ สะกดอารมณ์อันซับซ้อนไว้
“องค์หญิงเพคะ เจียงผิงอันมีโอกาสติดห้าสิบอันดับแรก ท่านก็ควรดีใจมิใช่หรือเพคะ?”
เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องดี แต่เหตุใดองค์หญิงจึงหน้าดำคร่ำเครียดไปได้?
เซี่ยชิงกัดฟันกล่าว “เขาค้างอยู่ในระดับนี้มาสักพักแล้ว บางครั้ง ทันทีที่อันดับของเขาเคลื่อนสูง ครู่ต่อมาก็จะร่วงลงไป แล้วจากนั้นก็จะดีดขึ้นมาใหม่”
นางพูดถึงสิ่งที่นางสังเกตเห็น
จางหลิงหมิ่นนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตระหนักถึงบางสิ่ง ดวงตาเบิกกว้าง “องค์หญิง ท่านจะสื่อว่าเขาจงใจควบคุมอันดับหรือเพคะ!”
หากเป็นเช่นนั้น อันดับของเจียงผิงอันโดยแท้จริงต้องสูงเกินห้าสิบ!