สู่วิถีอมตะ - บทที่ 77 มายาของเจียงผิงอัน
“ผิงอัน ทำไมร้องไห้อีกแล้วเล่า? หรือเพราะอาหารฝีมือแม่ไม่อร่อย?”
หญิงวัยกลางคนเข้ามากอดเจียงผิงอัน ถามขึ้นอย่างเป็นห่วง
“เปล่า เพราะอร่อยเกินไปต่างหากขอรับ”
เจียงผิงอันยิ้มทั้งน้ำตา
“หากอร่อยก็กินเยอะ ๆ เลยนะ” หญิงวัยกลางคนแย้มยิ้ม คีบเนื้อชิ้นใหญ่ใส่ชามให้เจียงผิงอัน
“หากกินเนื้อไม่กินกระเทียม รสชาติก็หายไปกว่าครึ่ง” ชายวัยกลางคนส่งกระเทียมกลีบหนึ่งให้เจียงผิงอัน
“เจ้าบ้านี่! กินกระเทียมอีกแล้ว วันนี้ไม่ต้องมาจูบข้าเลยนะ!” ฝ่ายสตรีถลึงตาใส่
ฝ่ายบุรุษหดคอยอมแพ้
“ฮ่า ๆ”
จู่ ๆ เจียงผิงอันก็ระเบิดหัวเราะ ชายหญิงคู่นั้นนิ่งไปแล้วหัวเราะตาม
หลี่เยว่เยว่ หู่นิวน้อยหาเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ นางมองซ้ายมองขวาแล้วสุดท้ายก็หัวเราะตาม น้ำมูกโป่งพองระเบิดโป๊ะ
เสียงหัวเราะดังไปทั่วกระท่อมมุงจากหลังเก่าอันคุ้นเคย
นอกแดนดินลับหมิงหวัง
เด็กหนุ่มชุดขาวผู้หนึ่งซึ่งดูงดงามยิ่งกว่าสตรีเดินออกมาอย่างแช่มช้า ใบหน้างดงามหามีอารมณ์ใดไม่
หมิงเฉินและเจ้าเมืองทั้งหลายผงะไปเล็กน้อย
เหตุใดจึงมีผู้ออกมาเร็วนัก เพิ่งเริ่มแท้ ๆ อัจฉริยะผู้ใดเด็ดเดี่ยวยิ่ง
เจ้าเมืองผู้หนึ่งเอ่ยปาก “เขาเป็นอัจฉริยะจากเขตชิงไห่ของข้าเอง เขาฝึกฝนวิถีไร้ใจ ไร้อารมณ์สิ้นปรารถนา”
เจ้าเมืองมากมายพลันประจักษ์แจ้ง มิน่าจึงออกมาได้ทันทีที่เริ่ม
ไร้ใจก็คือการทำให้ตนไร้พันธะ ทำได้ทุกสิ่งเพื่อแข็งแกร่งขึ้น กระทั่งฆ่าญาติสนิทร่วมสายเลือด
นี่มิใช่วิถีดำเนินง่าย และยากนักจะไร้อารมณ์สิ้นปรารถนาโดยแท้จริง
ไร้อารมณ์นั้นอาจทำได้ ทำใจแข็งพอก็สะบั้นครอบครัว มิตรภาพ และความรักได้
แต่ยากนักจะสิ้นปรารถนา
ยากนักจะขจัดปรารถนาที่จะแข็งแกร่งขึ้นได้
ตำนานกล่าวไว้ว่า วิถีไร้ใจ สูงสุดคือลืมทุกอารมณ์ เลือนสิ้นทุกปรารถนา แต่แน่นอน มันเป็นเพียงตำนาน
ทว่าผู้ฝึกตนบนวิถีนี้ ภาพรวมคือไร้ความรู้สึก
ไม่น่าประหลาดใจหากคนผู้นี้จะออกมาคนแรก
ไม่นานนัก หนึ่งสตรีในชุดกระโปรงยาวสีแดงก็เดินตามออกมา
เห็นคนผู้นี้ ใบหน้าของเซี่ยชิงก็สุดปรีดา “อวิ๋นหวง เจ้าทำได้ดีมาก”
การออกมาได้เป็นคนที่สองแสดงชัดได้ว่าพลังใจของนางแข็งแกร่งนัก
อวิ๋นหวงกุมกำปั้นคารวะ “ข้าจะมิทำให้เสียภารกิจ”
หมิงเฉินมองอวิ๋นหวงด้วยสายตาชื่นชม “เจ้าข้ามความเย้ายวนมาได้อย่างไร?”
