วิถีกระบี่บรรลุเทพ ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 38 ภายในสามวัน ต้องแจ้งกระจ่างในเพลงกระบี่อสนีบาต
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 38 ภายในสามวัน ต้องแจ้งกระจ่างในเพลงกระบี่อสนีบาต
บทที่ 38 ภายในสามวัน ต้องแจ้งกระจ่างในเพลงกระบี่อสนีบาต
“ท่านผู้เฒ่าหลินมีพระคุณต่อข้านัก ความปรารถนาของท่านก็เปรียบเสมือนความปรารถนาของข้า หากเรื่องหยุมหยิมเหล่านี้มารบกวนการฝึกปรือของเจ้า ข้าเองนี่แหละที่จะรู้สึกผิดจนมิอาจสงบใจได้” ศิษย์พี่หลัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เมิ่งฝานขมวดคิ้วมุ่นพลางแย้งขึ้น “ทว่า…”
“หามีคำว่าทว่าไม่! หน้าที่ของเจ้าในยามนี้มิใช่การปรนนิบัติหอศาสตรา แต่คือการมุมานะฝึกตน!” ศิษย์พี่หลัวตัดบทเมิ่งฝานโดยพลัน พร้อมกับสีหน้าที่แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นหลายส่วน
เมื่อเรื่องราวมาถึงขั้นนี้ หากเมิ่งฝานยังดึงดันปฏิเสธ ก็ดูจะกลายเป็นคนมิจดจำความหวังดีของผู้อื่นเสียแล้ว
เขาจึงเอ่ยตอบด้วยท่าทีจำยอม “ตกลงขอรับศิษย์พี่หลัว ข้าจะทำตามที่ท่านว่า… ทว่าเรื่องการเช็ดทำความสะอาดกระบี่ยาวนั้น ขอให้ยังคงเป็นหน้าที่ของข้าเถิดขอรับ! การได้สัมผัสศาสตราเหล่านี้ช่วยให้ข้าหยั่งรู้ถึงวิถีกระบี่ได้ลึกซึ้งยิ่งนัก ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ต่อการฝึกปรือของข้าอย่างมหาศาล!”
ศิษย์พี่หลัวลังเลอยู่ชั่วครู่ ทว่าเมื่อได้ยินว่ามันส่งผลดีต่อการฝึกตน ในที่สุดเขาก็พยักหน้ายินยอม
แม้ในสายตาของเขาจะยากจะทำใจเชื่อว่าการเช็ดกระบี่จะช่วยส่งเสริมการฝึกวิชาได้อย่างไร ทว่าเขาก็สังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่เมิ่งฝานเช็ดกระบี่ มักจะมีบรรยากาศบางอย่างที่พิสดารเกิดขึ้นรอบกายเด็กหนุ่มผู้นี้เสมอ
เมื่อตกลงกันได้ เมิ่งฝานก็มิรอช้า รีบเร่งรุดไปจัดการเช็ดกระบี่ยาวทันที
นับตั้งแต่ยามโฉ่วที่เขาไปพบท่านผู้เฒ่าหลิน จนกลับมาหมกมุ่นศึกษาคัมภีร์ใหม่ในห้องพัก วันนี้เขายังมิได้แตะต้องงานเช็ดกระบี่เลยแม้แต่น้อย
การเช็ดกระบี่สี่สิบเล่มต่อวัน คือกิจวัตรที่เขากำหนดให้ตนเองอย่างเคร่งครัด
นั่นเพราะไอพลัง ‘รากฐานกระบี่’ จากกระบี่ทั้งสี่สิบเล่มนั้น ช่างพอเหมาะพอดีกับปริมาณที่เขาต้องใช้ในการบ่มเพาะพลังในแต่ละวัน
กระบี่ทั้งสี่สิบเล่มที่เขาเช็ดในครานี้ ล้วนเป็นกระบี่ธรรมดาสามัญ มิได้แฝงด้วยเจตนาฆ่าหรือไอสังหารใด ๆ เมิ่งฝานจึงสามารถจัดการพวกมันได้อย่างรวดเร็ว
ครั้นรัตติกาลมาเยือน เขาก็กลับเข้าห้องเพื่อเริ่มการบ่มเพาะพลัง
ทว่าสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจคือ เขาพบว่าด้วยอานุภาพหนุนเสริมจากรากฐานกระบี่ในกาย เขาสามารถโคจร ‘เคล็ดวิชาลมหวนลี้ลับ’ และ ‘คัมภีร์ปราณบริสุทธิ์แปรสภาพอสนี’ ไปพร้อมกันได้ในเวลาเดียวกัน!
