สู่วิถีอมตะ - บทที่ 707 ยอดฝีมือขั้นปลายระดับเขตแดนมาเยือน
แสงสีเขียวสาดส่องจากทะเลทรายสีดำ หย่อมหญ้างอกเงยปก
คลุมทะเลทราย บรรยากาศหดหู่วังเวงเมื่อกาลก่อนดับสลาย
กลายเป็นเปี่ยมชีวิตชีวา
ผู้ฝึกตนมากมายสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวนี้ และมุ่งหน้ามาหา
อย่างบ้าคลั่ง
เซียวเฟิงมองรอยแตกมิติตรงหน้า แล้วกล่าวกับปวงชนจาก
สำนักเซียนอวี่หวงเสียงขรึม “คลื่นพลังรุนแรงเช่นนี้มิเพียงดึงดูดผู้ฝึก
ตนจากสำนักเซียนเทียนหลานในทะเลทรายสีดำ ยังดึงดูดผู้ฝึกตน
คนอื่น ๆ ทั่วทั้งดินแดนลับจันทร์มายามาด้วย ต้องมียอดฝีมือขั้น
ปลายระดับเขตแดนปนอยู่แน่แท้”
“จากนี้เราต้องรับศึกหนัก แต่ก็ต้องปกป้องที่นี่ไว้จนกว่าผู้อาวุโส
ของสำนักจะมาถึง”
“หากทนไม่ได้ โอกาสนี้ก็จะถูกสำนักอื่นฉกฉวยไป”
เพียงคลื่นพลังจากรอยแยกมิตินี้ก็ทราบได้ว่าเคหานี้ไม่ธรรมดา
ภายในต้องมีโอกาสยิ่งใหญ่อยู่แน่แท้
หากพวกเขาปกป้องมันมิได้ โอกาสตรงหน้าก็จะหลุดลอยไป
จากสำนักเซียนอวี่หวงของพวกเขา
ด้วยลำพังแค่พวกเขา โอกาสการยื้อได้มีไม่สูง อาจเรียกได้
กระทั่งว่าไร้ประโยชน์
ปวงชนหน้าเคร่งขรึม สูดหายใจลึก ๆ พร้อมรับศึก
“พวกเจ้าเข้าไปสำรวจเถอะ หากโชคดีก็อาจเจอทรัพยากรที่เป็น
ประโยชน์ ข้างนอกนี่ข้าจัดการเอง”
หนึ่งเสียงอันเรียบเฉยดังขึ้น
ปวงชนมองตามเสียงไปก็เห็นเจียงผิงอัน
“ศิษย์น้องเจียง คนที่ควรเข้าไปสำรวจในนั้นที่สุดควรเป็นเจ้านะ
เจ้าแข็งแกร่ง มีสิทธิ์ได้โอกาสสูง เราจะอยู่ซื้อเวลาให้เจ้าที่นี่เอง”
แม้เซียวเฟิงก็อยากเข้าไปสำรวจหาโอกาส แต่เพื่อประโยชน์
สูงสุดของสำนัก ผู้แข็งแกร่งที่สุดจะเข้าไปสืบหาทรัพยากรได้
มากกว่า
เมื่อทำเช่นนี้ ต่อให้พวกเขายื้อไว้ไม่ได้ เจียงผิงอันก็ยังได้โอกาส
บางส่วนมาก่อนใคร
เจียงผิงอันคร้านจะต่อปากต่อคำกับพวกเขา ใช้ ‘วิชาดึงดารา’
โยนคนเหล่านี้เข้ารอยแตกมิติไป “อย่าตะกายคว้าโอกาสที่คว้ามิได้
ชีวิตสำคัญที่สุด”
ปวงชนไม่ทันตั้งตัวก็ถูกโยนเข้าไป หน้ารอยแยกมิติกลับ
กลายเป็นวังเวง หลงเหลือแค่เพียงเจียงผิงอันลำพัง
เจียงผิงอันแหงนมองฟ้า ลำแสงมากมายกำลังทะยานมาที่นี่
ผู้ฝึกตนซึ่งมาถึงไวที่สุดย่อมไม่พ้นคนจากสำนักเซียนเทียน
หลานในทะเลทรายสีดำ
“ข้าเจอที่นี่ก่อน ไสหัวไปเสีย!”
