วิถีกระบี่บรรลุเทพ ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 39 ขีดจำกัดของเจ้ายังมามิถึง
บทที่ 39 ขีดจำกัดของเจ้ายังมามิถึง
การดึงดันจักออกไปเผชิญโลกกว้างเพื่อ ‘ฝึกปรือจิตใจ’ ในสายตาของเมิ่งฝานนั้น กลับมองว่าเป็นเรื่องที่หาความลำบากใส่ตัวโดยมิจำเป็น
จริงอยู่ที่ว่า เมื่อตบะแก่กล้าจนถึงขีดสุด การออกไปท่องยุทธจักรเพื่อขัดเกลาฝีมือย่อมเป็นสิ่งที่ควรกระทำ ทว่าสำหรับเมิ่งฝานในยามนี้ เขารู้สึกว่าการเร้นกายฝึกตนอย่างเงียบเชียบภายในสำนักกระบี่ซู่ซันนั้นประเสริฐกว่าเป็นไหน ๆ และมิอยากเสียเวลาอันมีค่าไปกับการตระเวนภายนอกแม้แต่น้อย
ทว่าทัศนคติของหลิวเยียนผิงกลับสวนทางกับเมิ่งฝานโดยสิ้นเชิง!
ดรุณีน้อยผู้นี้เติบโตมาภายใต้ร่มเงาของสำนักกระบี่ซู่ซันตั้งแต่วัยเยาว์ สำหรับนางที่นี่เปรียบเสมือนกรงทองที่กักขังนางไว้ชั่วชีวิต นางแทบมิเคยได้ย่างกรายออกไปเห็นโลกภายนอกเลยแม้แต่ครึ่งก้าว
บัดนี้เมื่ออายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ และมีโอกาสอันหาได้ยากยิ่งที่จะได้ออกไปฝึกฝนยังโลกภายนอก นางจึงวาดหวังถึงอิสระนั้นอย่างสุดหัวใจ ยิ่งเมื่อล่วงรู้ว่าคนในครอบครัวจงใจปิดบังและลวงหลอกนางเพื่อมิให้ออกไปเผชิญโลก ยิ่งสุมไฟแห่งความอึดอัดคับข้องใจให้นางเป็นทวีคูณ
โดยธรรมชาติของมนุษย์ย่อมมีความขบถแฝงเร้น ยิ่งเป็น ‘คุณหนูผู้สูงศักดิ์’ เช่นหลิวเยียนผิงด้วยแล้ว แรงต่อต้านในใจของนางย่อมรุนแรงเป็นพิเศษ!
“ยิ่งพวกเขากีดกันข้าเพียงใด ข้าก็ยิ่งต้องออกไปให้ได้ ข้าหาใช่สัตว์เลี้ยงในเรือนชานของใครไม่ ข้าจักมิยอมให้พวกเขาได้สมใจเด็ดขาดขอรับ!” หลิวเยียนผิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
ทว่าลำพังตัวนางจักให้ฝึกปรือเพลงกระบี่สังหารอสูรให้แตกฉานภายในสามวันด้วยตนเองนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่เพ้อฝันเกินจริง นางจึงนึกถึงเมิ่งฝานขึ้นมาในทันใด
นั่นเพราะนางได้ประจักษ์ในความสามารถอันลี้ลับเหนือมนุษย์ของเมิ่งฝานมานับครั้งมิถ้วน!
โดยเฉพาะความจัดเจนในวิถีกระบี่ที่หาตัวจับยาก
นางเชื่อมั่นว่าหากมีเมิ่งฝานคอยชี้แนะชักนำ นางอาจจะมีวาสนาฝึกปรือเพลงกระบี่สังหารอสูรได้สำเร็จภายในสามวันจริง ๆ
“ศิษย์พี่หลิวขอรับ เพลงกระบี่สังหารอสูรบทนี้ ข้าเองก็มิเคยได้สัมผัสผ่านตามาก่อน เรื่องนี้เห็นทีจะ…” เมิ่งฝานแสร้งทำสีหน้าลำบากใจ
ทว่าถ้อยคำของเขายังมิทันจบสิ้น หลิวเยียนผิงก็เอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยท่าทีเด็ดเดี่ยว
“เพียงแค่เจ้าสามารถเคี่ยวกรำข้าให้บรรลุเพลงกระบี่สังหารอสูรได้ภายในสามวัน ข้ายินดีมอบ หินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อน เป็นค่าตอบแทนในทันที!”
