วิถีกระบี่บรรลุเทพ ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 37 ปราณแท้อสนีบาตกับปราณแท้วายุคลั่ง
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 37 ปราณแท้อสนีบาตกับปราณแท้วายุคลั่ง
บทที่ 37 ปราณแท้อสนีบาตกับปราณแท้วายุคลั่ง
“เพลงกระบี่ ‘อสนีบาตนฤนาท’ นั้น จำเป็นต้องโคจรพลังร่วมกับ ‘คัมภีร์ปราณบริสุทธิ์แปรสภาพอสนี’ จึงจะสามารถสำแดงอานุภาพที่แท้จริงออกมาได้สืบไป”
“เดิมทีข้ามิตั้งใจจะมอบคัมภีร์เล่มนี้ให้เจ้าเร็วถึงเพียงนี้ ทว่าการแสดงออกของเจ้านั้นเหนือล้ำเกินกว่าที่คาดไว้มากนัก เห็นทีบททดสอบใด ๆ ก็มิจำเป็นสำหรับเจ้าอีกต่อไป!”
ท่านผู้เฒ่าหลินเอ่ยกับเมิ่งฝานด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ในถ้อยคำเหล่านั้น มิอาจปกปิดความพึงพอใจล้ำลึกที่มีต่อเมิ่งฝานได้เลยแม้แต่น้อย!
การได้ครอบครองศิษย์ที่มีพรสวรรค์ข้ามขีดจำกัดเช่นนี้ ย่อมเป็นวาสนาอันสูงสุดที่อาจารย์ทุกคนต่างถวิลหา
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่เมตตาขอรับ!” เมิ่งฝานกล่าวตอบด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งในพระคุณ
จุดอ่อนที่ใหญ่หลวงที่สุดของเขาในยามนี้ คือการขาดแคลนคัมภีร์บ่มเพาะปราณแท้ระดับสูง
การที่ท่านผู้เฒ่าหลินมอบวิชานี้ให้ จึงเปรียบเสมือนการส่งถ่านกลางหิมะ เป็นการหยิบยื่นสิ่งที่เมิ่งฝานต้องการที่สุดได้ตรงจุดอย่างแม่นยำยิ่งนัก!
“นับแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้ามิเพียงต้องฝึกปรือเพลงกระบี่เท่านั้น ทว่ายังต้องเร่งยกระดับตบะของตนเองให้รุดหน้าด้วย ต่อให้พรสวรรค์และปฏิภาณในวิถีกระบี่ของเจ้าจะแกร่งกล้าปานใด ทว่ารากปราณของเจ้านั้นยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ หากหวังจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด เจ้าต้องทุ่มเทเสียสละมากกว่าผู้อื่นหลายเท่าตัวนัก!”
พลันนั้น ในมือของท่านผู้เฒ่าหลินก็ปรากฏขวดหยกใบหนึ่งลอยละล่องส่งมาให้เมิ่งฝาน
“ภายในขวดนี้คือ ‘วารีรวมวิญญาณ’ มีสรรพคุณเหนือล้ำกว่ายารวมปราณทั่วไปมหาศาลนัก นี่คือโอสถทิพย์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการบ่มเพาะในขอบเขตรวบรวมลมปราณ ต่อให้เจ้าไปที่ตำหนักโอสถ ก็มิอาจหาซื้อมาครองได้โดยง่าย!”
เมิ่งฝานรับขวดวารีรวมวิญญาณมาด้วยความปิติยินดีเป็นล้นพ้น
การได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านผู้เฒ่าหลินในครานี้ ประหนึ่งเขาได้ก้าวขึ้นสู่สวรรค์ในพริบตา ทรัพยากรล้ำค่าที่เคยเป็นกังวลว่าจะเสาะหาจากที่ใด บัดนี้ท่านผู้เฒ่ากลับประทานให้เปล่าทั้งหมด!
เมิ่งฝานตั้งมั่นในจิตเจตนาอย่างแน่วแน่ ว่าจะต้องช่วยท่านผู้เฒ่าหลินกำราบเย่ฉินซินลงให้จงได้
หาไม่แล้ว หลังจากรับความเมตตาและทรัพยากรล้ำค่าจากท่านมามากมายเพียงนี้ หากสุดท้ายต้องปราชัยในศึกนั้น เขาคงมิมีหน้าไปพบปะผู้ใดในใต้หล้าได้อีกเลย!
