มหาศึกสามภพ World of Cultivation (Rerun) - บทที่ 914 ความทระนง
บทที่ 914 ความทระนง
ท้องถนนเต็มไปด้วยกระแสผู้คนหลั่งไหล แต่ละคนท่าทางรีรอลังเล
บางครั้งยังหันกลับไปมองด้านหลัง คล้ายห่วงพะวงต่อสิ่งใด
“ท่านทั้งหลาย โปรดเร่งฝีเท้าด้วย!” ซิวเจ่อผู้หนึ่งลอยตัวอยู่กลาง
อากาศ สุ้มเสียงที่ผ่านยันต์ขยายเสียงดังก้องไปทั่วทุกมุมถนน “โปรดจดจำ
หมายเลขเรือของท่านให้มั่น โปรดระวังทรัพย์สินของท่าน บิดามารดา
โปรดดูแลบุตรของท่านให้ดี”
“ทุกท่านไม่ต้องวิตก เราจะชดเชยความสูญเสียทั้งหมดให้แก่ท่าน!”
เห็นซิวเจ่อจำนวนมากเหินร่างอยู่กลางอากาศ ภายใต้การ
ควบคุมดูแลของพวกมัน ขบวนอพยพเคลื่อนที่ไปอย่างเป็นระเบียบ
เรียบร้อยแทบไม่มีการขาดช่วง
“ท่านแม่ เราจะกลับมาอีกใช่หรือไม่?” เด็กน้อยผู้หนึ่งช้อนตามองดูผู้
เป็นมารดา สายตาทอแวววิงวอน
มารดาผู้นั้นตบศีรษะเด็กน้อยเป็นเชิงปลอบประโลม กล่าวอย่าง
อ่อนโยน “เราจะกลับมาแน่นอน”
“เป็นความจริง?” เด็กชายตัวน้อยสีหน้าเปี่ยมด้วยความหวัง “ดีจริง!
อวิ๋นอวิ๋นบอกว่านางก็จะกลับมาเช่นกัน ทีนี้พวกเราจะได้เล่นด้วยกันอีก
ท่านแม่ เมื่อใดเราจะได้กลับมา?”
“เราจะกลับมาเมื่อฝ่ายเราชนะสงคราม” ผู้เป็นมารดากล่าวอย่าง
อดทน
“เช่นนั้นเราต้องชนะโดยเร็ว!” เด็กชายตัวน้อยโพล่งเสียงดัง หัน
กลับไปมองบ้านที่เพิ่งจากมาอย่างอาลัยอาวรณ์
การอพยพในลักษณะนี้เกิดขึ้นทั่วทุกแห่ง ในทุกอาณาจักรของม่
ออวิ๋นไห่
แผนการของพวกกงซุนชาได้รับการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ม่ออวิ๋นไห่
ทั้งหมดเริ่มเคลื่อนไหวอย่างพรักพร้อม ราวกับเครื่องกลไกขนาดยักษ์ เปิด
การทำงานอย่างเป็นระบบ
เรือวิเศษและเรือขนส่งทุกลำที่มีอยู่ในม่ออวิ๋นไห่ถูกเรียกระดมมา
ทั้งหมด ก่อเกิดเป็นกองเรือมืดฟ้ามัวดิน ค่ายกลเคลื่อนย้ายทุกแห่งเปิด
ทำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถโดยแทบไม่มีการหยุดพัก จิงสือถูก
ผลาญไปราวกับเป็นเพียงก้อนหินไร้ค่า
การอพยพผู้คนครั้งใหญ่โตมโหฬารถึงเพียงนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ในประวัติศาสตร์
ทั้งกำลังคนและกำลังทรัพย์ของม่ออวิ๋นไห่ถูกนำมาใช้จนถึงขีดจำกัด
นี่คือศึกตัดสินครั้งสุดท้าย!