หลิวเยียนผิงสำแดงอานุภาพแห่งความมั่งคั่งออกมาโดยมิลังเลแม้แต่น้อย
เมิ่งฝานได้แต่ระบายยิ้มขมขื่นด้วยความจนใจ
ถามว่าในใต้หล้านี้ จะมีผู้ใดต้านทานแรงดึงดูดของหินวิญญาณจำนวนมหาศาลถึงเพียงนี้ได้?
อย่างน้อยที่สุด… ตัวเขาก็ต้านทานมิไหว!
ต่อให้ต้องอดหลับอดนอนเคี่ยวกรำวิชากันสามวันสามคืน เมิ่งฝานย่อมต้องขุดเอาทุกกลเม็ดมาสั่งสอนหลิวเยียนผิงให้เข้าถึงแก่นแท้ของเพลงกระบี่สังหารอสูรให้จงได้!
ตามครรลองปกติ แม้แต่อัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์ในเชิงกระบี่ระดับอุกฤษฏ์ ก็ยังต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดหากหวังจะสำเร็จวิชาเช่นนี้ภายในสามวัน
ทว่าสำหรับผู้ที่มีพรสวรรค์เพียงระดับสามัญเช่นหลิวเยียนผิงนั้น แทบจะเรียกได้ว่ามืดแปดด้าน มิมีทางเป็นไปได้เลย!
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีเมิ่งฝานผู้ครอบครองพรสวรรค์วิถีกระบี่เข้าถึงเทพมาคอยชี้แนะ ประกายแห่งความหวังที่ริบหรี่ก็พลันเจิดจรัสขึ้นมาอีกครา
“ศิษย์พี่หลิวเยียนผิงขอรับ ข้าจำเป็นต้องพินิจท่วงท่าของเพลงกระบี่สังหารอสูรนี้เสียก่อน ท่านพอจะมีตำราเคล็ดวิชาติดตัวมาบ้างหรือไม่?” เมิ่งฝานเอ่ยถามเข้าประเด็น
“ย่อมต้องมีอยู่แล้ว!” หลิวเยียนผิงพยักหน้าตอบรับทันควัน
เพียงชั่วพริบตา คัมภีร์ลับเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของนาง ก่อนจะถูกส่งมอบให้แก่เมิ่งฝาน
เมิ่งฝานรับตำราเล่มนั้นมาพลางเริ่มพลิกอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์
‘เพลงกระบี่สังหารอสูร’ บทนี้ แท้จริงแล้วกลับมีเพียงท่วงท่าเดียวเท่านั้น ทว่ามันช่างแปลกประหลาดและพิสดารยิ่งนัก ลุ่มลึกถึงขั้นแฝงเร้นด้วยวิถีแห่งการบ่มเพาะพลังภายในไว้อย่างแยบยล
ทว่ามิกังวลว่ากระบวนท่ากระบี่จะพลิกแพลงเพียงใด ย่อมมิอาจเหนือกว่าสติปัญญาและพรสวรรค์ของเมิ่งฝานไปได้!
เขาทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิ วางคัมภีร์เล่มนั้นไว้บนเข่าพลางเพ่งสมาธิทำความเข้าใจในทุกรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน
ผ่านไปเพียงชั่วเวลาหนึ่ง เมิ่งฝานก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
“ศิษย์พี่หลิว เพลงกระบี่สังหารอสูรบทนี้มีความพิเศษพิสดารอยู่มิน้อย ทว่ายามนี้ข้าพอจะแจ้งกระจ่างในแก่นแท้ของมันเกือบหมดสิ้นแล้ว ภายในสามวัน… นับว่ายังมีหวังที่จักเคี่ยวกรำให้ท่านบรรลุวิชานี้ได้สำเร็จขอรับ!”