“เรียนเจ้าแคว้น ทันทีที่มายาปรากฏ ข้าก็ใช้คาถาผลาญทุกสิ่งที่เห็นเป็นเถ้าทันทีเจ้าค่ะ”
หมิงเฉิน “……”
คนอื่น ๆ “……”
ดุไม่หยอกเลยนะนั่น
แต่ก็เป็นความคิดที่ดี
เพลิงเทวะวิหคอมตะผลาญเผาสรรพสิ่ง ไม่ว่าสิ่งใดก็ลุกไหม้ได้ทั้งสิ้น
ไม่นานนัก บุคคลที่สามก็ถือกระบี่เดินออกมา
“มายาเช่นนี้ ข้าต้องเผชิญเดือนละครั้งในสำนักเพียวเหมี่ยวอยู่แล้ว ต้องออกมาได้คนแรกแน่……”
โจวเฟิงพูดไม่ทันจบ ก็เห็นว่ามีสองบุคคลยืนอยู่ก่อนตนแล้ว ใบหน้าของเขาพลันคล้ำดำ
ปรากฏว่ายังมีผู้ที่ไวกว่าเขาถึงสองคน
สองคนนี้น่าจะเป็นศัตรูอันร้ายกาจที่สุดของเขา
หลังทั้งสามออกมาได้ พวกเขาก็รอต่อไปราวครึ่งชั่วธูปมอด จึงมีอัจฉริยะคนอื่น ๆ ตามกันออกมา
แม้ดินแดนลับจะกระตุ้นสิ่งที่ผู้คนปรารถนาที่สุดออกมาได้ แต่หนุ่มสาวเหล่านี้มาถึงที่นี่ได้ ต่างผู้ล้วนพลังใจไม่อ่อนแอ
ขอเพียงไม่หลงมัวเมาอย่างสมบูรณ์ ก็ยังมีโอกาสออกมาได้
ครึ่งชั่วยามต่อมา มีผู้ออกมาได้เพียงสองร้อยกว่าคน
ยังมีผู้ติดอยู่ภายในมากกว่าพันคน
เห็นความยากของบททดสอบนี้อย่างชัดเจน
ในมายา เมิ่งจิงมองเด็กหนุ่มที่กินขนมอยู่กับนางแล้วพลันขยี้ขนมทั้งหมดแหลก
“เกิดอะไรขึ้นหรือเสี่ยวจิง?” เด็กหนุ่มถามอย่างงุนงง
“ไม่สนุกเลย เจ้าหาใช่เจ้าท่อนไม้ไม่ เจ้าท่อนไม้ไม่พูดมากอย่างเจ้าหรอก”
เมิ่งจิงยกมืออันโอบล้อมด้วยอัสนี ฟาดอีกฝ่ายกระเด็นไป
“น่ากลัวอ่ะ ข้าฆ่าเจ้าท่อนไม้ไปแล้ว”
ภาพตรงหน้าเมิ่งจิงค่อย ๆ พร่ามัว หนึ่งเส้นทางปรากฏขึ้นตรงหน้า
“ไม่รู้เจ้าท่อนไม้จะเห็นข้าในมายาด้วยหรือไม่หนอ ฮิ ๆ”
เมิ่งจิงเก็บกระบี่ เดินออกจากดินแดนลับ ผมหางม้ากระเด้งกระดอนตามหลัง
เมิ่งจิงมองไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่พบเจียงผิงอัน จึงเดินมาถามเซี่ยชิง “องค์หญิง เจ้าท่อนไม้ออกมาแล้วหรือยัง?”
เซี่ยชิงส่ายหัว
เมิ่งจิงใช้มือน้อยกุมคาง ขมวดคิ้วแน่น “ไม่ถูกแล้ว เจ้าท่อนไม้ใจแข็งกว่าข้าอีก เขาควรออกมาเร็วกว่าข้าสิ”
เซี่ยชิงเองก็งุนงง จากนิสัยเจียงผิงอัน เขาควรฝืนสิ่งเย้ายวนออกมาได้เร็วสิ
แต่ครึ่งชั่วยามไปแล้ว อีกฝ่ายก็ยังไม่ออกมา
หรือใจของเจียงผิงอันจะมิได้แข็งเท่านางคิด?