ทว่าเมิ่งฝานหาได้หวั่นเกรงไม่ เขามีความเชื่อมั่นในตนเองอย่างเปี่ยมล้น ด้วยระยะเวลาสองปีที่เหลืออยู่ เขาเชื่อสุดใจว่าตนเองจะต้องขัดเกลาฝีมือจนเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้อย่างแน่นอน
การที่ท่านผู้เฒ่าหลินประทานทรัพยากรล้ำค่าให้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำเอาเมิ่งฝานจมดิ่งอยู่ในห้วงแห่งความปิติยินดีจนยากจะถอนตัว
ทว่าดูเหมือนความเมตตาของท่านผู้เฒ่าหลินจะยังมิสิ้นสุดเพียงเท่านี้!
พลันในมือของท่านปรากฏคัมภีร์ลับอีกสองเล่ม ก่อนจะส่งมอบให้แก่เมิ่งฝาน
“นอกจากการบ่มเพาะปราณและฝึกปรือเพลงกระบี่แล้ว อันที่จริงเจ้ายังขาดคัมภีร์วิชาสายฝึกกายาอยู่อีกด้วย”
“พวกเราเหล่านักรบผู้ฝึกตน ความแข็งแกร่งของร่างกายนั้นถือเป็นรากฐานที่สำคัญยิ่ง คัมภีร์ฝึกกายาจึงเป็นสิ่งที่จะละเลยเสียมิได้!”
“คัมภีร์ลับสองเล่มนี้ เล่มหนึ่งคือ ‘ร่างแท้จ้าวพิภพ’ สำหรับขัดเกลาสังขารให้แกร่งกล้า ส่วนอีกเล่มคือวิชาท่าร่าง ‘วายุโชยปุยนุ่น’ สำหรับใช้เคลื่อนไหวหลบหลีก ทั้งสองวิชานี้ล้วนจำเป็นต่อการต่อกรกับยอดฝีมือยิ่งนัก”
“เจ้าจงกลับไปศึกษาทำความเข้าใจคัมภีร์ทั้งสามเล่มนี้ด้วยตนเองก่อน หากมีสิ่งใดติดขัดมิกระจ่างแจ้ง พรุ่งนี้ยามเหมาค่อยมาซักถามข้าใหม่อีกครา”
“อ้อ… เกือบลืมไป วารีรวมวิญญาณนี้ ในหนึ่งวันเจ้าจงหยดใช้เพียงหยดเดียวก็เพียงพอแล้ว ทว่าหากเจ้าสัมผัสได้ว่าปราณในกายยังฝักใฝ่ใคร่เรียกหาเพิ่มอีก ก็สามารถเพิ่มได้อีกเพียงหยดเดียวเท่านั้น ในหนึ่งวันหนึ่งคืนห้ามใช้เกินสองหยดโดยเด็ดขาด!”
…
เมิ่งฝานกล่าวลาท่านผู้เฒ่าหลินด้วยความเคารพ ก่อนจะเยื้องกรายกลับลงมายังชั้นหนึ่งของหอศาสตรา
กล่าวตามสัตย์ เมื่อกลับมาถึงห้องหับของตน เมิ่งฝานยังคงรู้สึกราวกับว่าเรื่องราวที่เพิ่งพานพบนั้นมิใช่ความสัตย์จริง ทว่าเป็นเพียงความฝันอันแสนหวานตื่นหนึ่ง
วาสนาล้ำเลิศที่ร่วงหล่นลงมาจากสรวงสวรรค์ ก็คงมิมีสิ่งใดเปรียบเปรยได้ดีไปกว่าสิ่งที่เขาได้รับในวันนี้อีกแล้ว
ยิ่งเป็นเช่นนั้น เมิ่งฝานก็ยิ่งเพียรย้ำเตือนตนเองว่า จักต้องจดจำพระคุณของท่านผู้เฒ่าหลินไว้ให้มั่น และในภายภาคหน้าจักต้องหาคราตอบแทนบุญคุณอันหนักอึ้งนี้ให้จงได้
โดยนิสัยพื้นเพของเมิ่งฝานนั้น เขาเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับสัจจะและความกตัญญูเหนือสิ่งอื่นใด ผู้ใดมีคุณต้องทดแทนมิลืมเลือน
และแน่นอนว่า… ผู้ใดมีแค้นย่อมต้องชำระคืนให้สาสมยิ่งกว่าเป็นทวีคูณ!