การฝึกปรือคัมภีร์สองเล่มพร้อมกันนั้น มิใช่เพียงเรื่องของการแยกโสตประสาทเพื่อคุมจิตเป็นสองส่วน ทว่ามันคือการใช้สังขารเพียงหนึ่งเดียวเพื่อรับคุณประโยชน์ถึงสองทางในคราวเดียว!
ช่างลี้ลับและพิสดารเหนือคำบรรยายยิ่งนัก!
ทว่าเมิ่งฝานนั้นเริ่มคุ้นชินกับความพิสดารที่เกิดขึ้นกับร่างกายตนเองเสียแล้ว มิว่าจะอย่างไรนี่ก็นับว่าเป็นเรื่องดีประเสริฐยิ่ง
การบ่มเพาะคัมภีร์วิชาสองสายไปพร้อมกัน ผสานกับฤทธิ์โอสถรวมปราณหนึ่งเม็ด วารีรวมวิญญาณอีกหนึ่งหยด และอาศัยพลังจากรากฐานกระบี่เข้าหนุนเสริม… ความเร็วในการรุดหน้าของเมิ่งฝานยามนี้ หากจะเปรียบว่ารวดเร็วปานกัมปนาทเลื่อนลั่นก็มิใช่คำกล่าวที่เกินจริงแต่อย่างใด
รุ่งเช้าวันต่อมา ณ ยามโฉ่ว เมิ่งฝานเร่งรุดไปยังชั้นสองของหอศาสตราอีกครา
ท่านผู้เฒ่าหลินเริ่มชี้แนะข้อสงสัยในการฝึกปรือให้แก่เขา ส่วนใหญ่เป็นคำถามเกี่ยวกับ ‘ร่างแท้จ้าวพิภพ’ และวิชาท่าร่าง ‘วายุโชยปุยนุ่น’ รวมถึงข้อติดขัดเล็กน้อยใน ‘คัมภีร์ปราณบริสุทธิ์แปรสภาพอสนี’
ทว่าในส่วนของเพลงกระบี่อสนีบาตนั้น เมิ่งฝานกลับมิได้เอ่ยปากขอคำชี้แนะจากท่านผู้เฒ่าหลินเพิ่มเติมเลยแม้แต่น้อย
นั่นเพราะหลังจากที่เขาเริ่มขัดเกลาปราณจากคัมภีร์ปราณบริสุทธิ์แปรสภาพอสนี เมิ่งฝานก็สามารถสำแดงกระบวนท่าที่สาม ‘ฟ้าระเบิดนฤนาท’ ได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!
