สู่วิถีอมตะ - บทที่ 78 ด่านที่สอง
บทที่ 78 ด่านที่สอง
การแข่งขันจบสิ้น หมิงเฉินเร่งดินแดนลับให้เคลื่อนย้ายอัจฉริยะเกือบพันคนซึ่งยังอยู่ข้างในออกมา
บางบุคคลหัวเราะร่า บางบุคคลไร้อาภรณ์ บางบุคคลดูเชิดคางวางตัวสูง… ไร้ความน่ามอง
ยามพวกเขาถูกเคลื่อนย้ายออกมา ทุกคนพลันฟื้นตัวจากอิทธิพลของดินแดนลับ
ขณะนี้ สีหน้าของพวกเขาแต่ละคนแปรเปลี่ยนเฉียบพลัน
ผู้ไร้อาภรณ์รีบร้อนสวมเสื้อผ้า หลายคนจิตหลุดใจลอย ใบหน้าอ้างว้างผิดหวัง
หวนคืนสัจธรรม ความฝันพังทลาย จึงปรับตัวไม่ได้ไปชั่วขณะ
หลายคนกระทั่งไม่อยากออกจากแดนดินลับ อยากจมอยู่กับมันไปชั่วนิรันดร์
“เจ้าท่อนไม้! เจ้าทำข้ากลัวแทบตาย!” เมิ่งจิงวิ่งไปกอดแขนเจียงผิงอัน
เซี่ยชิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แม้จะออกมาเป็นคนสุดท้าย แต่เขาก็ผ่านด่านแรกอยู่ดี ไม่น่าอายนัก แม้จะถูกตัดสิทธิ์ในด่านที่สองก็ยังสมเหตุสมผล
เฟิงอวี่เฉินขมวดคิ้ว เจียงผิงอันฝืนความเย้ายวนใจได้ แตกต่างจากที่คาดคิดไว้
ไกลออกไป เมื่อโจวเฟิงเห็นเจียงผิงอันเดินออกมา เขาก็ดูเดียดฉันท์
เซี่ยชิงตบข้าเพื่อขยะพรรค์นี้ รอดูเถอะว่าเหล่าจื่อจะขับคนจากเขตเฮยเฟิงไปอย่างไร
การที่เซี่ยชิงตบเขา ทำให้โจวเฟิงสุดแสนแค้นใจอยากคิดบัญชีล้างแค้น
เจียงผิงอันกำลังอารมณ์ดี
เขาชอบด่านนี้นัก เมื่อได้พบบุพการี หัวใจของเขาก็มิได้หดหู่เช่นกาลก่อน
เขาถามเมิ่งจิงยิ้ม ๆ “เจ้าได้พบกองขนมหรือไม่?”
ใบหน้าน้อยของเมิ่งจิงแดงก่ำเฉียบพลัน นางเสตาหลบ กล่าวเสียงเบาหวิว “พบ แต่ข้า คุณหนูผู้นี้ร้ายกาจมาก หาถูกหลอกไม่”
“ร้ายกาจ” เจียงผิงอันเอ่ยชมอย่างหาได้ยาก
เมิ่งจิงยิ่งหน้าแดงไปใหญ่
ขณะเดียวกัน หมิงเฉินก็กล่าวกับอัจฉริยะทั้งหลาย “ผู้ที่มิได้ออกมาในเวลาที่กำหนดจะถูกตัดสิทธิ์ทั้งหมด”
“ส่วนคนอื่น ๆ เตรียมตัวให้พร้อม อีกหนึ่งชั่วก้านธูปมอดจะต้องเข้าดินแดนลับอีกครั้งเพื่อทดสอบรอบสอง”
ได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของอัจฉริยะเฉียดพันผู้ถูกคัดออกก็ซีดขาว
“ข้าแข็งแกร่งมาก เป็นอัจฉริยะอันดับสามของเขตหลานหยางเลยนะ ขอโอกาสข้าอีกครั้งเถอะ อำนาจต่อสู้ของข้าแข็งแกร่งกว่าพวกเขาอีก!”
“การทดสอบพรรค์นี้หามีประโยชน์ไม่ เทียบกับสมรรถนะประชันศึกแคว้นหลิงไถแล้ว บททดสอบนี้ไม่เกี่ยวอะไรกันเลยนะ!”
“ข้าเผลอลืมเวลาไป ขอโอกาสข้าอีกครั้งเถิด ข้าจะผ่านด่านนี้ได้แน่นอน!”
อัจฉริยะผู้ออกมาไม่ทันเวลาล้วนไม่ยินยอมพร้อมใจ เหตุใดพวกเขาต้องมาถูกตัดสิทธิ์เพราะการประเมินไร้ค่าเช่นนี้ด้วย!
