สู่วิถีอมตะ - บทที่ 75 การประชันอัจฉริยะ
บทที่ 75 การประชันอัจฉริยะ
ชายชราผมขาวนำทางพวกเซี่ยชิงมายังที่พักติดสวนอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง ก่อนจะหันมากล่าวอย่างนอบน้อม
“องค์หญิงเก้า ที่นี่จะเป็นที่พักแขกจากเขตเฮยเฟิง การแข่งขันจะเริ่มในสองวัน โปรดเตรียมตัวให้พร้อม”
เซี่ยชิงพยักหน้า กล่าวกับหนุ่มสาวทั้งหลาย “พวกเจ้าไปทำความคุ้นเคยกับที่นี่ก่อนเถิด ข้าจะออกไปสักเดี๋ยว”
“เมิ่งจิง บอกกฎการแข่งขันกับผิงอันทีนะ”
เซี่ยชิงสั่งการคร่าว ๆ แล้วจากไปกับชายชราผมขาว
หนุ่มสาวทั้งหลายเริ่มเลือกห้องพัก
เมิ่งจิงเองก็ลากตัวเจียงผิงอันไปเลือกสองห้องอันมีสภาพแวดล้อมดี ๆ เช่นกัน
“ดีจัง เตียงนอนเมืองหมิงหวังนุ่มดีจริง ๆ”
เมิ่งจิงกระโดดเกลือกกลิ้งบนเตียง ดิ้นคืบไปมาดุจตัวหนอน
เจียงผิงอันมองแท่นฝึกฝน ขณะจะเดินไปนั่งก็ถูกเมิ่งจิงตะครุบตัว
“รู้จักแต่ฝึกฝน ให้ข้าเล่ากฎการแข่งขันในอีกสองวันจบก่อนสิ”
เมิ่งจิงพูดไม่ออกนัก เจียงผิงอันบ้าฝึกฝนเข้ากระดูก
“การแข่งขันสองรอบแรกจะเกิดขึ้นในดินแดนลับหมิงหวัง รอบแรกคือคว้าวิถีถามฤทัย เจ้าจะตกอยู่ในมายา กระตุ้นใจเย้ายวนเจ้าที่สุด”
“เพราะในดินแดนลับ ความปรารถนาในใจจะถูกทบทวีเป็นพันเท่า องค์หญิงกล่าวไว้ว่าแค่บททดสอบแรกนี้ อัจฉริยะส่วนใหญ่ก็จะถูกคัดออกได้”
เจียงผิงอันพยักหน้า มนุษย์นั้นยากเอาชนะความปรารถนา แม้จะแข็งแกร่งเพียงไร
หาไม่ เหตุใดยอดฝีมือทั้งหลายจึงเริ่มสงคราม ปล้นชิงทรัพยากรกันแทนที่จะไร้ปรารถนา?
ความปรารถนาของผู้แข็งแกร่งแรงกล้ากว่าคนทั่วไปอีก
เมิ่งจิงนั่งบนเก้าอี้ สองขาใต้กระโปรงส่ายไปมา “การแข่งขันรอบสองไม่ยุติธรรมกับเจ้านิดหน่อย อันที่จริงควรบอกว่าไม่ยุติธรรมสำหรับผู้ฝึกกายามากกว่า”
“กฎของรอบสองนั้นคือให้ฆ่าสัตว์ภูตในดินแดนลับ ห้าสิบอันดับแรกจะถูกเลือกตามจำนวนสัตว์ภูตที่ฆ่าได้”
“หากเป็นผู้ฝึกวิญญาณ ก็สามารถร่ายคาถาวงกว้างฆ่าได้รวดเร็ว ขณะที่พวกเจ้าผู้ฝึกกายาใช้คาถามิได้ ทำได้เพียงสู้ประชิด และยังมีเวลาจำกัด”
“ดังนั้นการแข่งขันรอบสองจึงไม่เป็นมิตรกับเจ้านัก ผู้ฝึกกายามากมายจะจนแต้มที่นี่ ดังนั้นเจ้าต้องพยายามให้ดี”
เจียงผิงอันขมวดคิ้วเล็กน้อย การแข่งขันรอบสองต้องใช้วิชาผู้ฝึกวิญญาณหรือ?