เขาเชื่อมั่นว่าอีกมินาน ด้วยพรสวรรค์ ‘วิถีกระบี่บรรลุเทพ’ เขาจะสามารถบรรลุถึงขั้นแก่นคมกระบี่ลึกของเพลงกระบี่อสนีบาตได้อย่างแน่นอน
หนึ่งชั่วยามผ่านไป เมิ่งฝานจึงลาจากชั้นสองของหอศาสตรา กลับเข้าสู่ห้องพักเพื่อมุ่งมั่นฝึกปรือสืบไป
ทว่าในยามบ่าย ขณะที่เมิ่งฝานกำลังจดจ่ออยู่กับการบ่มเพาะพลัง กลับมีผู้หนึ่งมาขัดจังหวะเข้าเสียก่อน
ศิษย์พี่หญิงหลิวเยียนผิงนั่นเอง นางเดินทางมายังหอศาสตราเพื่อตามหาเมิ่งฝานโดยเฉพาะ
หลายวันที่ผ่านมาเมิ่งฝานมิได้ไปปรากฏกายที่โถงฝึกกระบี่เลยแม้แต่น้อย นั่นเพราะกระบวนท่ากระบี่ที่เหล่าศิษย์ในโถงแห่งนั้นฝึกปรือกันอยู่ มิมีสิ่งใดที่สามารถดึงดูดใจเขาได้อีกต่อไป หรือหากจะกล่าวให้ตรงเป้าก็คือ เมิ่งฝานได้ลอบจดจำและเรียนรู้ไปจนสิ้นซากหมดแล้ว!
การที่เมิ่งฝานเก็บตัวอยู่แต่ในหอศาสตรามิยอมย่างกรายออกไปที่ใด ทำให้หลิวเยียนผิงมิได้พบหน้าเขาเสียนาน
แน่นอนว่าที่นางมาตามหาเขาถึงที่นี่ มิใช่เพราะความคิดถึงในเชิงชู้สาว ทว่านางมีธุระสำคัญจริง ๆ!
แม้เมิ่งฝานจะมีรูปโฉมหล่อเหลาปานเทพบุตร ทว่าในใจของหลิวเยียนผิงนั้นมีผู้ที่ครองครองอยู่ก่อนแล้ว นางแอบพึงใจศิษย์พี่เนี่ยอยู่เงียบ ๆ มาโดยตลอด
ในสายตาของนาง เมิ่งฝานเป็นเพียงสหายสนิท เป็นทั้งกัลยาณมิตรและอาจารย์ผู้ชี้แนะวิชาให้แก่นางเท่านั้น
ทว่าความสัมพันธ์อันบริสุทธิ์ใจนี้ มีเพียงเมิ่งฝานและหลิวเยียนผิงเท่านั้นที่รู้แจ้ง เห็นจะมีก็แต่ศิษย์พี่หลัวเพียงผู้เดียวที่มิอาจมองทะลุปรุโปร่ง
ศิษย์พี่หลัวปักใจเชื่อมาตลอดว่าความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่นั้นลึกซึ้งไม่ธรรมดา ยิ่งไปกว่านั้นเมิ่งฝานยังเคยแสร้ง ‘ยอมรับโดยปริยาย’ ต่อหน้าเขาอีกด้วย!
ดังนั้นเมื่อเห็นหลิวเยียนผิงมาเยือน ศิษย์พี่หลัวจึงมิลำบากใจแม้แต่น้อย รีบกุลีกุจอมาแจ้งข่าวแก่เมิ่งฝานทันที
เขารู้สึกภาคภูมิใจในตนเองยิ่งนัก ประหนึ่งว่าเขานี่แหละคือเทพเย่ว์เหล่าผู้ผูกด้ายแดงแห่งบุพเพสันนิวาสให้แก่คนทั้งสอง!
“ศิษย์พี่หลิว เหตุใดท่านจึงมาถึงที่นี่ได้ขอรับ?” ณ โถงชั้นหนึ่งของหอศาสตรา เมิ่งฝานเอ่ยถามหลิวเยียนผิงด้วยความประหลาดใจ
โบราณว่าไว้ หากมิมีธุระย่อมมิมาเยือนถึงบันไดบ้าน!