มู่ซีได้รับคำสั่งฉบับหนึ่ง เป็นคำสั่งที่ส่งมาจากสภาผู้อาวุโสใหม่ แต่
นางทราบว่านี่เป็นหมิงอ๋องสั่งการถึงนาง
นางหาได้ประหลาดใจไม่ เผ่าอสูรมียอดแม่ทัพที่เด่นล้าที่สุดอยู่สอง
คน หนึ่งคือนาง อีกหนึ่งคือปิงหลันต้าเหริน ปิงหลันต้าเหรินยามนี้ปลด
เกษียณตัวเอง เริ่มก่อตั้งบ้านแม่ทัพบัญชาการศึกเพื่อฟูมฟักเลี้ยงดูยอดแม่
ทัพรุ่นหลัง มู่ซีย่อมเป็นคนเดียวที่ยังเหลืออยู่
ภายใต้การประกาศตัวของขุมอำนาจใหม่ แดนอสูรสงบและมั่นคง
อย่างรวดเร็ว นี่หมายความว่าราชาควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดอย่าง
เบ็ดเสร็จเด็ดขาด สิ่งที่ทำให้มู่ซีประหลาดใจที่สุดคือสถานการณ์วุ่นวายที่
นางคาดว่าจะต้องเกิด กลับไม่มีเค้าลางว่าจะเกิดขึ้นแม้แต่น้อย ทันทีที่ขุม
อำนาจใหม่ถูกสถาปนาขึ้น เผ่าอสูรก็พร้อมใจกันตบเท้าออกจากความ
หม่นหมองของการกวาดล้างใหญ่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระทั่งเผยให้
เห็นสัญญาณของความเจริญรุ่งเรือง
ราชาใหม่องค์นี้… …มีฝีมืออันหมดจดงดงามโดยแท้!
มู่ซีย่อมไม่ใช่ผู้เดียวที่พบเห็นสัญญาณทั้งหมด ผู้อาวุโสอื่น ๆ ก็ย่อม
เห็นซึ้งกระจ่างเช่นกัน ผู้อาวุโสตระกูลสูงศักดิ์เหล่านี้ ไม่ใช่ทุกคนที่จะเอา
แต่ละโมบโลภมากจนหน้ามืดตามัว ซึ่งความจริงพวกมันต่างหากที่เฝ้า
คาดหวังให้เฝ้าอสูรเจริญรุ่งเรืองมากกว่าผู้ใด ยิ่งเจริญรุ่งเรืองยิ่งดี เนื่อง
เพราะหากเผ่าอสูรเจริญรุ่งเรือง ผลประโยชน์ที่พวกมันสามารถกอบโกย
จะยิ่งมากขึ้นเป็นทบทวี
ความรู้สึกต่อต้านที่พวกมันมีต่อราชาลดน้อยลงทันที
ราชาปิศาจผู้นี้พิสูจน์ให้พวกมันเห็นแล้วว่าพระองค์สามารถมอบ
ผลประโยชน์ให้แก่พวกมันมากกว่าผู้ใด
ไม่มีสิ่งใดจะทำให้พวกมันกลายเป็นสัตย์ซื่อเชื่อฟังได้มากกว่านี้อีก
แล้ว
ตระกูลไม้วังทะเลสาบก็เป็นหนึ่งในบรรดาคนเหล่านี้
ประมุขตระกูลผู้ปราดเปรื่องมองเห็นโอกาสทันที มันแสดงท่าทียอม
ศิโรราบและพร้อมสนับสนุนราชาปิศาจโดยไม่ลังเล ทั้งยังทราบดีว่า
ตระกูลไม้วังทะเลสาบของมันมีข้อได้เปรียบเหนือกว่าตระกูลอื่นใด เนื่อง
เพราะพวกมันมีไพ่ตายอันยิ่งใหญ่ ยอดแม่ทัพมู่ซี!
