ศิษย์ข้าอ่อนแอ? แต่ข้าได้รางวัลโกงโลก - บทที่ 165 เข้าสู่แดนลับเซียน
หน้าประตูทางเข้ามิติที่หมุนวนด้วยพลังลึกลับ
“ทำได้เยี่ยมมาก!”
จางอวิ๋นยกนิ้วโป้งให้แก่ ‘อู๋เสี่ยวพั่ง’, ‘อวี๋สุ่ยเอ๋อร์’ และ
เหล่าศิษย์สำนักหลิงเซียนที่เพิ่งเหาะกลับมารวมกลุ่มกัน
หลังจากคว้าโควตาได้สำเร็จ
อู๋เสี่ยวพั่งฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ หน้าบานเป็น
กระด้งด้วยความภาคภูมิใจ
ทว่า… เหล่าศิษย์สำนักหลิงเซียนคนอื่นๆ กลับมีท่าทาง
ขัดเขินเล็กน้อย ใบหน้าเจือสีแดงระเรื่อ
เพราะเอาเข้าจริง พวกเขาแค่เกาะกลุ่มอาศัยใบบุญของ
อู๋เสี่ยวพั่งกับอวี๋สุ่ยเอ๋อร์เท่านั้น หลังจากนั้นนอกจากคอยยืน
เป็นไม้ประดับ ทำหน้าเข้มอยู่ข้างๆ อวี๋สุ่ยเอ๋อร์แล้ว พวกเขาก็
แทบไม่ได้ทำอะไรเลย
ผู้อาวุโสเจ็ดและคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นท่าทาง
กระดากอายของศิษย์เหล่านั้น ก็หันมามองหน้ากันแล้วยิ้มขื่น
ๆ
ถ้าจะบอกว่าพวกศิษย์ไม่ได้ทำอะไร… พวกเขานี่สิยิ่ง
หนักกว่า
แทบจะยืนเฉยๆ รอโควตาลอยมาเสิร์ฟถึงที่เลยด้วยซ้ำ!
สายตาของพวกเขาหันไปมองจางอวิ๋นด้วยความซาบซึ้ง
ใจ
หากไม่ได้คนผู้นี้ การจะคว้าโควตามาได้คงยากลำบาก
แสนเข็ญยิ่งกว่าปีนป่ายขึ้นสวรรค์!
ต้องรู้ก่อนว่าบนเวทีเมื่อครู่ มีระดับจินตานขั้นสูงสุดอยู่
เกือบร้อยคน ในขณะที่ฝั่งพวกเขา คนที่แกร่งที่สุดอย่าง
ผู้อาวุโสเจ็ด ก็อยู่แค่ระดับจินตานขั้นสูงเท่านั้น หากปะทะกัน
ซึ่งหน้าคงแหลกเหลวไม่เป็นท่า
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาอิจฉาตาร้อนผ่าวของเหล่าจิน
ตานคนอื่นๆ ในสนาม พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
ความรู้สึกที่มี ‘ขาทองคำ’ ให้กอดนี่มัน… ดีจริงๆ แฮะ!
ช่างอบอุ่นและปลอดภัยเหลือเกิน!
“ไปกันเถอะ… เข้าสู่แดนลับ!”
จางอวิ๋นเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ พลางทอดสายตามองไปที่
ประตูมิติเบื้องหน้า
ทุกคนพยักหน้ารับอย่างพร้อมเพรียง
ภายใต้สายตาอิจฉาริษยาของฝูงชนนับหมื่น คณะของ
จางอวิ๋นนับสิบชีวิตก็พุ่งตัวหายวับเข้าไปในประตูมิติแดนลับ
เซียนราวกับมังกรคืนถิ่น
หลังจากพวกเขาเข้าไปแล้ว ผู้บำเพ็ญระดับสร้าง
รากฐานที่เหลือที่ได้รับสิทธิ์ก็รีบทยอยตามเข้าไปติดๆ กลัวว่า
จะพลาดโอกาสทอง
เมื่อเห็นกลุ่มคนเหล่านั้นหายลับไปจนหมด
“ยังเหลือโควตาจินตานอีกสองที่ใช่ไหม?”
“ผู้อาวุโสสองเกาะเชียนไห่! เปิดประลองชิงสองที่นี้ใหม่อี
กรอบเถอะขอรับ!”
“ใช่ๆ! จะปล่อยทิ้งไปเฉยๆ มันน่าเสียดายนะขอรับ!”
…
เสียงเรียกร้องจากเหล่าจินตานที่ยังหลงเหลืออยู่ใน
สนามดังเซ็งแซ่ ความโลภและความหวังกลับมาลุกโชนอีกครั้ง
กลุ่มของจางอวิ๋นใช้โควตาไปสิบห้าที่ ยังเหลือที่ว่างอีก
สองที่!