เมื่อได้สดับคำยืนยันจากเมิ่งฝาน ใบหน้าของหลิวเยียนผิงก็พลันฉายแววปิติยินดีออกมาอย่างเปี่ยมล้น
“ข้าเชื่อมั่นอยู่แล้วว่าคนอย่างเจ้าต้องทำได้!”
เมิ่งฝานลอบยิ้มกริ่มอยู่ในใจ พลางนึกว่า… บุรุษเพศยามอยู่ต่อหน้าดรุณีแรกรุ่น จะยอมเอ่ยคำว่าพ่ายแพ้ออกมาได้อย่างไรกัน?
“ศิษย์พี่หลิวขอรับ อันที่จริงเพลงกระบี่สังหารอสูรนั้นหาได้มีท่วงท่าที่ตายตัวไม่ หากจะกล่าวให้ถูก มันคือ ‘วิถีแห่งการคุมกระบี่’ แขนงหนึ่งต่างหาก”
“ตามหลักการแล้ว มันมีความคล้ายคลึงกับตำนานการเหินเวหาขี่กระบี่บิน ซึ่งล้วนเป็นกรรมวิธีในการบงการศาสตราในรูปแบบหนึ่งทั้งสิ้น แน่นอนว่าการขี่กระบี่บินทะยานฟ้านั้นยังห่างไกลจากขอบเขตของพวกเราในยามนี้ คาดว่าต้องบรรลุถึงขั้น ‘เทียนหยวน’ เสียก่อน จึงพอจะมีวาสนาได้สัมผัส”
“ทว่าวิถีการคุมกระบี่ในเพลงกระบี่สังหารอสูรนี้ ถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อมุ่งเป้าทำลายล้างเผ่าพงศ์อสูรโดยเฉพาะ จึงมีอานุภาพในการสยบมารร้ายได้อย่างมหาศาล! บรรพชนผู้สถาปนาเพลงกระบี่บทนี้ ย่อมต้องแตกฉานในโครงสร้างสรีระของเผ่าอสูรอย่างลึกซึ้งยิ่งนักขอรับ”
…
เมิ่งฝานเริ่มถ่ายทอดเคล็ดวิชาอย่างคล่องแคล่ว บอกเล่าสิ่งที่ตนได้หยั่งรู้จากแก่นแท้ของเพลงกระบี่สังหารอสูรให้หลิวเยียนผิงฟังอย่างละเอียด
“เพลงกระบี่สังหารอสูรบทนี้มีความอัศจรรย์ยิ่งนัก หากฝึกปรือจนถึงขั้นอุกฤษฏ์ ย่อมสามารถบ่มเพาะ ‘จิตกระบี่สังหารอสูร’ ได้โดยตรง โดยมิพักต้องผ่านลำดับขั้นของกระบี่คีตศาสตร์เสียด้วยซ้ำขอรับ”
“ข้าเชื่อว่า จิตกระบี่สังหารอสูรนี้ น่าจะเป็นวิถีแห่งจิตกระบี่ที่บรรลุได้ง่ายที่สุดในบรรดาวิชาของสำนักกระบี่ซู่ซันแล้ว!”
นั่นเพราะพันธกิจอันศักดิ์สิทธิ์ของสำนักกระบี่ซู่ซันคือ การสังหารอสูรและปราบมาร มิต้องกล่าวถึงสิ่งอื่นใด เพียงใต้หอสยบอสูรก็มีทวารมิติที่เชื่อมต่อกับอาณาจักรอสูรถูกปิดผนึกไว้ ยอดฝีมือแห่งซู่ซันจึงต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปกำราบอสูรร้าย ณ หอแห่งนั้นอยู่เป็นนิจ
ด้วยเหตุนี้ เพลงกระบี่สังหารอสูรจึงเปรียบเสมือนวิชาบังคับที่ศิษย์ซู่ซันทุกคนพึงมีติดตัว จึงมิใช่เรื่องแปลกเลยที่ศิษย์ฝ่ายในผู้คิดจะออกไปหาประสบการณ์ภายนอก จำต้องสำเร็จวิชานี้เสียก่อน!