มู่ซีรับทราบจิตเจตนาของตระกูล ซึ่งนางเองก็ไม่ได้รังเกียจ
มู่ซีกลายเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้กุมอำนาจสูงสุดของกองทัพอสูรทั้งมวล
กองทัพอสูรที่ถูกเรียกระดมมาในครั้งนี้นับเป็นจำนวนอันน่าตระหนก
มากกว่าสามสิบหมื่นคน! นี่แทบจะเป็นกำลังพลทั้งหมดในแดนอสูรแล้ว
แรกเริ่มเดิมทีเผ่าอสูรมีจำนวนรี้พลมากกว่านี้มาก แต่ภายใต้การกวาดล้าง
สิบปีของหมิงเยวี่ยเยี่ย ส่งผลให้จำนวนนักรบอสูรลดน้อยลงไปมาก
มู่ซีมิใช่แม่นางน้อยที่ไม่รู้ความดังเช่นในกาลก่อนอีกแล้ว นางในยาม
นี้มีทุนรอน มีคุณสมบัติและมีศักดิ์ศรีบารมีมากพอ เมื่อปิงหลันต้าเหริน
ถอนตัวพ้นห่าง นางก็เป็นผู้เดียวที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นแม่ทัพ
ใหญ่ผู้กุมอำนาจสูงสุด
การเคลื่อนไหวของสภาผู้อาวุโสในยามนี้ดึงดูดความสนใจของผู้คน
ในทางกลับกัน การเคลื่อนพลของกองทัพอสูรกลับไม่ดึงดูดความสนใจ
มากนัก
เมื่อมู่ซีเดินทางไปถึงจุดรวมพล นางต้องประหลาดใจยิ่ง เห็นกองทัพ
ปิศาจมากกว่าห้าสิบหมื่นตั้งทัพรอคอย พรั่งพร้อมด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์
นางพลันตระหนักว่านี่จะเป็นการศึกครั้งสำคัญ
อันม่อให้การต้อนรับมู่ซีอย่างสุภาพ ในแง่ของตำแหน่งและสถานะ
ทั้งสองถือว่าเท่าเทียมกัน
สำหรับผู้คนทั่วไป พวกมันเข้าใจว่าพันธมิตรอสูรปิศาจเป็นไป
ตามปกติเท่านั้น แต่ในหมู่ชนชั้นผู้นำของเผ่าปิศาจล้วนล่วงรู้ความนัยเป็น
อย่างดี ฝีมือขององค์ราชาสร้างความแตกตื่นให้แก่พวกมันทุกคนจนแทบ
ขวัญหนีดีฝ่อ รวมอสูรปิศาจเป็นหนึ่งเดียว! ความสำเร็จเช่นนี้ไม่เคยมีราชา
ปิศาจองค์ใดเคยทำได้มาก่อน
สำหรับพวกอันม่อและเหลียงเวยซึ่งล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของจั่วม่อ
ยิ่งตื่นตะลึงมากกว่าผู้ใด ทั้งยังตื่นเต้นยินดีถึงที่สุด รวมอสูรปิศาจเป็นหนึ่ง
ราชันตัวจริงแห่งม่ออวิ๋นไห่ ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าราชาของพวกมันกำลังจะ
รวมแผ่นดิน!
สายตาของมู่ซีไปหยุดอยู่ที่เหลียงเวย
แม่ทัพอสูร ผู้นำทัพอันดับแรกในสี่กองพันล้าเลิศของเผ่าปิศาจ
กองทัพแตรศึกแห่งราชัน
นางมองดูฝ่ายทัพปิศาจที่พรั่งพร้อมไปด้วยยอดแม่ทัพนามกระเดื่อง
ส่วนฝ่ายนางมีเพียงนางผู้เดียว มู่ซีฝืนยิ้มขื่น หากเผ่าปิศาจเปิดฉากรุกราน
เผ่าอสูรจริง เกรงว่าเผ่าอสูรไม่มีปัญญาต้านรับเอาไว้ได้
หรือว่าการกระทำของหมิงเยวี่ยเยี่ยต้าเหรินในหลายปีมานี้ ผิดพลาด
ไปแล้วจริง ๆ?
