สู่วิถีอมตะ - บทที่ 76 คว้าวิถีถามฤทัย
บทที่ 76 คว้าวิถีถามฤทัย
หมิงเฉินมองผู้คนรอบข้าง น้ำเสียงอันเปี่ยมแรงดึงดูดดังขึ้นอีกครั้ง
“คิดว่าทุกท่านทราบแล้วว่า จุดประสงค์การแข่งขันอัจฉริยะครั้งนี้ก็เพื่อเลือกสุดยอดหัวกะทิในแคว้นหมิงหวังเพื่อไปประชันกับแคว้นหลิงไถที่เกาะเทวะ”
“เกาะเทวะนี้อยู่ในต้าเซี่ยของเรามาช้านาน ขณะที่แคว้นหลิงไถอาศัยการสนับสนุนของมหาอำนาจบางแห่ง มาประชันกับเราแคว้นหมิงหวัง”
“ไม่ว่าจะเป็นเพื่อศักดิ์ศรีของต้าเซี่ย หรือเพื่อทรัพยากรในเกาะเทวะ เราก็ต้องสู้ศึกนี้!”
เสียงของเขาไม่ได้ดัง แต่ชัดเจน
อารมณ์ของคนทั้งหลายต่างเดือดพล่านอย่างไม่รู้ตัว อยากพุ่งทะยานไปสู้กับพวกสารเลวจากแคว้นหลิงไถเสียเดี๋ยวนั้น
แคว้นหลิงไถเป็นเพียงแคว้นเล็ก แต่เพราะมีต้าฉู่สนับสนุนเบื้องหลัง จึงกล้ารุกล้ำมาฆ่าคนของต้าเซี่ย การกระทำน่ารังเกียจยิ่ง
หากมิใช่เพราะมีต้าฉู่อยู่เบื้องหลัง แคว้นหลิงไถคงถูกทำลายไปแล้วร้อยหน
“ยังเหลือเวลาอีกสี่เดือนก่อนถึงนัดหมายที่ตกลงไว้กับแคว้นหลิงไถ เราจะจบการแข่งขันนี้ภายในหนึ่งเดือน คัดเลือกสิบคนที่แกร่งกล้ากว่าใครเพื่อสืบสานมรดกแห่งหมิงหวัง”
ได้ยินคำพูดของหมิงเฉิน อัจฉริยะทั้งหลายก็ร่างสะท้านอย่างรุนแรง
“อะไรนะ! มรดกแห่งหมิงหวัง!!”
กระทั่งเจ้าเขตมากมายยังผงะ เพราะพวกเขาไม่ทราบมาก่อน
หมิงหวัง หนึ่งในเก้าเทพสงครามแห่งต้าเซี่ย ติดตามเจ้าแคว้นต้าเซี่ยพิชิตแดนดิน เบิกเขตปกครอง สร้างผลงานยิ่งใหญ่
อย่าว่าแต่ต้าเซี่ยเลย ต่อให้ทัศนาทั่วโลกหล้าผู้ฝึกตน นามของหมิงหวังยังทำให้ผู้คนมากมายทั้งนับถือและยำเกรง
หมิงหวังเกือบข้ามหายนะ บรรลุเป็นเซียนได้อยู่แล้ว
น่าเสียดายที่เขาฆ่าฟันชีวิตมากมาย ยามทัณฑ์สวรรค์ปรากฏ เพลิงกรรมและทัณฑ์อัสนีโปรยปราย สุดท้ายเขาก็มิอาจฝืนต้าน ต้องตกตายไป
การที่หมิงหวังมาถึงขั้นนี้ได้ ก็แสดงชัดแล้วว่าเขาแข็งแกร่ง
ยามนี้ เจ้าแคว้นกลับพูดขึ้นว่าขอเพียงพวกเขาติดสิบอันดับแรก ก็จะได้รับมรดกของหมิงหวังไป
การได้รับมรดกของตัวตนแข็งแกร่งเช่นนี้ เป็นความฝันของผู้ฝึกตนมากมาย
กระทั่งโจวเฟิง อัจฉริยะจากสำนักเพียวเหมี่ยวยังเผยสีหน้าตื่นเต้นกระตือรือร้น
หมิงหวังเป็นผู้ฝึกกระบี่ กระบี่ของหมิงหวังนั้นคือความฝันของผู้ฝึกกระบี่มากมาย
โจวเฟิงกำหมัดแน่น ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ต้องติดสิบอันดับแรกให้ได้!