ผู้ฝึกตนคนหนึ่งจากสำนักเซียนเทียนหลานเห็นเจียงผิงอันมิได้
ถือป้ายแสดงตัวสำนักตน ก็ชักกระบี่โจมตีทันที
ปราณหมายชีวิตบนตัวเจียงผิงอันแผ่คลุ้ง จิตสังหารสีเลือดคลุม
กาย ขวางกระบี่นี้ไว้ทันที
เห็นเช่นนี้ สีหน้าของผู้ฝึกตนซึ่งโจมตีใส่เจียงผิงอันก็พลัน
เปลี่ยนแปร
นี่มันสัตว์ประหลาดอะไรกัน? ใช้จิตสังหารลำพังก็หยุดการโจมตี
ของเขาได้!
เขายังคิดหนี แต่ก็พบว่าร่างตนมิอาจขยับได้แล้ว ขณะที่หนึ่ง
หมัดชกเข้ามาใส่
เขารู้สึกเพียงร่างกายเจ็บร้าว ก่อนจะหายสิ้นไปจากโลกา
ผู้ฝึกตนคนหนึ่งย่องมาข้างหลังเจียงผิงอัน แต่แล้วก็ถูกเขตแดน
ทำลายล้างที่เขากางไว้บดขยี้
เจียงผิงอันเข่นฆ่าต่อไป ซากศพโปรยปรายเช่นหยาดพิรุณบน
พื้นขจีซึ่งเพิ่งงอกเงย
หลังเวลาผ่านไปราวครึ่งวัน ยอดฝีมือขั้นปลายระดับเขตแดนก็
พากันมาถึง
ในดินแดนลับจันทร์มายามีข้อจำกัด นอกจากเซียนมนุษย์จาก
ห้าสำนักเซียนใหญ่ เซียนมนุษย์ผู้อื่นล้วนเข้ามาไม่ได้ ยามนี้ไม่มี
เซียนมนุษย์ผู้ใดในดินแดนลับ ผู้แข็งแกร่งที่สุดก็คือผู้ฝึกตนขั้นปลาย
ระดับเขตแดน
เจียงผิงอันใช้ธงค่ายกลที่ยึดมาได้ ท้องนภาโปรยปรายเต็มไป
ด้วยอักขระ เกิดเป็นอาคมผนึกตัวเขาและรอยแยกมิติไว้ภายใน
ธงค่ายกลนี้มีระดับสูงมาก ขอเพียงมีปราณเซียนเพียงพอ ธง
ค่ายกลนี้ก็รับมือยอดฝีมือขั้นปลายระดับเขตแดนไหว
“ที่นี่ สำนักเซียนอวี่หวงของเรายึดครองแล้ว ผู้ไม่เกี่ยวข้องโปรด
รีบจากไปเสีย”
เจียงผิงอันยืนข้างรอยแยกมิติ เสียงของเขามิได้ดังอะไร แต่
กังวานชัดในทุกคู่โสตของยอดฝีมือขั้นปลายระดับเขตแดน
ต่อหน้ายอดฝีมือมากมาย เขาหาได้เกรงกลัวไม่
“เป็นแค่บุคคลขั้นต้นระดับเขตแดน กล้าเหิมเกริมเพียงนี้เลย
หรือ?”
“รีบเปิดค่ายกลเสีย หาไม่ เจ้ารับกรรมเองนะ”
เมื่อเห็นผู้ฝึกตนขั้นต้นระดับเขตแดนอย่างเจียงผิงอันยึดครอง
ที่นี่ พวกเขาก็หาคิดรามือไม่ เมื่อมีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง พวก
เขาก็ไม่สนใจสักนิดว่าเจียงผิงอันมาจากสำนักไหน
ยามยอดฝีมือขั้นปลายระดับเขตแดนของสำนักเซียนเทียน
หลานมาถึง เห็นซากศิษย์ร่วมสำนักกองเกลื่อนพื้นและซากหนัง
มนุษย์ที่เจียงผิงอันล่ามโซ่ไว้ก็เดือดโทสะสุดขีด
“สวะจากสำนักเซียนอวี่หวง ปล่อยฉางตี๋เดี่ยวนี้นะ!”
อัจฉริยะของสำนักถูกล่ามเช่นสุนัข ทำให้รู้สึกละอายยิ่ง
ฉางตี๋ซึ่งสิ้นหวังอยู่เห็นยอดฝีมือของสำนักปรากฏตัว ความหวัง
ก็ปรากฏขึ้นใหม่ “ศิษย์พี่ช่วยข้าด้วย ข้าจะให้พี่ใหญ่ของข้าตอบ
แทนให้แน่นอน!”