ความคิดเหลวไหลผุดขึ้นในใจนางโดยพลัน
มู่ซีรีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
เหลียงเวยรับรู้ถึงสายตาของมู่ซี แต่มันไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
อันม่อพยักหน้าให้สัญญาณแก่เหลียงเวย “เริ่มได้แล้ว” กล่าวได้ว่า
อันม่อนับถือเลื่อมใสเหลียงเวยเป็นอย่างยิ่ง มันไม่ทราบว่าราชารับตัวเหลี
ยงเวยได้อย่างไร เมื่อมีโอกาสสนทนากันในยามว่าง พวกมันต่างบอกเล่า
ประสบการณ์ในอดีตของตนเอง อันม่อพลันพบว่ายากจะเข้าใจได้ ยอดแม่
ทัพอันโดดเด่นเช่นเหลียงเวยกลับไม่มีที่ให้ยืนหยัดในเผ่าพันธุ์ของตนเอง
หรือว่าเผ่าอสูรมียอดแม่ทัพฝีมือเลิศล้ามากมายเกินไป?
ชาวปิศาจมีฝีมือในการบุกโจมตี ถนัดจัดเจนในการสู้รบอันดุเดือด
รุนแรง ในบรรดาสี่ยอดแม่ทัพ ไม่มีผู้ใดเก่งกาจกว่าเหลียงเวย ด้วยเหตุนี้
เองเหลียงเวยรับหน้าที่กำหนดกลยุทธ์ อีกสามแม่ทัพเป็นผู้ช่วยของมัน
เหลียงเวยเข้าใจสัญญาณของอันม่อ ไม่กล่าวเยิ่นเย้อมากความ มุ่ง
เข้าตรงประเด็นทันที “ในครั้งนี้ แผนการของเราคือโจมตีจากที่นี่”
มือของมันชี้ไปยังอาณาจักรหนึ่งในแดนคุนหลุน
“ทุกหน่วยทัพรวมพลเสร็จสิ้น!” เสวียตงสุ้มเสียงเต็มไปด้วยความ
ลิงโลดเร้าใจ บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งหมดมาชุมนุมกันอย่างพรักพร้อม
บนใบหน้าทอแววตื่นเต้นไม่ต่างกัน
นี่มิเพียงเป็นศึกสุดท้ายที่จะตัดสินชะตากรรมของใต้หล้า ยังเป็นศึก
ใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ จำนวนรี้พลคุนหลุนที่
กะเกณฑ์มาในครั้งนี้ มีจำนวนมากถึงสองร้อยสี่สิบหมื่นคน!
เป็นจำนวนคนที่ชวนให้สิ้นหวังนัก!
กระทั่งพวกมันเอง ยามมองดูทะเลมนุษย์ซึ่งไม่มีที่สิ้นสุดนี้ ยังต้อง
สะท้านหวั่นไหวสุดระงับ
นี่คือขุมพลังที่สามารถกวาดทำลายทุกสิ่ง!
ทุกคนกลั้นลมหายใจ รอคอยคำสั่งโจมตีครั้งสุดท้าย
หลินเชียนผุดลุกขึ้น กล่าวด้วยสีหน้าสงบราบเรียบ “เช่นนั้นก็เริ่มบุก
โจมตีได้!”
บุกโจมตี!
คำสั่งถูกถ่ายทอดไปตามลำดับขั้น ส่งผ่านไปทั่วทั้งกองทัพในชั่วอึด
ใจ!
กองทัพสองร้อยสี่สิบหมื่นประดุจห้วงสมุทรอันไพศาล ม้วนกวาดไป
ข้างหน้าอย่างช้า ๆ ไม่มีสิ่งใดขวางอยู่เบื้องหน้าพวกมันได้
รุดหน้าไป! รุดหน้าไป! รุดหน้าต่อไป!
ในนามของคุนหลุน!
อาณาจักรหมิงมู่!
อาณาจักรซิงอวี่!
อาณาจักรเทียนเฉิน!
กองทัพคุนหลุนคล้ายกวาดพิชิตไปโดยไร้ผู้ต้าน พวกมันไม่พบการ
ต่อต้านใด ๆ มีเพียงอาณาจักรว่างเปล่า อาณาจักรแล้วอาณาจักรเล่า
หลังจากอาณาจักรที่ว่างเปล่า ยังคงเป็นอาณาจักรที่ว่างเปล่า!