หมิงเฉินกล่าวต่อ “แน่นอน การติดสิบอันดับแรกเป็นเพียงหนึ่งโอกาส จะได้รับมรดกในท้ายที่สุดหรือไม่ ขึ้นกับความสามารถของพวกเจ้าเอง”
แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่ความตื่นเต้นของเหล่าอัจฉริยะก็หาแผ่วจางไม่
ทุกคนล้วนมากฝีมือ คิดว่าตนเยี่ยมยอดกว่าใคร ไม่มีทางพลาดมรดกของหมิงหวังไปแน่นอน
เมื่อเห็นทุกคนล้วนไฟลุกโชน รอยยิ้มบนใบหน้าหมิงเฉินก็ยิ่งเจิดจรัส
“เจ้าแคว้นผู้นี้ไม่เอ้อระเหยแล้ว ยามนี้ ข้าจะกล่าวถึงบททดสอบแรก คว้าวิถีถามฤทัย”
“เข้าไปในดินแดนลับหมิงหวังนี้ และที่นี่จะขยายความปรารถนาสูงสุดในใจพวกเจ้า”
“ลาภยศ อำนาจ ศักดิ์ศรี ความงาม ความโหย การฝึกฝน… แม้พวกเจ้าจะรู้ว่าเป็นยิ่งเย้ายวนมายา แต่ยามเผชิญก็ยังแสนยากห้ามใจ”
“เส้นทางการฝึกฝนเต็มไปด้วยยิ่งเย้ายวน ผู้ทนรับมันไหวจะได้ไปต่อ”
“ข้าให้เวลาเพียงชั่วยาม ผู้ใดที่ยังออกมามิได้จะถูกตัดสิทธิ์”
หนึ่งนาฬิกาทรายปรากฏในมือหมิงเฉิน เขาเดินไปข้างวังวน และกล่าวว่า “เริ่มบททดสอบได้!”
“มรดกหมิงหวังเป็นของข้าแน่!”
“แค่มายาจ้อยร่อย หาสะท้านจิตข้าได้ไม่”
“เพื่อมรดกแห่งหมิงหวัง สู้!”
อัจฉริยะมากมายสาวเท้าเข้าไปอย่างห้าวหาญ
ก็แค่มายางอกง่อย คนโง่เท่านั้นที่ถูกหลอก
เมิ่งจิงคว้ามือเจียงผิงอัน กล่าวอย่างกังวล “จบสิ้นแล้ว หากในนั้นมีขนมหวานเป็นภูเขาเลากาเล่า? ข้าคงฝืนใจมิได้แน่”
นางรู้สึกว่าจุดอ่อนสูงสุดของตนคือความตะกละโหย
เจียงผิงอัน “…”
เขาไม่รู้จะบ่นยายหนูนี่เช่นไรดี
เจียงผิงอันตามเข้าไปในวังวน
รู้สึกเหมือนร่างตนทะลุผ่านชั้นเยื่อ จู่ ๆ ร่างของเมิ่งจิงข้างกายก็มลายหาย เจียงผิงอันยืนเพียงลำพังในแดนดินอันขาวโพลนรวนเร
เขาเมินเฉยต่อสรรพสิ่ง นำ ‘พิธีศพพายุทราย’ มาศึกษาต่อ
เวลามีจำกัด ต้องเรียนรู้ให้ได้เร็วที่สุด เมื่อการทดสอบนี้จบลง รอบที่สองก็จะเริ่มขึ้น
ยามอัจฉริยะทั้งหมดเข้าไปครบ หมิงเฉินก็ดำเนินมายาในดินแดนลับ และพลิกนาฬิกาทรายบนอากาศ
นาฬิกาทรายลอยบนอากาศ เม็ดทรายเริ่มแทรกโปรยลง
หมิงเฉินกล่าวกับเจ้าเมืองทั้งหลายด้วยรอยยิ้ม “ในหมู่อัจฉริยะพันกว่าคน จะมีสักกี่คนออกมาได้กันหนอ?”