ตามกฎปกติ ผู้ที่ถูกคัดออกไปแล้วจะไม่มีสิทธิ์อีก แต่ใน
เมื่อตอนนี้จินตานทุกคนในสนามล้วนถูกคัดออกหมดแล้ว
แถมยังมีที่เหลือ… กฎเกณฑ์ย่อมยืดหยุ่นได้!
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้…”
ผู้อาวุโสสองเกาะเชียนไห่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง กำลังจะ
เอ่ยปากอนุมัติ
แต่ทันใดนั้น เสียงทรงอำนาจอันน่าเกรงขามก็ดังแว่ว
มาจากท้องฟ้าไกล
“โควตาสองที่นั้น… เป็นของแคว้นอวี้ลู่เรา!”
กว๊าซซซ——!!
สิ้นเสียงคำรามกึกก้อง เงาร่างมหึมาของ ‘นกอินทรีหยก
เขียว’ ที่แผ่กลิ่นอายกดดันระดับหยวนอิงก็บินโฉบเข้ามาด้วย
ความเร็วสูงปานสายฟ้าฟาด!
“สัตว์อสูรระดับหยวนอิง?”
“นั่นมัน ‘อินทรีหยกเขียว’! สัตว์ขี่คู่กายของเจ้าถ้ำอวี้ซิง
ขุมกำลังเจ้าถิ่นแห่งแคว้นอวี้ลู่นี่นา!!”
“เดี๋ยวนะ… คนที่ยืนอยู่บนนั้นคือ…”
เสียงอุทานต่ำๆ ดังขึ้นในฝูงชน พร้อมกับสายตาที่
จับจ้องไปยังกลุ่มคนที่ยืนตระหง่านอยู่บนหลังอินทรี
ผู้นำกลุ่มคือชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมสีเขียวมรกต ผู้
แผ่กลิ่นอายแห่งอำนาจที่มิอาจต่อกรได้ออกมา กดดันจน
อากาศรอบข้างบิดเบี้ยว
“เจ้าถ้ำอวี้ซิง! เป็นเจ้าถ้ำอวี้ซิงตัวจริงเสียงจริง!!”
“คุณพระช่วย! เขามาด้วยตัวเองเลยเหรอ?”
“สวรรค์! นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นตัวตนระดับแปลงเทพ
กับตาเนื้อ!!”
…
ทันทีที่เห็นร่างของชายชุดเขียว สนามทั้งสนามก็ระเบิด
เสียงฮือฮาดังลั่นยิ่งกว่าเดิม
กลางเวหา ผู้อาวุโสสองเกาะเชียนไห่ รวมถึงระดับหยวน
อิงบนแท่นที่นั่งต่างๆ ต่างมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที รีบ
ลุกขึ้นยืนแสดงความเคารพ
“นึกไม่ถึงว่าท่านเจ้าถ้ำอวี้ซิงจะให้เกียรติมาด้วยตนเอง
ผู้น้อยเสียมารยาทที่ไม่ได้ออกไปต้อนรับ ขอท่านเจ้าถ้ำโปรด
อภัย!”
ผู้อาวุโสสองเกาะเชียนไห่รีบเหาะเข้าไปต้อนรับด้วย
ความนอบน้อมถ่อมตน
ตัวตนระดับแปลงเทพ… แม้แต่เกาะเชียนไห่ผู้ยิ่งใหญ่ก็
ยังไม่อาจละเลยได้ คนผู้นี้คือราชันย์ผู้ปกครองแคว้นอวี้ลู่
อย่างแท้จริง!
ในหกแคว้นแดนใต้ เหตุที่แคว้นอวี้ลู่ได้รับโควตาจินตาน
ถึงสิบห้าที่ ซึ่งมากกว่าแคว้นหนานอวิ๋นและแคว้นหนานโช่ว ก็
เพราะการมีอยู่ของเจ้าถ้ำอวี้ซิงผู้นี้นั่นเอง
“ผู้อาวุโสสองเกาะเชียนไห่ ข้ารู้ว่าตนเองมาช้า โควตาจึง
ถูกจัดสรรไปใหม่แล้ว…”
เจ้าถ้ำอวี้ซิงเอ่ยเสียงเรียบ ใบหน้าไร้อารมณ์ “แต่เมื่อครู่
ได้ยินว่ายังเหลือโควตาจินตานอีกสองที่ เป็นเรื่องจริงรึไม่?”
“เหลืออยู่สองที่จริงๆ ขอรับ”
“เช่นนั้นสองที่นี้ ยกให้แคว้นอวี้ลู่ของข้า… คงไม่เกินไป
กระมัง?”