หมิงเฉินกล่าวเนิบ ๆ “การฝึกฝนนั้นมิเพียงเพื่อพัฒนาตัวเอง ยังต้องบ่มเพาะจิตใจด้วย”
“ผู้ไม่ใจแข็งพอ ภายหน้าเมื่อเผชิญสิ่งเร้า ก็จะไม่อาจคงสติไว้ได้”
“เมื่อพบสิ่งยั่วเย้าจากศัตรู ประจักษ์แก่ทรัพยากรมากมาย ยามพวกเจ้าเจียนตกสู่วิถีมาร พวกเจ้าจะรักษาหัวใจตนเองได้หรือ?”
“ความพ่ายแพ้ครั้งนี้เหมือนเป็นการเตือนสติพวกเจ้า การประลองฝีมือหาใช่จุดจบชีวิตพวกเจ้าไม่ แต่เป็นจุดเริ่มต้นชีวิตของพวกเจ้าต่างหาก”
หมิงเฉินโบกมือน้อย ๆ แล้วผู้ไม่ผ่านด่านก็พากันถอยหลังไปหลายสิบก้าวอย่างเกินควบคุม แยกเป็นกลุ่มออกจากอัจฉริยะเกือบห้าร้อยคนตรงหน้า
สีหน้าแววตาของพวกเขาดูจนใจพ่ายแพ้อย่างเกินปิดบัง
พวกเขาอาจแข็งแกร่งมากจริง ๆ แต่มิได้ขัดเกลาจิตใจให้โตตาม
แม้จะไม่เต็มใจ พวกเขาก็มิกล้าเอาเรื่องกับเจ้าแคว้น จึงทำได้เพียงคอตกจากไป
คิดไปว่าพวกตนจะได้เจิดจรัสในการแข่งขันนี้ หารู้ไม่ว่าจะจบลงด้วยความสุดเสียดาย
ในการประลองยอดฝีมือ ผู้ดำเนินได้จนสุดทางจึงเป็นผู้มากฝีมือโดยแท้จริง
เซี่ยชิงมองอัจฉริยะที่นางปลุกปั้นมากับมืออย่างพอใจ มีผู้ถูกคัดออกเพียงสองเท่านั้น
เทียบกับเขตอื่น ๆ แล้ว กลุ่มคนที่นางเลือกมายอดเยี่ยมยิ่ง
“จินหลิน เจียงผิงอัน การต่อสู้จากนี้ไม่เป็นมิตรกับผู้ฝึกกายาอย่างพวกเจ้า ทำให้ดีที่สุด รักษาตัวให้ปลอดภัยไว้ก่อนก็พอแล้วล่ะ”
อันที่จริง เซี่ยชิงบอกเจียงผิงอันให้ดูแลตนเองดี ๆ เท่านั้น
พลังป้องกันของจินหลินล้ำเลิศ รับการโจมตีของสัตว์ภูตได้ แต่เจียงผิงอันมิใช่เช่นนั้น
เด็กหนุ่มทั้งสองพยักหน้า สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
ศึกนี้ยากสำหรับพวกเขา แต่ก็มิได้ยากเกินความสามารถ
อันที่จริง ในกลุ่มก็มีผู้ฝึกกายาคนอื่นอีก
เพียงแค่ว่าผู้ฝึกกายาคนนี้พิเศษเล็กน้อย เชิญอัสนีพิฆาตเป็นวงกว้างได้ จึงได้เปรียบกว่าพวกเขา
คนผู้นั้นก็คือเมิ่งจิง
หมิงเฉินกล่าวกับอัจฉริยะที่เหลือ “ในบททดสอบที่สอง เก้าในสิบคนจะถูกคัดออก เหลือเพียงห้าสิบคน”
“รายละเอียดเจาะจงของการทดสอบก็คือฆ่าสัตว์ภูต จำนวนสัตว์ภูตที่ฆ่าไปจะเป็นตัวตัดสินอันดับของพวกเจ้า ผู้อยู่อันดับต่ำกว่าห้าสิบจะถูกคัดออก”
“แม้จะมีเวลาเพียงหนึ่งชั่วยาม แต่ก็อย่ารีบร้อนจนลืมคุ้มกันตนเอง”
“หากทนไม่ไหว ขยี้ม้วนหยกนี้เสีย แล้วมันก็จะเคลื่อนย้ายเจ้าออกมา และยามนั้น การแข่งขันของพวกเจ้าก็จะจบลง”
ว่าพลาง ส่งม้วนหยกหลายร้อยชิ้นทะยานออกมาจากดินแดนลับ โรยตัวลงในมือทุกคน
“สลักนามของพวกเจ้าลงบนม้วนหยก ลำดับจะถูกแสดงตามเวลาจริง”
“นอกจากนั้น ในดินแดนลับ พวกเจ้ายังเปิดถุงเก็บของมิได้ ไม่อาจเหาะเหินสูง ใช้สมบัติเกินขอบเขตสร้างรากฐานก็ไม่ได้”
ข้อจำกัดเหล่านี้ล้วนคิดขึ้นเพื่อความยุติธรรม เทียบกันว่าผู้ใดจะอยู่ได้นานกว่า พลังต่อสู้สูงกว่ากัน
โจวเฟิงถือกระบี่ จากสีหน้าแล้วเห็นได้ว่าผ่อนคลายยิ่ง
เขาไม่สนใจเงื่อนไขเหล่านี้เลย สิ่งเหล่านี้มีให้พบทั่วไปในสำนักเพียวเหมี่ยว และเขาก็ฝึกฝนมาหลายร้อยหนแล้ว
ขยะกลุ่มนี้จะเอาอะไรมาสู้กับเขา?