“รอบที่สามคือการประลองยุทธ์จับสลาก แต่ไม่ต้องห่วงว่าเราจะได้เจอกัน เพราะการแข่งขันจะเลี่ยงมิให้อัจฉริยะจากเขตเดียวกันพบหน้า”
เมิ่งจิงพลันกุมคางครุ่นคิด “องค์หญิงพูดเยอะมาก แต่ข้าลืมไปแล้ว”
เจียงผิงอันยิ้มอ่อนใจ “เอาละ ฝึกฝนกันเถอะ”
“ไม่ล่ะ ข้าจะไปเล่นกับพี่หญิงอวิ๋นหวง ฮิ ๆ” เมิ่งจิงกระโดดลงจากเก้าอี้ เผ่นแผล็วออกไปอย่างรวดเร็วราวกระต่าย
นางในยามนี้ไร้แรงกดดันมากนัก และไม่ได้ฝึกฝนหนัก
แต่ผู้ฝึกตนมิต้องฝึกฝนตลอดเวลา พักผ่อนแล้วค่อยฝึกฝนก็เป็นการช่วยผ่อนคลาย
แต่เจียงผิงอันผ่อนคลายมิได้ แม้จะมีเซี่ยชิงคุ้มกัน เขาก็ยังเผชิญแรงกดดันมากมาย
อย่าว่าแต่ต้องติดสิบอันดับแรกคราวนี้ ในการแข่งขัน เขายังต้องสู้กับแคว้นหลิงไถด้วย
เขาไม่ชอบฝากชะตาไว้กับใคร หากคิดควบคุมชะตาตน ก็ทำได้เพียงแข็งแกร่งขึ้น
โลกหล้าผู้ฝึกเซียนมิได้สวยงาม มิใช่ว่าตนไม่ระรานใคร ก็จะไร้ผู้ใดระรานตน
หากผู้แข็งแกร่งไม่ชอบใจ พวกเขาก็ทำลายเมือง เข่นฆ่าชีวิตคนได้เป็นหมื่นแสนง่ายดายนัก
เจียงผิงอันเปิดถุงเก็บสัตว์ภูต ให้โอสถรวมวิญญาณกับเสี่ยวไป๋สิบเม็ด
เสี่ยวไป๋บรรลุขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว ก่อนหน้านี้กินเพียงโอสถรวมปราณ แต่ยามนี้อาหารล้วนเป็นโอสถรวมวิญญาณ ทรัพยากรที่กินแต่ละวันมากกว่าที่ผู้ฝึกตนทั่วไปกินในรอบครึ่งปีเสียอีก
แต่เสี่ยวไป๋ก็ใช่กินเสียเปล่า มันมาถึงขั้นปลายขอบเขตสร้างรากฐาน พัฒนามิได้ช้าไปกว่าเจียงผิงอันเลย
เทียบกันแล้ว แมลงหมื่นพิษเจ็ดดาราดูไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก
เจ้าตัวเล็กนี่กินดุเดือดกว่าเสี่ยวไป๋อีก แต่ดูจะไม่ได้อยู่ในขอบเขตใดชัดเจน ผู้ฝึกตนทั่วไปก็ฆ่ามันตายได้
จุดแข็งของมันอยู่เพียงที่พิษร้ายแรงยิ่ง
เจียงผิงอันซื้อพิษมาด้วยราคาเฉียดล้าน แมลงหมื่นพิษเจ็ดดารากินไปแล้วครึ่งหนึ่ง มิอาจทราบได้ว่ายามนี้พิษร้ายแรงขึ้นเพียงไร
หากมิใช่เพราะอ่างสัมฤทธิผล เจียงผิงอันคงเลี้ยงเจ้าตัวน้อยทั้งสองไม่ไหวจริง ๆ
หลังให้อาหารพวกมัน เจียงผิงอันก็แตะกำไลเขียวที่ข้อมือ
สิ่งนี้ หวังเหรินอาจารย์เขาให้ไว้ก่อนจากมา
เขาสื่อจิตกับกำไล แล้วหนังสือเล่มหนาสิบกว่าเล่มก็ปรากฏบนโต๊ะตรงหน้า