เมิ่งฝานหาได้เป็นเช่นศิษย์พี่หลัวที่ทึกทักเอาเองว่าหลิวเยียนผิงมีใจปฏิพัทธ์ต่อตน ดังนั้นการที่นางจงใจมาหาเขาถึงหอศาสตราเช่นนี้ ย่อมต้องมีเรื่องราวสำคัญเป็นแน่
“ศิษย์น้องเมิ่งฝาน ข้ามีเรื่องอยากให้เจ้าช่วยชี้แนะสักครา” หลิวเยียนผิงกล่าวพลางปรายตามองไปทางศิษย์พี่หลัว
ศิษย์พี่หลัวยิ้มอย่างรู้ความ แม้จะมีความอยากรู้อยากเห็นระคนอยู่บ้าง ทว่าเขาก็ยอมถอยฉากออกไปแต่โดยดี มุ่งหน้ากลับเข้าห้องพักของตนเพื่อให้คนทั้งสองได้สนทนากันตามลำพัง
“มีเรื่องอันใดหรือขอรับ?” เมื่อลับร่างศิษย์พี่หลัวแล้ว เมิ่งฝานจึงเอ่ยถามเข้าประเด็นทันที
“ที่มาหาเจ้า ก็เพื่อขอให้ช่วยชี้แนะวิชากระบี่นั่นแหละ!” หลิวเยียนผิงเอ่ยตอบ
อันที่จริง คำตอบของนางมิได้เหนือความคาดหมายของเมิ่งฝานแม้แต่น้อย เพราะสำหรับดรุณีน้อยผู้นี้ นอกจากเรื่องวิถีกระบี่แล้ว ก็เห็นจะมีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวที่เขาจะเกื้อหนุนนางได้
“ทว่าเพลงกระบี่วารีคลั่งของท่านนั้น ได้ฝึกปรือจนถึงขั้นอุกฤษฏ์และบรรลุแจ้งในเจตจำนงกระบี่ไปแล้ว ในระยะเวลาอันสั้นนี้เห็นทีจะรุดหน้าไปกว่าเดิมได้ยากยิ่งนักขอรับ” เมิ่งฝานกล่าวพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
เพลงกระบี่วารีคลั่งของหลิวเยียนผิงนั้นมาถึงทางตันของกระบวนท่าแล้ว ต่อให้เขาจะเพียรชี้แนะเพียงใด นางก็คงมิอาจก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมไปได้อีกในยามนี้
“มิใช่เพลงกระบี่วารีคลั่งหรอก ทว่าคือ ‘เพลงกระบี่สังหารอสูร’ ต่างหากเล่า!” หลิวเยียนผิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงความจนใจ
เพลงกระบี่สังหารอสูรอย่างนั้นรึ?
เมิ่งฝานนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินชื่อวิชานี้ และหากจำมิผิด หลิวเยียนผิงมิเคยฝึกฝนวิชาดังกล่าวมาก่อน คราที่เขาชี้แนะนางคราก่อน นางได้บอกเล่าวิชาทั้งหมดที่ตนฝึกปรือมาให้เขาทราบจนสิ้น ทว่ากลับมิมีชื่อเพลงกระบี่สังหารอสูรนี้แม้แต่น้อย
“เพลงกระบี่บทนี้ ท่านมิเคยเอ่ยถึงมาก่อนเลยนะขอรับ” เมิ่งฝานกล่าวทัก
“ย่อมเป็นเช่นนั้น เพราะข้ามิเคยเฉียดกรายเข้าใกล้เพลงกระบี่บทนี้มาก่อนเลยน่ะสิ จึงต้องบากหน้ามาหาเจ้าถึงที่นี่” หลิวเยียนผิงระบายยิ้มขมขื่นพลางเอ่ยสืบไปว่า “ข้ามีความจำเป็นเร่งด่วน จักต้องฝึกปรือเพลงกระบี่สังหารอสูรนี้ให้สำเร็จเสร็จสิ้นภายในสามวันให้จงได้!”
ฝึกปรือเพลงกระบี่ให้สำเร็จภายในสามวันงั้นรึ?