“โควตาสองที่นี้สมควรเป็นของถ้ำอวี้ซิงอยู่แล้วขอรับ!”
ผู้อาวุโสสองเกาะเชียนไห่รีบพยักหน้ารับคำโดยไม่ลังเล
ผู้คนในสนามเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าปริปากค้านแม้แต่
ครึ่งคำ
ระดับแปลงเทพออกปากขอด้วยตัวเอง… ใครจะกล้า
แย่ง? อยากตายรึไง!
เจ้าถ้ำอวี้ซิงหันไปพยักหน้าให้คนด้านหลัง “พวกเจ้า
ไปเถอะ!”
ชายหนุ่มชุดดำสองคนที่มีสีหน้าเย็นชาเหาะออกมาทันที
พวกเขาพุ่งตรงไปยังประตูมิติโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง
ผู้อาวุโสสองเกาะเชียนไห่
ท่าทีจองหองนี้ทำให้ผู้อาวุโสสองเกาะเชียนไห่คิ้วกระตุก
ด้วยความไม่พอใจ
แม้เขาจะเคารพเจ้าถ้ำอวี้ซิง แต่ไม่ได้หมายความว่า
จะต้องเกรงกลัว เจ้าเด็กระดับจินตานสองคนนี้กล้าเมินเฉย
ใส่เขา… ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ!
แต่ฉับพลันนั้น เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ สีหน้าของเขาพลัน
เปลี่ยนไป สายตาเหลือบมองไปที่ด้านหลังเจ้าถ้ำอวี้ซิง
ฝ่ายนั้นไม่ได้พูดอะไร แต่ด้านหลังเขายังมีชายหนุ่มชุด
ดำอีกคนยืนอยู่เงียบๆ การแต่งกายเหมือนกับสองคนที่เพิ่ง
เข้าไปไม่ผิดเพี้ยน
ทว่าสิ่งที่ต่างออกไปคือ… ชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้อยู่ระดับ
จินตาน
และถึงแม้จะไม่ได้ปลดปล่อยกลิ่นอายใดๆ ออกมา แต่
สัญชาตญาณของผู้อาวุโสสองเกาะเชียนไห่กลับกรีดร้องเตือน
ถึงอันตรายอย่างน่าประหลาด
เมื่อพิจารณาดูรูปลักษณ์ที่ดูเยาว์วัยของอีกฝ่าย ผู้อาวุโส
สองเกาะเชียนไห่รูม่านตาหดเกร็งวูบหนึ่ง เหมือนตระหนักรู้
อะไรบางอย่าง จึงเลือกที่จะสงบปากสงบคำไว้ กลืนโทสะ
ลงท้องไปเงียบๆ
…
ทันทีที่ก้าวผ่านประตูมิติแดนลับเซียน จางอวิ๋นรู้สึก
เหมือนถูกแสงจ้าบาดตาสาดส่องเข้าใส่จนตาพร่ามัว
เมื่อสายตากลับมามองเห็นได้อีกครั้ง เขาก็พบว่าตนเอง
ยืนอยู่กลางลานกว้างโบราณแห่งหนึ่ง
ในอ้อมแขนยังคงอุ้มอู๋ไห่ไห่ไว้ แต่รอบกายกลับไร้เงาของ
อู๋เสี่ยวพั่ง, อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ และเหล่าศิษย์สำนักหลิงเซียน
เหลือเพียงสวีหมิง, เถากู่หลาน และเหล่าผู้อาวุโสสำนัก
หลิงเซียนเท่านั้นที่ยังอยู่ด้วยกัน
จางอวิ๋นไม่ได้แปลกใจนัก
เหตุที่แดนลับเซียนแบ่งแยกโควตาเป็นระดับสร้าง
รากฐานและจินตาน ก็เพราะเมื่อเข้ามาแล้ว ผู้บำเพ็ญทั้งสอง
ระดับจะถูกส่งไปยังพื้นที่ที่แตกต่างกันโดยอัตโนมัติ
ระดับจินตานไปที่หนึ่ง… ระดับสร้างรากฐานไปอีกที่หนึ่ง
ด้วยฝีมือของอู๋เสี่ยวพั่งและอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ในตอนนี้ เขา
ไม่กังวลเลยว่าทั้งคู่จะมีอันตรายในโซนระดับสร้างรากฐาน คง
เป็นคนอื่นมากกว่าที่ต้องกังวล!
“นี่หรือแดนลับเซียน? พลังปราณเข้มข้นมาก!”
“สมกับเป็นสถานที่ที่เซียนทิ้งไว้ ปราณวิญญาณที่นี่
หนาแน่นกว่าที่สำนักเราหลายเท่าเลย!”