“เอาเถิดเมิ่งฝาน มิต้องบรรยายทฤษฎีที่ฟังดูสูงส่งพวกนั้นให้เสียเวลาหรอก รีบสอนกระบวนท่าแก่ข้าโดยตรงเลยเถิดเจ้าค่ะ” หลิวเยียนผิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน
เมิ่งฝานระบายยิ้มขมขื่น จำต้องพับเก็บความซาบซึ้งในมรรคาเหล่านั้นไว้ แล้วหันมาถ่ายทอดกลเม็ดการบังคับกระบี่แห่งวิถีปราบอสูรให้แก่หลิวเยียนผิงโดยตรง
แม้ตัวเขาจะสามารถแจ้งกระจ่างในเพลงกระบี่นี้ได้ภายในชั่วเวลาไม่นาน ทว่าการจะเคี่ยวกรำให้หลิวเยียนผิงบรรลุตามได้ในเวลาอันสั้นนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก
กาลเวลาไหลผ่านดุจสายน้ำมิหวนคืน ไม่ช้าทินกรก็คล้อยลับเหลี่ยมเขาทางทิศประจิม หอศาสตราถึงเวลาปิดประตูทำการ
ศิษย์พี่หลัวหันมาเอ่ยกับหลิวเยียนผิงด้วยท่าทีสุภาพว่า “ศิษย์พี่หญิงหลิวขอรับ ยามนี้หอศาสตราปิดทำการแล้ว ท่านควรจะลากลับไปพักผ่อนเสียเถิด แม้จะปรารถนาพำนักเป็นเพื่อนเมิ่งฝานเพียงใด พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ก็มิสายขอรับ”
มิมีทางเลือกอื่น แม้ศิษย์พี่หลัวจะนึกอยากสวมบทบาทเทพจันทราเพียงใด ทว่าในยามสำคัญเขาก็ต้องทำหน้าที่เจ้าบ้านเอ่ยปากส่งแขกตามระเบียบ
“คืนนี้ข้ามิกลับเจ้าค่ะ!” หลิวเยียนผิงเอ่ยโพล่งออกมาอย่างมิแยแสสิ่งใด
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ศิษย์พี่หลัวก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เขาหันไปมองเมิ่งฝานด้วยสายตาชื่นชมระคนเลื่อมใส พลางแอบยกนิ้วโป้งให้เงียบ ๆ
จากนั้นเขาก็มิรอช้า รีบปลีกตัวกลับเข้าห้องพักอย่างรู้งาน พร้อมกับลงกลอนประตูไว้อย่างแน่นหนาเพื่อมิให้เป็นการรบกวนคนทั้งสอง
เมิ่งฝานลอบถอนหายใจด้วยความจนใจยิ่งนัก เห็นได้ชัดว่าศิษย์พี่หลัวผู้นี้กำลังเข้าใจผิดไปกันใหญ่ และเขามั่นใจเหลือเกินว่าในหัวของหมอนั่นต้องกำลังจินตนาการเรื่องราวอกุศลอยู่เป็นแน่
“ศิษย์พี่หลิวขอรับ เพลานี้ราตรีเริ่มมาเยือนแล้ว ท่านรีบกลับไปเสียเถิด หาไม่แล้วชื่อเสียงของท่านจะมัวหมองได้ หากคิดจะเรียนกระบี่ พรุ่งนี้เช้าค่อยมาใหม่ก็มิสายนะขอรับ” เมิ่งฝานเอ่ยเตือนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ทว่าหลิวเยียนผิงกลับส่ายศีรษะอย่างดื้อรั้น “ชื่อเสียงอันใดกัน ข้ามิเห็นจะหวาดกลัว แล้วเจ้าจะกังวลไปใย? ข้ามีเวลาเพียงสามวันเท่านั้น ตลอดสามราตรีนับจากนี้ ข้าจักมิขอนอนพักเด็ดขาด จนกว่าจะฝึกปรือเพลงกระบี่สังหารอสูรนี้ให้สำเร็จขอรับ!”
เมิ่งฝานเอ่ยด้วยน้ำเสียงระคนท้อแท้ “ทว่า…”
“หามีคำว่าทว่าไม่! หนึ่งร้อยหินวิญญาณนั้น เจ้ายังปรารถนาจะได้ครอบครองอยู่หรือไม่เล่า?” หลิวเยียนผิงเอ่ยตัดบทอย่างเด็ดขาด
ในที่สุด เมิ่งฝานก็จำต้องศิโรราบต่ออำนาจเงิน!