เมิ่งฝานลอบมองหลิวเยียนผิงด้วยความประหลาดใจยิ่งนัก
หากเป็นตัวเขาที่ปรารถนาจะบรรลุวิชากระบี่สักแขนง ระยะเวลาสามวันนับว่าเหลือเฟือจนมิต้องกังวลสิ่งใด ดังเช่น เพลงกระบี่อสนีบาต ที่มีระดับความยากล้ำหน้าเกินขั้นบ่มเพาะไปไกล เขายังใช้เวลาเพียงวันเดียวก็สามารถสำแดงอานุภาพได้สำเร็จ!
“เพลงกระบี่สังหารอสูรนี้มีความเป็นมาอย่างไร? และเหตุใดท่านถึงต้องเร่งรัดให้สำเร็จภายในสามวันถึงเพียงนี้ขอรับ?” เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยความสงสัย ใจหนึ่งก็มิเข้าใจว่าเหตุใดนางจึงต้องดูรีบร้อนปานนั้น
หลิวเยียนผิงกล่าวด้วยท่าทีจนปัญญาว่า “อีกสามวันข้างหน้าคือกำหนดการที่เหล่าศิษย์ฝ่ายในจะออกไปฝึกฝนหาประสบการณ์ภายนอกสำนัก ศิษย์ผู้ใดที่มีอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์และมีใจปรารถนาจะออกไปเผชิญโลกกว้าง ล้วนสามารถลงชื่อสมัครได้ทั้งสิ้น!”
“แล้วอย่างไรต่อขอรับ?” เมิ่งฝานพยักหน้ารับพลางซักถามต่อ
“ก็ข้าปีนี้อายุครบสิบแปดปีพอดีน่ะสิ ข้าตั้งใจเต็มเปี่ยมที่จะออกไปฝึกฝนภายนอกให้เห็นกับตาตนเองสักครา ทว่าผลปรากฏว่าวันนี้ข้าเพิ่งล่วงรู้ความลับบางอย่างเข้า… หากศิษย์ผู้ใดคิดจะก้าวพ้นประตูสำนักไปฝึกฝน จำเป็นต้องสำเร็จวิชา ‘เพลงกระบี่สังหารอสูร’ เสียก่อน!
นั่นเป็นเพราะคนในตระกูลของข้าห่วงกังวลว่าโลกภายนอกนั้นอันตรายเกินไป จึงจงใจปิดบังข้อมูลนี้จากข้า เพียงเพื่อหวังจักมิให้ข้าออกไปเผชิญเคราะห์กรรมภายนอกได้ วันนี้ข้าหลงดีใจรีบไปลงชื่อสมัครเข้า จึงเพิ่งได้ล่วงรู้ความจริงข้อนี้เข้า… เล่นเอาข้าโกรธจนแทบกระอักเลือดอยู่แล้วเจ้าค่ะ!!!”
เมื่อได้สดับคำบอกเล่าของหลิวเยียนผิง เมิ่งฝานก็รู้สึกประหนึ่งจักหัวร่อก็มิได้ จักร้องไห้ก็มิออก
ที่แท้เรื่องราวทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้เองรึ?
เมิ่งฝานจึงเอ่ยขึ้นตามความรู้สึกนึกคิดว่า “หากการออกไปข้างนอกมันลำบากถึงเพียงนั้น มิสู้พำนักอยู่ในสำนักกระบี่ซู่ซันอย่างสงบสุขมิดีกว่าหรือขอรับ?”
ตัวเขานั้นมิมีความคิดที่จักออกไปตระเวนโลกภายนอกเลยแม้แต่น้อย การได้พำนักอยู่ในซู่ซันอย่างร่มเย็น ฝึกปรือวิชาไปเรื่อย ๆ แล้วค่อย ๆ สั่งสมความแข็งแกร่งอย่างเงียบเชียบเช่นนี้ ช่างเป็นวิถีที่ประเสริฐเลิศล้ำยิ่งกว่าสิ่งใด!