“หากครึ่งหนึ่งก็แปดร้อยได้” เจ้าเมืองร่างกำยำผู้หนึ่งเอ่ยปาก
ชายชราผู้หนึ่งส่ายหัว “หกร้อยก็เยี่ยมแล้ว ยามเผชิญสิ่งเย้ายวนใจอันขยายปรารถนาหลายเท่า ผู้ไม่เด็ดขาดห้ามใจมิได้หรอก”
“อย่าว่าแต่พวกเขาเลย กระทั่งเราคิดจะออกมายังต้องห้ามใจพยายามนัก”
เจ้าเมืองทั้งหลายมิได้ผ่อนคลายสบายใจอย่างเหล่าอัจฉริยะ เพราะพวกเขาทราบดีว่าจะต้องเผชิญสิ่งใด
ในดินแดนลับ
เมิ่งจิงบอกตนเองเสมอว่าอย่าตะกละ อย่าตะกละ เพื่อมิให้ตัวนางหลงมายา
ทัศนียภาพรอบข้างเริ่มเปลี่ยนแปลง และใต้ต้นกุ้ยในสวนแห่งหนึ่ง เด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะหินพร้อมขนมอบมากมาย
และเมื่อเห็นเมิ่งจิง เขาก็แย้มยิ้มเอ่ยทัก “เสี่ยวจิง มากินขนมด้วยกันสิ”
ดวงตาของเด็กหนุ่มเจิดจรัสราวแสงตะวัน
“เจ้า… เจ้าท่อนไม้! ไม่สิ เจ้าไม่ใช่เจ้าท่อนไม้!”
เมิ่งจิงมองเด็กหนุ่มตรงหน้า จึงตระหนักว่าจุดอ่อนใหญ่หลวงที่สุดของนางหาใช่ขนมไม่
“มากินสักชิ้นสิ ที่นี่มีเพียงเราสอง ไม่มีผู้ใดมากวนหรอกนะ” เด็กหนุ่มกล่าวยิ้ม ๆ
“แต่ว่า…..”
เมิ่งจิงอยากปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มเจิดจรัสบนใบหน้าเด็กหนุ่ม นางก็มิอาจเอ่ยปฏิเสธใด ๆ
รู้ทั้งรู้ว่าเป็นมายา แต่นางก็ปรารถนาสิ่งที่เกิดตรงหน้านี้เหลือเกิน
“กินสักชิ้นแล้วค่อยไปสิ” เด็กหนุ่มหัวเราะร่า
“ได้” เมิ่งจิงเดินไปหา
อีกที่หนึ่ง
จินหลินถูกบิดาพาเข้าสู่โถงบรรพชน
“จินหลินเอ๋ย จากวันนี้ไป เจ้าคือผู้นำตระกูลจิน จะได้ทรัพยากรฝึกฝนดีเลิศกว่าใคร และเมื่อถึงเวลา เจ้าก็จะสยบกายาคลั่งได้! นำชนเผ่าของเราสู่จุดสูงสุดในหมู่ผู้ฝึกกายา!”