ตลอดทั้งราตรีที่มิได้ข่มตาหลับ เมิ่งฝานพำนักเป็นเพื่อนหลิวเยียนผิงเพื่อเคี่ยวกรำวิชากระบี่อยู่ภายในโถงชั้นหนึ่งของหอศาสตรามิห่างกาย
ฝ่ายหลิวเยียนผิงเร่งร่ายรำกระบี่ ส่วนตัวเขานั้นคอยจับตาพินิจดูอย่างใกล้ชิด!
จวบจนรุ่งสางแจ้งวันใหม่ เมิ่งฝานกำชับให้หลิวเยียนผิงมุ่งมั่นฝึกปรือต่อไป ส่วนตัวเขาเร่งรุดขึ้นไปยังชั้นสองของหอศาสตราตามนัดหมาย เพื่อเข้าพบท่านผู้เฒ่าหลิน
การได้รับคำชี้แนะหนึ่งชั่วยามในทุกเช้าตรู่ คือกฎเหล็กที่ท่านผู้เฒ่าหลินบัญญัติไว้ เมิ่งฝานย่อมมิกล้าเสียสัจจะประพฤติตนให้เสื่อมเสียเป็นอันขาด
“แม่หนูน้อยที่อยู่เบื้องล่างนั่น ช่างน่าสนใจมิน้อย ดูท่าจะเป็นหลานสาวของเจ้าเด็ก หลิวชิงหยวน แห่งตำหนักโอสถสินะ” ท่านผู้เฒ่าหลินเอ่ยพลางระบายยิ้ม
“ใช่ขอรับ ศิษย์พี่หลิวเป็นหลานสาวของผู้อาวุโสหลิวขอรับ!” เมิ่งฝานพยักหน้ารับคำ
“ไอ้หนุ่มเอ๋ย หากเจ้าสามารถพิชิตใจนางได้สำเร็จ นับแต่นี้ไปเจ้าก็มิจำเป็นต้องพะวงเรื่องทรัพยากรในการบ่มเพาะพลังอีกสืบไป ตำหนักโอสถนั้นนับว่าเป็นขุมทรัพย์ที่มั่งคั่งที่สุดในสำนักกระบี่ซู่ซันเลยทีเดียว!” ท่านผู้เฒ่าหลินแย้มยิ้มอย่างมีเล่ห์นัย
เมิ่งฝานได้แต่ระบายยิ้มขมขื่น มิคาดคิดเลยว่าท่านผู้เฒ่าหลินที่ปกติมักวางท่าเคร่งขรึม จะมีมุมที่หยอกล้อได้ถึงเพียงนี้
เขารีบเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ท่านอาจารย์เข้าใจผิดแล้วขอรับ ข้ากับศิษย์พี่หลิวมิได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งดังเช่นที่ท่านคาดการณ์ อีกทั้งศิษย์พี่หลิวเองก็มีบุรุษในดวงใจอยู่ก่อนแล้วขอรับ!”
ท่านผู้เฒ่าหลินโบกมืออย่างมิแยแสพลางกล่าวว่า “จะกลัวสิ่งใดกัน? ตราบใดที่กระบี่ในมือเจ้ากวัดแกว่งได้รวดเร็วพอ กำแพงอันแข็งแกร่งเพียงใดก็ย่อมพังทลายลงได้ เจ้าเองก็นับว่าเป็นบุรุษรูปงาม ปฏิภาณวิถีกระบี่ก็เหนือชั้นประหนึ่งอสูรกาย หากคิดจะขุดรากถอนโคนกำแพงใจของใคร ย่อมมิใช่เรื่องที่เกินกำลัง!”