มรดกของเทพสงครามหมิงหวังต้องเป็นของเขา!
แต่หากคิดชิงที่หนึ่ง ก็ยังยากสำหรับเขาอยู่เล็กน้อย เพราะมีสองบุคคลที่ยากรับมืออยู่นิดหน่อย
หนึ่งมีร่างเทวะวิหคอมตะ อีกหนึ่งฝึกวิถีไร้ใจ
สองคนนี้คือศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของเขา ส่วนผู้อื่นนั้นหาอยู่ในสายตาไม่
ทุกคนสลักนามลงบนม้วนหยก แล้วม่านแสงมหึมาก็ฉายขึ้นกลางอากาศ
นามของทุกคนปรากฏขึ้นบนนั้น
ทุกนามตามด้วยหนึ่งตัวเลข ศูนย์
เซี่ยชิง อวิ๋นหวงร่างเทวะวิหคอมตะ ฟางซิงผู้ฝึกจิต จินหลินร่างหมื่นทองและ เมิ่งจิงแยกตัวไปคุยกันตามลำพัง
นางมองเห็นโอกาสจากทั้งสี่มากที่สุด และการจะติดสิบอันดับแรกได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นกับคนทั้งสี่นี้
ส่วนคนอื่น ๆ นั้น พวกเขาอาจผ่านด่านที่สองมาได้ แต่โอกาสติดสิบอันดับแรกนั้นแทบไม่มี
หนึ่งชั่วก้านธูปมอดผ่านไปอย่างรวดเร็ว และภายใต้การสั่งการของหมิงเฉิน อัจฉริยะมากมายก็หวนกลับเข้าสู่ดินแดนลับ
เจียงผิงอันยืนบนผืนหญ้า มองม่านแสงจัดอันดับลอยบนฟ้า
เขามองไปรอบ ๆ อย่างใคร่รู้ยิ่งว่าดินแดนลับหมิงหวังแปลกประหลาดเช่นไร กว้างขวางเพียงไหน
ขณะนี้ ดวงตาขวาของเจียงผิงอันพลันวูบไหว แล้วเค้าโครงแห่งแดนดินก็ปรากฏชัดตรงหน้า
ขุนเขาสร้างจากอักขระ ใบหญ้าก่อจากอักขระ กระทั่งสุญตาก็ไม่เว้น
ปรากฏว่าทุกสิ่งที่เห็นล้วนเป็นมายา เป็นภาพลวงตาจากอักขระยันต์ทั้งสิ้น
เจียงผิงอันตะลึงไปครู่หนึ่ง เขาสัมผัสตาขวา ตาขวาก็มองทะลุของเช่นนี้ได้ด้วยหรือ?
ร้ายกาจจริง ๆ
เจียงผิงอันสูดหายใจลึก ๆ สงบอารมณ์เบิกบานของตนลง ก่อนจะนำ ‘พิธีศพพายุทราย’ ออกมาศึกษาต่อ
ครู่ต่อมา หมาป่ายักษ์ขนาดเท่าตัวคนก็ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ เป็นสีดำทั้งตัว ดวงตาแดงฉานเช่นโลหิต ปากอ้ากว้างส่งกลิ่นเหม็นคาว
“กรรร”
ทันทีที่หมาป่าดำปรากฏกาย มันก็กระโจนเข้าใส่เจียงผิงอันด้วยความเร็วสูงยิ่ง
เจียงผิงอันหลบเลี่ยงฉับไว เหวี่ยงหมัดเข้าใส่ท้องหมาป่าดำ
เปรี้ยง!
หมาป่าดำถูกชกกระเด็นไปเกือบสองจั้ง แต่หาตายไม่ มันดิ้นเร่าอย่างเจ็บปวด ก่อนจะแยกเขี้ยวกระโจนเข้าใส่อีกครั้ง