…
เหล่าผู้อาวุโสสำนักหลิงเซียนเริ่มตั้งสติได้ ต่างสัมผัส
ถึงพลังปราณรอบตัวด้วยแววตาตื่นเต้นระคนยินดี
จางอวิ๋นกวาดตามองรอบด้าน
ลานกว้างที่พวกเขายืนอยู่นี้ ดูเหมือนจะตั้งอยู่ท่ามกลาง
ดินแดนรกร้างว่างเปล่าสุดลูกหูลูกตา
มองออกไปเห็นเพียงผืนดินแห้งผากแตกระแหง
ต้นไม้ใบหญ้าล้วนเหี่ยวเฉาแห้งกรอบราวกับไร้ชีวิต
นอกเหนือจากพลังปราณที่อัดแน่นจนแทบสำลักแล้ว กลับ
สัมผัสไม่ได้ถึงกลิ่นอายแห่งชีวิตแม้แต่น้อย
“ผู้อาวุโสเก้า… พวกเราคงต้องขอแยกตัวตรงนี้!”
ผู้อาวุโสเจ็ดแห่งสำนักหลิงเซียนเอ่ยขึ้นทำลายความ
เงียบ
จางอวิ๋นหันไปมอง
ผู้อาวุโสเจ็ดกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “มีวาสนาได้
เข้ามาในแดนลับเซียนทั้งที พวกข้าอยากจะลองแยกย้ายกันไป
เสี่ยงโชค เผื่อจะเจอวาสนาของตัวเองบ้าง!”
“เช่นนั้น… ขอให้ผู้อาวุโสทุกท่านรักษาตัวด้วย!”
จางอวิ๋นไม่รั้งไว้ เขาหยิบ ‘หินส่งเสียงรุ่นพิเศษ’ สิบเอ็ด
ก้อนออกมาแจกจ่ายให้เหล่าผู้อาวุโส
“หากท่านพบเจออันตราย ใช้สิ่งนี้ติดต่อข้าได้ทันที หาก
สัญญาณส่งถึง… ข้าจะรีบไปช่วย!”
เหล่าผู้อาวุโสพยักหน้าด้วยความซาบซึ้ง รับหินส่งเสียง
ไปเก็บไว้ ก่อนจะขอตัวลาจากไปคนละทิศละทาง
แม้การติดตามจางอวิ๋นจะปลอดภัยหายห่วงดุจอยู่ใน
ป้อมปราการ แต่เป้าหมายของการเข้าแดนลับคือการแสวงหา
โชคลาภ หากมัวแต่เดินตามหลังคนอื่น ก็คงไม่ได้อะไรติดมือ
กลับไปนอกจากความว่างเปล่า
จางอวิ๋นไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้นัก
แต่ก่อนหน้านี้ตอนที่ตระกูลหลินและผู้อาวุโสใหญ่
หนานไห่ลอบโจมตีสวีหมิงทั้งสามคน เหล่าผู้อาวุโสเหล่านี้
ก็ได้ออกแรงช่วยเหลืออย่างเต็มที่ น้ำใจนี้เขาจดจำไว้
หากพวกเขามีภัย เขาไม่รังเกียจที่จะยื่นมือเข้าช่วย
แน่นอน... ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องติดต่อกันได้นะ!
ว่ากันว่าพื้นที่ในแดนลับเซียนนั้นกว้างใหญ่ไพศาล
ยิ่งกว่าแคว้นหนึ่งแคว้นเสียอีก รัศมีห้าพันลี้ของหินส่งเสียงรุ่น
พิเศษ… จะครอบคลุมถึงไหมก็ยังเป็นปริศนา!
ทันใดนั้น คนข้างกายก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ท่านอาจารย์… ศิษย์เองก็อยากจะขอแยกตัวไปฝึกฝน
หาประสบการณ์ขอรับ!”
จางอวิ๋นชะงัก
เขามอง ‘สวีหมิง’ ที่มีสีหน้ามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว แววตาคู่นั้น
มิได้มีความลังเลแม้แต่น้อย
ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า “เจ้าอยากไปฝึกฝน
ด้วยตัวเองก็ไปเถอะ… แต่จำไว้…”
จางอวิ๋นวางมือลงบนบ่าของลูกศิษย์คนโต “หากเจอ
อันตราย ชีวิตสำคัญที่สุด… รักษาชีวิตไว้ก่อนเป็นยอดดี!”
“ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ!”
สวีหมิงพยักหน้าหนักแน่น รับคำสอนใส่ใจ
“ไปเถอะ!”
จางอวิ๋นโบกมืออนุญาต
สวีหมิงประสานมือคารวะอาจารย์และเถากู่หลาน ก่อน
จะเหาะทะยานจากไป มุ่งหน้าสู่เส้นทางของตนเอง!
…