“วันนี้เจ้าช่างวาสนาดีนัก ได้รับผลประโยชน์ไปเต็มเปี่ยมเชียวนะ” เสียงของหงชี่ดังก้องกังวานขึ้นในห้วงสำนึกของเมิ่งฝาน
เมิ่งฝานแย้มยิ้มพลางเอ่ยตอบว่า “นั่นสิขอรับ คราวนี้ข้าได้พบกับผู้มีพระคุณเข้าเสียแล้ว ความเมตตาของท่านผู้เฒ่าหลินนั้น ข้าจักขอจารึกไว้ในกมลอาสน์ชั่วกาลนาน”
เพียงชั่วเวลาไม่ถึงครึ่งวัน ตนเองมิเพียงได้รับคัมภีร์บ่มเพาะธาตุอสนีบาตที่สำคัญยิ่งยวด ทว่าคัมภีร์ฝึกกายาที่เขาเฝ้าถวิลหาก็ยังได้มาครอบครองโดยมิเสียเบี้ยหวัดแม้แต่น้อย
ความเปรมปรีดิ์เช่นนี้ช่างทำให้เขารู้สึกสุขใจจนแทบจะล่องลอยสู่ชั้นเมฆา!
แม้ตนเองจะมิได้ถือกำเนิดในตระกูลที่มั่งคั่งสูงส่ง ทว่าการได้พบพานอาจารย์ที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและรุ่งโรจน์เช่นนี้ ก็นับว่ามิพ่ายแพ้การได้เกิดใหม่เป็นครั้งที่สองเลยทีเดียว
เมิ่งฝานเริ่มดำดิ่งลงสู่การศึกษา ‘คัมภีร์ปราณบริสุทธิ์แปรสภาพอสนี’ ‘ร่างแท้จ้าวพิภพ’ และวิชาท่าร่าง ‘วายุโชยปุยนุ่น’ คัมภีร์ทั้งสามเล่มนี้ คือสิ่งที่เมิ่งฝานปรารถนาที่สุดในเพลานี้!
เขาเริ่มต้นด้วยการขัดเกลาปราณจากคัมภีร์แปรสภาพอสนี ในคราแรกเขาตั้งใจจะชำระล้างปราณวายุเดิมที่มีอยู่ให้แปรเปลี่ยนเป็นปราณอสนีบาตทั้งหมด
ทว่าเมื่อเริ่มลงมือบ่มเพาะ ด้วยอานุภาพเกื้อหนุนจาก ‘รากฐานกระบี่’ ภายในร่างกาย เขากลับสามารถกลั่นกรองปราณแท้อสนีบาตสายหนึ่งออกมาได้โดยตรง
ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าคือ ปราณวายุเดิมจากเคล็ดวิชาลมหวนลี้ลับที่สถิตอยู่ก่อนหน้า กลับมิได้มลายหายไปไหนแม้แต่น้อย!
ในยามนี้ ภายในร่างของเมิ่งฝานจึงปรากฏขุมพลังปราณแท้ขึ้นถึงสองสาย
สายหนึ่งคือ ปราณวายุ ที่พริ้วไหว ส่วนอีกสายหนึ่งคือ ปราณอสนี ที่เกรี้ยวกราด ทั้งสองต่างโคจรอยู่ในเส้นทางของตนเองอย่างเป็นอิสระ มิมีการขัดแย้งหรือหักล้างกันแม้แต่นิดเดียว!