นี่คือประสบการณ์ที่อาจารย์เขาฝึกฝนมาเป็นพันปี และวรยุทธ์สำคัญบางส่วน
เจียงผิงอันพลิกอ่าน และเลือกหนังสือวรยุทธ์เล่มหนึ่งนาม ‘พิธีศพพายุทราย’
การแข่งขันรอบสองไม่เป็นมิตรกับผู้ฝึกกายา ก็ต้องเรียนวรยุทธ์วงกว้างของผู้ฝึกวิญญาณ
และ ‘พิธีศพพายุทราย’ นี้ก็เป็นตัวเลือกที่ดี
เมื่อเรียนบรรลุ ก็สามารถสร้างวังวนพายุทราย ฝังศัตรูลงในดิน
เมื่อบรรลุขอบเขตจินตานและวิญญาณแรกกำเนิด เขาก็ใช้วรยุทธ์นี้ฝังหนึ่งเมืองในพริบตาได้!
อีกสองวันจะถึงวันแข่งขัน และเมื่อมีเม็ดบงกชแจ้งวิถีส่งเสริม การบรรลุวรยุทธ์นี้ก็มิน่าใช่ปัญหา
เจียงผิงอันเก็บหนังสือเล่มอื่นไป และเริ่มศึกษา ‘พิธีศพพายุทราย’ นี้อย่างจริงจัง
เรือเหาะลำแล้วลำเล่าทยอยกันมาที่เมืองหมิงหวัง อัจฉริยะเมืองต่าง ๆ รวมตัว ทุกคนล้วนเป็นผู้นำหนึ่งแดนดิน ชื่อเสียงโด่งดังลั่นลือ
พวกเขามาเพื่อประชัน บ้างเพื่อทรัพยากร บ้างเพื่อลาภยศ บ้างแค่เพราะชอบต่อสู้กับอัจฉริยะคนอื่น
การแข่งขันต่อจากนี้จะเป็นศึกพยัคฆ์มังกรจริงแท้ อัจฉริยะทั้งหลายที่อยู่รอดได้จนจบจะลือนามทั่วแคว้นหมิงหวัง!
สองวันผ่านไปในพริบตา การแข่งขันประลองร้อยเมืองเปิดฉากอย่างเป็นทางการ!
หนุ่มสาวทุกคนต่างปรากฏตัวในจัตุรัสด้วยจิตต่อสู้ฮึกเหิม
เพียงการแข่งขันครั้งเดียวนี้ ก็มีผู้เข้าร่วมประชันถึงพันกว่าคน
เบื้องหน้าหนุ่มสาวเหล่านี้คือเจ้าเขตทั้งหลาย ทุกคนล้วนยิ่งใหญ่แข็งแกร่ง อย่างน้อยก็อยู่ในขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด และมีสัตว์ประหลาดเฒ่าขอบเขตแปรเทวะอยู่มากมาย
ยามต้าเซี่ยรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด ยิ่งแข็งแกร่งอหังการกว่านี้ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านพ้น ก็เผยสัญญาณถดถอยโรยรา
หาไม่ ราชสำนักต้าฉู่คงไม่ยุแยงให้แคว้นหลิงไถจู่โจมต้าเซี่ย
เหล่าหนุ่มสาวพินิจคู่ต่อสู้ของตน บ้างตื่นเต้น บ้างกังวล บ้างเฉยชา
พลังต่อสู้โดยรวมของเขตเฮยเฟิงนั้นเป็นหนึ่งในจุดสูงสุด เป็นที่สนใจของอัจฉริยะมากมาย
“หญิงงามชุดแดงผู้นั้นมีร่างเทวะวิหคอมตะ มีโอกาสคว้าชัยอันดับหนึ่งในการแข่งขันนี้มากเลย!”