จินหลินรู้ว่านี่คือมายา แต่มันก็คือสิ่งที่เขาปรารถนาในใจเป็นที่สุดเช่นกัน
เป็นผู้นำตระกูล นำชนเผ่าขึ้นเป็นกลุ่มผู้ฝึกกายาอันดับหนึ่งในเผ่ามนุษย์
จินหลินสูดหายใจลึก ๆ “ขอสักเดี๋ยวแล้วกัน แล้วค่อยออกไป”
ความปรารถนาในใจปรากฏขึ้นตรงหน้าผู้ฝึกตนทั้งหลาย
บ้างมีคนที่ชอบมาสารภาพรัก บ้างห้อมล้อมด้วยหญิงงามยอดดรุณนับไม่ถ้วน บ้างเป็นที่ชื่นชมของคนนับพัน บ้างล้างแค้นศัตรูเก่าอย่างไร้ปรานี……
ทุกคนต่างรู้ว่าจอมปลอม แต่ภายใต้การชักนำของอำนาจพิเศษบางอย่าง การกำจัดมันเสียเดี๋ยวนั้นยากเย็นยิ่ง และคิดไปว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีทางได้มาในโลกภายนอก
ภาพอันงดงามเหล่านั้นคือสิ่งที่พวกเขาถวิลหา และพวกเขาก็เพลิดเพลินกับพวกมันได้เดี๋ยวนี้
หนึ่งหมู่บ้านอันทรุดโทรมปรากฏตรงหน้าเจียงผิงอัน
กระท่อมมุงจากหลังน้อย ควันจากการทำอาหาร บ่อน้ำเก่า ๆ ของบ้านอาหลี่ น้องหู่นิวนั่งเล่นทรายอยู่ข้างตัว……
สตรีสามัญชนผิวสีน้ำผึ้งท่าทางใจดีนางหนึ่งเดินออกมาจากกระท่อมมุงจาก
“ผิงอัน เหตุใดนั่งกับพื้นเล่า รีบมากินข้าวสิ หู่นิวก็มากินด้วยกันเลย”
เมื่อเห็นใบหน้าอ่อนโยนอันคุ้นตา น้ำตาสองสายก็รินอาบแก้มเจียงผิงอัน
“แม่”
“ผิงอัน เจ้าร้องไห้ทำไม หิวแล้วสินะ วันนี้พ่อเจ้าล่ากระต่ายได้ เจ้ามีเนื้อกินแล้ว”
หญิงผู้นั้นแย้มยิ้ม ถูจมูกให้เจียงผิงอันแล้วจูงมือเขาเข้ากระท่อม
หู่นิวตามติดเขาเหมือนเป็นหาง “กินข้าวกัน~”
ในกระท่อม ชายวัยกลางคนร่างมันเยิ้ม ไม่ใส่เสื้อผู้หนึ่งกำลังแอบกินเนื้อ
หญิงผู้นั้นใช้ตะเกียบตีมือคนแอบกินออกไป หยิกเอวเขาเอ็ดว่า “ลูกยังไม่ได้กินเลย ยังจะแอบกิน นี่ล้างมือหรือยัง!”
“แหะ ๆ แค่ชิมเองน่า”
ชายวัยกลางคนยิ้มใสซื่อ กล่าวกับเจียงผิงอัน “ผิงอัน เจ้ารีบมานั่งสิ หาไม่แม่เจ้าไม่ยอมให้ข้าแตะอาหารแน่”
ฝ่ายสตรีอุ้มหลี่เยว่เยว่ผู้มีน้ำมูกไหลมานั่งที่โต๊ะ “หู่นิว เจ้าก็นั่งสิ ลองอาหารฝีมือป้าใหญ่ผู้นี้ดูหน่อย”
เจียงผิงอันนั่งบนม้านั่งตัวเก่าซึ่งยังโยกเยกซ้ายขวาไม่เปลี่ยนแปลง หยิบขากระต่ายข้างหนึ่งขึ้นมาละเลียดเบา ๆ
ยามได้รสชาติอันคุ้นเคย ความเฉยชาบนใบหน้าของเขาก็เลือนหาย น้ำตาเอ่อขึ้นอย่างเกินควบคุม