เมิ่งฝานขมวดคิ้วมุ่นพลางนิ่งอึ้งด้วยความลังเลใจ
เขาสามารถชักนำปราณแท้อสนีบาตให้เข้ากลืนกินปราณแท้วายุเดิมที่มีอยู่ภายในกายได้โดยง่าย ซึ่งหากกระทำเช่นนั้นย่อมเป็นการเสริมส่งอานุภาพให้แก่ ‘คัมภีร์ปราณบริสุทธิ์แปรสภาพอสนี’ ให้แข็งแกร่งรวดเร็วยิ่งขึ้น
ทว่าหลังจากไตร่ตรองดูอีกครา เมิ่งฝานกลับมิสุ่มสี่ยงทำการบุ่มบ่าม เขาตระหนักว่าเรื่องราวอันละเอียดอ่อนเช่นนี้ หากได้รับคำชี้แนะจากผู้มากประสบการณ์อย่างท่านผู้เฒ่าหลินย่อมจะปลอดภัยและสุขุมกว่า
ด้วยเหตุนี้ เมิ่งฝานจึงเร่งรุดกลับขึ้นไปยังชั้นสองของหอศาสตราอีกวาระหนึ่ง เพื่อบอกเล่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ท่านผู้เฒ่าหลินได้รับทราบ
เมื่อท่านผู้เฒ่าหลินได้ฟังก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเอ่ยด้วยท่าทีลังเลใจว่า “ตัวข้านั้นมี ‘รากปราณอสนี’ ติดตัวมาแต่กำเนิด จึงมุ่งเน้นฝึกปรือเพียงปราณแท้อสนีบาตสายเดียวมาโดยตลอด สถานการณ์พิสดารเช่นของเจ้านี้ แม้แต่ข้าเองก็มิเคยประสบพบเจอด้วยตนเองมาก่อน”
“ทว่าข้าเคยได้ยินมาบ้างว่า ผู้ที่มีรากปราณระดับขยะหรือรากปราณระดับต่ำนั้น สามารถฝึกฝนปราณแท้ต่างธาตุควบคู่กันได้จริง ทว่าคนส่วนใหญ่มักเลือกมุ่งเน้นเพียงสายเดียวเท่านั้น”
“ท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนย่อมประจักษ์แจ้งว่าความโลภโมโทสันมักมิส่งผลดี และผู้ที่มีรากปราณระดับขยะหรือระดับต่ำนั้น โดยพื้นฐานมักมีขีดจำกัดทางพรสวรรค์ พวกเขาจึงรู้จักประมาณตนและมิกล้าฝันหวานเกินตัวจนเกินไปนัก!”
ท่านผู้เฒ่าหลินปรายตามองเมิ่งฝานพลางขมวดคิ้วมุ่น
“ทว่าสำหรับเจ้านั้น แม้จะมีรากปราณระดับขยะ ทว่าในด้านอื่น ๆ เจ้ากลับโดดเด่นล้ำหน้าจนเกินพิกัด ยิ่งใหญ่เสียจนมิอาจใช้มาตรฐานของปุถุชนทั่วไปมาวัดตัวเจ้าได้”
“ดังนั้น เจ้าจะเลือกเดินตามครรลองเดิม มุ่งเน้นฝึกปรือปราณแท้เพียงสายเดียว หรือจะบุกเบิกมรรคาของตนเองโดยการฝึกฝนปราณแท้ทั้งสองสายไปพร้อมกันนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าเอง อาจารย์มิคิดบังคับขู่เข็ญ!”
“จงกลับไปพินิจพิจารณาให้ถ่องแท้เสียก่อนเถิด”
หากเมิ่งฝานเป็นเพียงผู้ที่มีรากปราณระดับขยะธรรมดาสามัญ ท่านผู้เฒ่าหลินคงแนะนำให้เขาทุ่มเทให้กับคัมภีร์ปราณอสนีบาตเพียงอย่างเดียว และสละเคล็ดวิชาลมหวนลี้ลับทิ้งไปเสีย
ทว่าเมิ่งฝานนั้นช่างยอดเยี่ยมเกินไป… ยอดเยี่ยมถึงขั้น ‘เหนือมนุษย์’!
คนเช่นนี้ย่อมมีคุณสมบัติคู่ควรที่จะถากถางเส้นทางสายใหม่ด้วยตนเอง
ดังนั้น เมิ่งฝานจะตัดสินใจเลือกมรรคาใด ท่านจึงมิคิดยื่นมือเข้าแทรกแซงโดยเด็ดขาด!
คราที่สองที่เมิ่งฝานก้าวออกจากชั้นสองของหอศาสตรากลับมายังห้องพัก เขาก็ยังคงจมดิ่งอยู่ท่ามกลางความลังเลสงสัย
ทว่าความลังเลนั้นกลับมิได้ฉุดรั้งเขาไว้เนิ่นนานนัก
เขาตัดสินใจที่จะ ‘ละโมบ’ ดูสักครา!