“ชายร่างกำยำผู้นั้นมีร่างหมื่นทอง พลังกายเกินใดเปรียบ ยากนักที่ผู้ฝึกตนขอบเขตจินตานทั่วไปจะทลายการป้องกันของเขาได้”
“ข้าได้ยินว่ามีผู้ฝึกกระบี่ทรงพลังจากสำนักเพียวเหมี่ยวอยู่ด้วยนี่ คนไหนกัน?”
“ตกข่าวแล้วนะเจ้า เท่าที่ข้ารู้ ผู้ฝึกกระบี่จากสำนักเพียวเหมี่ยวขัดแย้งกับเขตเฉยเฟิง หนีไปอยู่กับเขตเหยียนหยางแล้ว”
เมื่อได้ข่าวนี้ อัจฉริยะมากมายก็ประหลาดใจ
“เกิดอะไรขึ้น? ผู้ฝึกกระบี่จากสำนักเพียวเหมี่ยวผู้นั้นแข็งแกร่งจะตาย เหตุใดจึงถูกขับออก?”
“ข้าก็ไม่รู้แน่ชัด แต่เหมือนองค์หญิงเก้าจะจงใจขับเขาออกไปเพื่อเปิดทางให้คนผู้หนึ่ง”
“นี่……”
หลายคนเหมือนอยากพูดว่าองค์หญิงช่างโง่เง่า แต่มิกล้าพูดออกมา
เพื่อเปิดทางให้คนผู้หนึ่ง นางถึงกับไล่ผู้ฝึกกระบี่จากสำนักเพียวเหมี่ยวไป
มิเพียงลดกำลังตัวเอง ยังไปเสริมกำลังศัตรูด้วย
มันไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิง ตัวสำรองหรือจะแข็งแกร่งได้เท่าผู้ฝึกกระบี่จากสำนักเพียวเหมี่ยว
มิอาจเข้าใจการกระทำขององค์หญิงเก้าได้เลย
วิ้ง!
คลื่นพลังประหลาดพลันส่งเสียง อัจฉริยะทั้งหลายซึ่งกำลังเสวนาสัมผัสแรงกดดันมหาศาล หยุดเสียงลงเฉียบพลัน
ทุกคนมองมาตรงหน้า และพบวังวนมิติมโหฬารลอยตระหง่าน อย่างน้อยก็มีขนาดหลายสิบจั้ง
อักขระประหลาดวูบไหวพร่างพราวรอบวังวน แผ่ปราณลึกลับกระจายทั่ว
ชายชุดม่วงซึ่งดูเยาว์วัยผู้หนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าวังวน
“เจ้าแคว้น!”
เจ้าเมืองมากมายกุมกำปั้นคารวะ
เห็นเช่นนี้ อัจฉริยะทั้งหลายก็รีบร้อนคำนับตาม
ปรากฏว่าคนผู้นี้ก็คือหนึ่งในเก้าเจ้าแคว้น ทายาทแห่งหมิงหวัง หนึ่งในเก้าเทพสงครามของต้าเซี่ย!
แม้ดูเยาว์วัย แต่อายุก็น่าจะหลักพันแล้ว
“ทุกท่านล้วนเป็นเสาหลักค้ำจุนแคว้นหมิงหวัง และภายหน้าก็จะเป็นต่อไป มิต้องมากพิธีหรอก”
หมิงเฉินยิ้มบาง ยามเสียงของเขาดังขึ้น ปวงชนซึ่งก้มคารวะต่างถูกอำนาจประหลาดสายหนึ่งประคองตัว
นี่คืออำนาจแห่งกฎเกณฑ์
กล่าวโดยสรุปคือ เขาบรรลุถึงวาจาสิทธิ์แล้ว!