โดยไม่รอให้ยอดฝีมือจากสำนักเซียนเทียนหลานลงมือ เจียงผิง
อันก็ชิงขว้างหอกยอดสมบัติของฉางตี๋ออกจากค่ายกล แทงใส่ร่าง
ยอดฝีมือจากสำนักเซียนเทียนหลาน
ประกายเหยียดหยามปรากฏในดวงตาของยอดฝีมือจากสำนัก
เซียนเทียนหลาน คิดว่ายอดสมบัติชิ้นเดียวจะทำร้ายข้าได้หรือ? พูด
เป็นเล่น
นี่มันให้ยอดสมบัติกันชัด ๆ
เขายกมือขึ้นคว้าหอก
ทว่า ทันทีที่คว้าโดนหอก สีหน้าของเขาก็พลันแปรเปลี่ยน ไม่ทัน
ตั้งตัว เสียงเปรี้ยงดังสนั่น หอกยอดสมบัติระเบิดออกเดี๋ยวนั้น
ทั่วฟ้าดินสะท้านสนั่น คลื่นพลังรุนแรงกวาดไกลเป็นหมื่นลี้
หย่อมหญ้าใต้เท้าว่างโล่ง คืนสภาพสู่ทะเลทรายสีดำอีกครั้งโดยพลัน
รอบกายปรากฏรอยแยกมิติขึ้นมากมาย
ผู้ฝึกตนที่คว้าหอกไว้ร่างระเบิดไม่เหลือซาก
ผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ ถูกคลื่นปราณกวาดกระเด็นไปไกล พวกเขา
รีบกางเกราะป้องกันพยุงตัว ต่างผู้ล้วนถูกลูกหลงบาดเจ็บกันไม่มาก
ก็น้อย
คนเหล่านี้มองเจียงผิงอันด้วยใบหน้าเกรี้ยวกราด
“วอนตายเสียแล้ว!”
พวกเขาทั้งเดือดดาลและปวดใจ เจ้านี่ถึงกับระเบิดยอดสมบัติไป
ชิ้นหนึ่ง เสียของเกินไปแล้ว
น ้าเสียงของเจียงผิงอันยังคงราบเรียบเช่นกาลก่อน สายตาไร้
แปรเปลี่ยน มองตรงมายังยอดฝีมือทั้งหลาย
“สามหาวเสียจริง คิดหรือว่ามุดหัวในอาคมแล้วจะปลอดภัย? เรา
ร่วมมือโจมตีอาคมนี่กัน แล้วเข้ารอยแยกมิติด้วยกันจากนี้!”
ขณะยอดฝีมือหญิงผู้หนึ่งชักจูงปวงชนร่วมมือ เจียงผิงอันก็ขว้าง
กระบี่ยาวยอดสมบัติเล่มหนึ่งออกไป
เมื่อเห็นว่าเขายังมียอดสมบัติอีกชิ้น ยอดฝีมือหญิงผู้นี้ก็หน้า
ถอดสี ยังคิดระเบิดยอดสมบัติอยู่หรือ?
ไม่สนใจว่าจะเป็นการระเบิดยอดสมบัติหรือไม่ นางเด้งตัวหนี
ทันที
คนอื่น ๆ ก็เปิดเกราะคุ้มกันโดยสัญชาตญาณเช่นกัน
ขณะนั้น ยอดสมบัติกระบี่ยาวระเบิดแหลก เศษซากกระจัด
กระจายเต็มฟ้า
ยอดฝีมือหญิงผู้นั้นยังคงถูกระเบิด คลื่นพลังชวนสะพรึงฟาดนาง
กระเด็นไปหลายร้อยลี้ อาภรณ์บนกายขาดวิ่น เศษยอดสมบัติ
กระเด็นบาดปากลากยาวถึงรูหู ทิ้งรอยแผลโลหิตโชกเป็นทางยาว
แต่ชีวิตนางก็ยังรอดอยู่
คนอื่น ๆ มิได้เสียหายเท่านางเพราะเปิดเกราะป้องกันได้ทัน แต่ก็
ยังมีผู้ฝึกตนโชคร้ายผู้หนึ่งซึ่งถูกเศษยอดสมบัติแทงกาย ทว่าก็มิได้
ตายอยู่ดี
“ไอ้เด็กเวรนี่รนหาที่! ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะยังมียอดสมบัติชิ้นอื่น!”
ผู้ฝึกตนหญิงสภาพรุ่งริ่งเดือดดาล ปากอันโชกเลือดดูน่าสะพรึง
ยิ่ง นางถลึงตามองเจียงผิงอันอย่างเดือดดาลแล้วโจมตีเข้ามาทันที
ยามนี้นางไม่สนใจรอยแยกมิติอะไรแล้ว นางแค่อยากฆ่าเจียงผิง
อันเท่านั้น