ทัพใหญ่อันมโหฬารเช่นนี้ มิเพียงทำให้พวกมันกวาดพิชิตไปโดยไร้ผู้
ต้าน ในอีกทางหนึ่งยังหมายความว่าพวกมันสูญเสียความเร็วที่พึงมีไปด้วย
ค่ายกลเคลื่อนย้ายทั้งหมดที่พบเห็นในระหว่างทางล้วนถูกทำลายสิ้น พวก
มันต้องใช้เรือขนส่งเดินทางผ่านแม่น้าอาณาจักร ไม่สามารถเร่งความเร็ว
ขึ้นมากกว่านี้
คุนหลุนหยั่งทราบจิตเจตนาของม่ออวิ๋นไห่ในทันที
“พวกมันต้องการลากถ่วงพวกเราจนแตกดับไปเอง” เฉาซิงสีหน้า
เขียวคล้า “อุบายเผาเมือง! เสริมกำแพงค่ายคู ย้ายผู้คนข้าวของ! ฝีมือนี้
หมดจดยิ่ง!”
คนอื่น ๆ มีสีหน้าขัดตา ตลอดทางพวกมันอย่าว่าแต่จะพบพานการสู้
รบอันใด กระทั่งฝ่ายตรงข้ามสักคนยังไม่มี ราวกับว่าอีกฝ่ายหยิบยื่น
แผ่นดินให้แก่พวกมันอย่างยินดีก็มิปาน แต่ในทุกอาณาจักร ทุกสิ่งถูก
ทำลายสิ้น พวกมันไม่อาจเสาะหาเสบียงบำรุงได้
โดยไม่ทันรู้ตัว ขวัญกำลังใจของทัพหลักตกต่าถึงที่สุด พวกมันเดิมที
เข้าใจว่าเมื่อทำศึกประสบชัยจะช่วยเพิ่มขวัญกำลังใจให้แก่กองทัพ แต่
ศัตรูกลับจงใจถอยหนี ใช้อุบายเผาเมืองตอบโต้พวกมัน ทำให้ผู้คนมี
ความรู้สึกว่าหมัดที่ต่อยออกอย่างสุดกำลัง กลับต่อยใส่กองฝ้ายอันนุ่มนิ่ม
ความอึดอัดขัดข้องที่ได้รับแทบไม่อาจบรรยายออกมาเป็นถ้อยคำ
จิตเจตนาของม่ออวิ่นไห่เห็นได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง นี่เป็นกลยุทธ์ที่ไม่ได้
ปกปิดซ่อนเร้นแม้แต่น้อย
แต่พวกมันพานไม่มีปัญญาแก้ไข หรือยังจะให้พวกมันถอยทัพไป
ด้วย?
“เราต้องเร่งความเร็วขึ้นอีก ไม่อาจให้เวลาพวกมันถอนกำลังและ
อพยพผู้คนได้ตามอำเภอใจ เราต้องให้ความสำคัญกับการคุ้มกันเส้นทาง
ส่งเสบียงบำรุง” เสวียตงมองไปทางหลินเชียน
หลินเชียนสั่นศีรษะ “พวกเราจะละทิ้งเส้นทางส่งเสบียงบำรุง”
“ละทิ้งเส้นทางส่งเสบียงบำรุง?” ทุกคนถูกความคิดของหลินเชียนขู่
ขวัญจนตื่นตระหนก
ฝ่ายตรงข้ามใช้อุบายเผาเมือง หมายความว่าพวกมันไม่อาจจัดหา
เสบียงบำรุงเพิ่มเติม หากพวกมันยังจะละทิ้งเส้นทางส่งเสบียงบำรุงอีก…
“นี่คือศึกสุดท้ายสำหรับคุนหลุน” หลินเชียนกล่าวอย่างเย็นชา “พวก
เราเดิมทีไม่มีขีดความสามารถทำศึกระยะยาวอยู่แล้ว ข้าได้สั่งการให้แนว
หลังจัดส่งเสบียงบำรุงสำหรับสามเดือนโดยเร็วที่สุด สมควรส่งมาถึงภายใน
ไม่กี่วันข้างหน้า หลังจากนั้นเสบียงบำรุงเหล่านี้จะเคลื่อนไปพร้อมกับ
กองทัพ ทุกคนพึงจดจำใส่ใจ ยิ่งเนิ่นช้าออกไปเท่าใดเราจะยิ่งเสียเปรียบ
มากเท่านั้น”
เสวียตงและเหล่าแม่ทัพนายกองเข้าใจทันที พลันดวงตาเป็นประกาย
“ความคิดอันประเสริฐ!”