ข้างกันนั้น เฟิงอวี่เฉินในชุดคลุมสีทองกล่าวขึ้น “เจียงผิงอันฝึกฝนหนักเกินไป หัวใจจะไม่เสถียรก็เป็นธรรมดา มิเพียงเขาออกมาไม่ได้ อัจฉริยะสองในสามก็ออกมาไม่ได้ด้วย”
อันที่จริง เขาไม่เคยมองเจียงผิงอันในแง่ดี
เจียงผิงอันชาติกำเนิดต้อยต่ำ ไร้ความสามารถสายเลือด แม้จะมีโอกาสพัฒนาการฝึกฝนรวดเร็ว เขาก็แค่โชคดีชั่วประเดี๋ยวเท่านั้น
ยากนักที่ผู้มีฐานะต้อยต่ำจะสู้กับจุดด้อยของตนได้
คนประเภทนี้ทุ่มเทเพื่อไล่ตามความปรารถนา ยามบรรลุความต้องการ ‘ปราณ’ ก็จะผ่อนลง
นี่คือความแตกต่างระหว่างชนชั้นรากหญ้าและผู้มาจากตระกูลสูงส่ง ฝ่ายหลังแสวงเป้าหมายอันสูงกว่า
เจียงผิงอันคงบรรลุความฝันแล้วในโลกมายา จึงหลงใหลไม่อาจแยกตัว
เมิ่งจิงจ้องมองนาฬิกาทรายอย่างกังวล พอจะเดาได้ว่าเจียงผิงอันเห็นสิ่งใด
สำหรับเจียงผิงอัน มายานี้คือความฝันที่เขาปรารถนาที่สุดจริงแท้
กาลเวลาผ่านไปทีละน้อย อัจฉริยะทยอยออกมาน้อยลงทุกครา
ในนาฬิกาทราบเหลือทรายเพียงเล็กน้อย
เมิ่งจิงถอนใจเบา ๆ เจียงผิงอันไม่อาจก้าวข้ามจุดอ่อนของตนได้จริง ๆ
ไม่สิ บางทีเจียงผิงอันอาจไม่อยากก้าวข้ามมันก็ได้
คู่เนตรงามของเซี่ยชิงเรืองประกายผิดหวัง มิคาดว่าเจียงผิงอันจะผ่านมิได้แม้แต่ด่านแรก นางประเมินเด็กหนุ่มสูงเกินไป
ในแดนดินลับ
เจียงผิงอันทำอาหารให้บุพการี ก่อนจะยิ้มอย่างสุขุม “ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกต้องไปแล้ว”
มารดาผู้กำลังเย็บผ้าเงยหน้าขึ้นตะครุบตัวเขาไว้ด้วยน้ำตา “ผิงอัน เจ้าจะไปไหน ไม่ต้องการมารดาผู้นี้แล้วหรือ?”
“ลูกพ่อ อย่าไป” บิดาร่างดำคล้ำวิงวอน
เจียงผิงอันสัมผัสมือหยาบกร้านของมารดา และกล่าวว่า “แม่อย่าห่วงไป ท่านอาเมิ่งดีกับข้ามาก เสี่ยวจิงก็ด้วย แม้องค์หญิงจะมีเจตนาแฝง นางก็ยังดีต่อข้า พวกท่านอย่าห่วงไปเลย”
“ข้าไม่รู้ว่าจะเป็นเซียนได้หรือไม่ แต่ข้าจะสัญจรบนวิถีนี้ต่อไปเพื่อคืนชีพพวกท่าน”
“จริงสิ ข้าจะไม่ปล่อยพวกสารเลวในแคว้นหลิงไถไป แค่ทำลายอำเภอผิงสุ่ยไม่เพียงพอทำลายความแค้นในใจข้าได้หรอก”
“พ่อ แม่ ลูกไปก่อนนะ”
“ผิงอัน!”
คู่ชายหญิงร่ำไห้
“เราจะได้พบกันอีก” เจียงผิงอันแย้มยิ้มก่อนหันกายจาก
นอกแดนดินลับ
หมิงเฉินมองนาฬิกาทรายอันเจียนหมดเวลา สูดหายใจและกล่าวว่า “ข้าขอประกาศว่า……”
ขณะนั้นเอง เจียงผิงอันเดินออกมาช้า ๆ
ทันทีที่เขาเดินพ้นแดนดินลับ ทรายเม็ดสุดท้ายก็ร่วงหล่นพอดี
หมิงเฉินผงะไปเล็กน้อย ออกมาในยามนี้ เขาสงสัยว่าเจ้าเด็กนี่จะจงใจออกมาหลังเพลิดเพลินอยู่ภายในจนเต็มที่
“ข้าขอประกาศว่าด่านแรกจบสิ้นแล้ว ผู้ที่มิได้ออกมาจะถูกตัดสิทธิ์!”