เมิ่งฝานได้แต่ยิ้มแหยด้วยความขวยเขิน
มิคิดเลยว่าท่านผู้เฒ่าหลินยามสำแดงมุมมองเยี่ยงปุถุชนเช่นนี้ จะดูมิรู้จักวางตัวเป็นผู้ใหญ่เอาเสียเลย
ด้วยเหตุนี้ เมิ่งฝานจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะมิเออออห่อหมกต่อประเด็นนี้อีกสืบไป
หนึ่งชั่วยามผ่านพ้น เมิ่งฝานก้าวลงกลับมายังโถงชั้นหนึ่งของหอศาสตรา
ยามนี้หลิวเยียนผิงยังคงมุ่งมั่นฝึกปรือเพลงกระบี่สังหารอสูรอย่างมิย่อท้อ ทว่าช่างน่าเวทนานักที่พรสวรรค์เชิงกระบี่ของนางนั้นช่างห่างไกลจากเมิ่งฝานสุดกู่
วันเวลาผันผ่านไปทั้งช่วงบ่ายจนล่วงเข้าสู่รัตติกาลอีกครา ทว่านางก็ยังคงวนเวียนอยู่เพียงชายขอบ มิอาจก้าวข้ามธรณีประตูเพื่อเข้าถึงแก่นแท้ของเพลงกระบี่สังหารอสูรได้เสียที
เมิ่งฝานพินิจดูด้วยความรู้สึกที่เกินจะทานทน พลันลอบคิดในใจว่า… ศิษย์พี่หลิวผู้นี้มีรูปโฉมงดงามปานล่มเมือง ทว่าเหตุใดในเชิงวิชากลับดูเบาปัญญาได้ถึงเพียงนี้กันหนอ?
ทว่าในความเป็นจริง ต่อให้เปลี่ยนตัวนางเป็นศิษย์สายตรงผู้โดดเด่นคนอื่นมาฝึกปรือในสถานการณ์เดียวกัน ก็คงมิอาจสำแดงผลลัพธ์ได้ดีไปกว่านางสักเท่าใดนัก
เป็นเพราะเมิ่งฝานผู้นี้ล้ำเลิศเกินมนุษย์มนา จนมิอาจเข้าถึงความทุกข์ระทมของผู้ที่มีสติปัญญาธรรมดาสามัญได้เลยจริง ๆ!
“ศิษย์พี่หลิว ข้ามิได้บอกท่านแล้วหรือว่า ยามร่ายรำเพลงกระบี่สังหารอสูร จำต้องใช้จิตสำนึกเข้าควบคุมกระบี่ ทว่าจิตสำนึกของท่านยามนี้ช่างอ่อนแอเบาบางเกินไป ท่านต้อง…”
เมิ่งฝานที่เริ่มต้นชี้แนะด้วยความพยายามอดทนและหวังดี ทว่าในที่สุดเขาก็เริ่มตบะแตกจนอดมิได้ที่จะเอ่ยปาก ‘โจมตี’ หลิวเยียนผิงด้วยถ้อยคำที่ทิ่มแทง
ฝ่ายหลิวเยียนผิงถูกเมิ่งฝานตำหนิจนแทบเสียผู้เสียคน ทว่านางกลับต้องสะกดกลั้นอารมณ์ไว้สุดกำลัง
หากเป็นผู้อื่นริอ่านมาทำโอหังกับนางเช่นนี้ นางคงชักกระบี่ออกไปสับมันให้เป็นหมื่นชิ้นไปแล้ว! ทว่าเพลานี้นางยังมีเรื่องต้องพึ่งพิงเมิ่งฝาน จึงได้แต่ก้มหน้ารับคำบริภาษและการ ‘ดูแคลน’ จากเขาแต่โดยดี
ล่วงเข้าสู่ราตรีที่สอง หลิวเยียนผิงยังคงปักหลักอยู่ในหอศาสตรามิยอมจากไปไหน พำนักอยู่เคียงข้างเมิ่งฝานเช่นเดิม
เมื่อศิษย์พี่หลัวล่วงรู้ว่าคนทั้งคู่ใช้เวลาตลอดสองคืนเต็มไปกับการ ‘ฝึกกระบี่’ เพียงอย่างเดียว เขาก็อดมิได้ที่จะลอบดูแคลนเมิ่งฝานอยู่ในใจ
ราตรีอันยาวนานช่างน่าเสียดายเวลาอันรุ่งโรจน์ยิ่งนัก ทว่ากลับเอาแต่รำกระบี่ยาวอยู่ได้… นี่มันเป็นเพราะจิตใจมิพร้อม หรือร่างกายมิสู้ดีกันแน่?