ปราณแท้อสนีบาตและปราณแท้วายุคลั่ง เขาเลือกที่จะฝึกปรือไปพร้อมกันทั้งสองสาย มิยอมตัดใจสละสิ่งใดทิ้งเสีย
แม้กระทั่งในภายภาคหน้า หากวาสนานำพาให้พบเจอคัมภีร์ธาตุสายอื่น เขาก็ยังคิดที่จะพิจารณาฝึกฝนพวกมันควบคู่กันไปด้วย
โดยมิรู้วันเวลา… การตัดสินใจนี้กลับสอดประสานเข้ากับมหามรรค ‘หยวนสือ’ อย่างน่าอัศจรรย์
วิถีกระบี่หยวนสือนี้ ดำเนินไปบนหนทางแห่งการเปิดรับและหลอมรวมทุกสรรพสิ่งเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว บนเส้นทางแห่งการบ่มเพาะคัมภีร์นี้ เมิ่งฝานจึงเริ่มเข้าใกล้แก่นแท้ของมหามรรคหยวนสือเข้าไปอีกก้าว
นี่คือมรรคาที่เมิ่งฝานเลือกเฟ้นหลังจากใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนแล้ว และเขาจักมิมีวันนึกเสียใจภายหลังเป็นอันขาด!
จากนั้น เมิ่งฝานก็เริ่มหันมาศึกษา ‘ร่างแท้จ้าวพิภพ’ และวิชาท่าร่าง ‘วายุโชยปุยนุ่น’ อย่างจริงจัง
จวบจนอาทิตย์อัสดงหอศาสตราปิดทำการ เมิ่งฝานจึงพอมองเห็นภาพรวมของคัมภีร์ทั้งสองอย่างคร่าว ๆ ทว่าก็นับว่าเพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับเริ่มต้นเท่านั้น
เนื่องจากคัมภีร์ฝึกกายาและวิชาท่าร่างหาใช่เพลงกระบี่ พรสวรรค์ ‘วิถีกระบี่เข้าถึงเทพ’ จึงมิอาจยื่นมือเข้าเกื้อหนุนเมิ่งฝานได้ในส่วนนี้ เป็นเหตุให้เขามิอาจบรรลุแจ้งได้เพียงแค่การกวาดสายตาผ่านคราเดียวดั่งเช่นวิชากระบี่
แม้แต่การเริ่มต้นก้าวแรกก็นับว่ายากเย็นเข็ญใจยิ่งนัก!
เมื่อประตูหอศาสตราปิดลง เมิ่งฝานจึงเดินออกจากห้องพักพลางเอ่ยกับศิษย์พี่หลัวด้วยท่าทีขวยเขินว่า “ศิษย์พี่หลัวขอรับ วันนี้ผู้น้อยมัวแต่หมกมุ่นกับการฝึกปรือจนเกินงาม มิได้เอาใจใส่ดูแลภารกิจในหอศาสตรา กระทั่งประตูใหญ่ก็ยังลืมปิดเสียสนิท”
ตามปกติแล้ว หน้าที่ปิดประตูหอศาสตราควรเป็นของเมิ่งฝาน ทว่าวันนี้เขากลับหลงลืมจนศิษย์พี่หลัวต้องลงมือจัดการด้วยตนเอง
ศิษย์พี่หลัวส่ายศีรษะพลางเอ่ยว่า “นับแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้ามิจำเป็นต้องพะวงเรื่องการจัดการในหอศาสตราอีกแล้ว จงทุ่มเทสมาธิไปกับการฝึกฝนเถิด”
“ทำเช่นนั้นได้อย่างไรกันขอรับ!” เมิ่งฝานเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วนใจ
ศิษย์พี่หลัวตบไหล่เมิ่งฝานเบา ๆ พลางยิ้มละไม “มิเห็นต้องขวยเขินไปเลย ภารกิจสำคัญที่สุดของเจ้าในยามนี้คือการเร่งฝึกปรือ เพื่อเอาชนะเย่ฉินซินผู้นั้นให้ได้ในอีกสองปีข้างหน้า นี่คือความปรารถนาอันสูงสุดที่ท่านผู้เฒ่าหลินเฝ้าทะนุถนอมมานานหลายปีเชียวนะ!”