จะฝึกทั้งที เหตุใดมิฝึก ‘กระบี่สั้น’ ในมุ้งเล่า!
รุ่งสางแจ้งวันใหม่ เมิ่งฝานเร่งรุดขึ้นไปยังชั้นสองของหอศาสตราอีกวาระหนึ่ง
ท่านผู้เฒ่าหลินปรายตามองเมิ่งฝานพลางเอ่ยว่า “ลูกศิษย์เอ๋ย แม้อัจฉริยภาพวิถีกระบี่ของเจ้าจะเรียกได้ว่าเหนือชั้นปานอสูรกาย ทว่าการจะเคี่ยวกรำแม่หนูน้อยผู้นี้ให้เชี่ยวชาญเพลงกระบี่สังหารอสูรภายในสามวันนั้น นับว่าเป็นเรื่องที่ยากเข็ญแสนสาหัส ท้ายที่สุดแล้ว มิใช่ทุกคนในใต้หล้าจะมีพรสวรรค์อันวิปริตเช่นเจ้าได้”
คิ้วของเมิ่งฝานขมวดมุ่นเข้าหากัน เขาสัมผัสได้ถึงปัญหานี้เช่นกัน
ก่อนหน้านี้เขามองเรื่องนี้ตื้นเกินไป หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เขามองโลกในแง่ดีเกินไปว่าผู้อื่นจะฉลาดเฉลียวดั่งใจคิด
มิคาดฝันเลยว่า ศิษย์พี่หญิงหลิวผู้นี้จะ ‘โง่เขลา’ ได้ถึงเพียงนี้! แม้แต่เพลงกระบี่สังหารอสูรที่พื้นฐานดูลื่นไหลเพียงนี้ นางกลับเรียนรู้ได้ล่าช้าเหลือคณา ทั้งที่เขายอมลดตัวลงไปสอนสั่งให้ทีละขั้นตอนถึงเพียงนั้นแล้ว
ท่านผู้เฒ่าหลินเห็นเมิ่งฝานทำสีหน้าเคร่งเครียด จึงเอ่ยต่อว่า “ที่จริงแล้ว หากเจ้าปรารถนาจะให้เด็กหลิวผู้นั้นฝึกปรือเพลงกระบี่สังหารอสูรให้สำเร็จภายในสามวัน ปัญหาหาได้อยู่ที่นางไม่… ทว่าอยู่ที่ตัวเจ้าต่างหาก!”
เมิ่งฝานนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความฉงนว่า “ศิษย์โง่เขลา… มิอาจเข้าใจความหมายลึกซึ้งในคำพูดของท่านอาจารย์ได้ขอรับ”
ท่านผู้เฒ่าหลินกล่าวสืบไปว่า “ที่เด็กหลิวฝึกมิสำเร็จ ประการแรกย่อมเป็นเพราะพรสวรรค์ของนางมิเพียงพอ ทว่าประการที่สองคือวิธีที่เจ้าใช้สอนสั่งนั้นมีปัญหา นั่นเพราะความเข้าใจที่เจ้ามีต่อเพลงกระบี่สังหารอสูรยังมิได้ลึกซึ้งถึงแก่น... ยังมิอาจเรียกได้ว่าถึงขีดสุด!”
เมิ่งฝานรู้สึกว่าคำกล่าวของท่านผู้เฒ่าหลินดูจะลำเอียงไปบ้าง เพราะเพลงกระบี่สังหารอสูรนี้ เขาใช้เวลาพินิจเพียงชั่วหนึ่งชั่วยามก็บรรลุแจ้งจนสิ้น
เขามั่นใจในตนเองยิ่งนักว่า สิ่งที่เขาเรียนรู้มามิมีผิดเพี้ยน และสิ่งที่พร่ำสอนนางไปก็มิมีสิ่งใดตกหล่นแม้แต่น้อย!
“ไฉนจึงทำหน้าตาเยี่ยงผู้ที่มิยินยอมพร้อมใจเช่นนั้นเล่า?” ท่านผู้เฒ่าหลินเอ่ยถามพลางระบายยิ้ม