เมื่อละทิ้งเส้นทางส่งเสบียงบำรุง เท่ากับว่าพวกมันไม่ต้องคอยห่วง
พะวง ว่าศัตรูจะลอบจู่โจมทำลายการขนส่งเสบียงบำรุงของพวกมันอีก
“สามเดือน!” หลินเชียนดวงตาทอประกายคมกล้า สุ้มเสียงเย็นยะ
เยียบ “หากไม่ชนะ เช่นนั้นก็มีแต่ต้องตาย!”
ทุกผู้คนใจสั่นสะท้าน!
ความมุ่งมั่นของเจ้าสำนักเด็ดเดี่ยวยิ่ง
“มีวิธีการใด ที่ช่วยให้เราสามารถเพิ่มความเร็วได้มากกว่านี้?” หลิน
เชียนหันไปถามเฉาซิง
เฉาซิงกัดฟันตอบว่า “หากเป็นกองทัพใหญ่ เกรงว่าไม่มีหนทางใด แต่
หากเป็นกำลังพลไม่เกินสามสิบหมื่น อาจมีทางเป็นไปได้อยู่บ้าง! อย่างไรก็
ตาม หากไม่มีเทพยุทธ์คอยคุ้มกัน กองทัพสามสิบหมื่นที่แยกย่อยออกไป
ล้วนตกอยู่ในความเสี่ยงอันใหญ่หลวง!”
เหล่าแม่ทัพนายกองนิ่งงันไป กองทัพที่ปราศจากการปกป้องคุ้มครอง
ของเทพยุทธ์เรียกได้ว่าเปราะบางอย่างน่าใจหาย
ทัพใหญ่ของพวกมันที่สามารถเปล่งอานุภาพอันน่ากลัวเพียง
เพราะว่ามีหลินเชียน เทพยุทธ์ผู้หนึ่งคอยปกป้องคุ้มกันอยู่ด้วย หาก
ปราศจากเทพยุทธ์ ทัพใหญ่อันน่ากลัวนี้แทบไม่ต่างจากเนื้อชิ้นโตที่ชวนให้
น้าลายสอ
ต่อหน้าเทพยุทธ์ที่สามารถทำลายทั้งอาณาจักร จำนวนคนยังจะมี
คุณค่าความหมายอันใดกันเล่า
ไม่ว่าพลังอำนาจใด ล้วนเกี่ยวเนื่องกันเป็นห่วงโซ่
พวกมันหากแยกย่อยทัพใหญ่ออกไป แม้ว่าสามารถช่วยให้พวกมัน
เดินทางได้รวดเร็วกว่าเดิม แต่ก็จะเปิดโอกาสให้ศัตรูจู่โจมทำลายพวกมัน
ไปทีละขบวน
หลินเชียนเข้าใจความนัย มีเพียงสามารถสะกดตรึงเทพยุทธ์ของฝ่าย
ศัตรูเอาไว้ กลยุทธ์ทะเลมนุษย์ของคุนหลุนจึงสามารถเปล่งอานุภาพที่
แท้จริง
เหวยเสิ้ง!
มันต้องสะกดตรึงเหวยเสิ้งเอาไว้!
“ข้าจะจัดการกับมันเอง” หลินเชียนก้าวออกมาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
มันไม่ได้ปฏิเสธ กระทั่งคิดยังไม่คิด ราวกับเอ่ยถึงเรื่องธรรมดาสามัญ
สักเรื่อง
มันกวาดตามองไล่ไปทีละคน จากนั้นกล่าวเสียงราบเรียบ “หากข้า
ตาย เจ้าสำนักคนต่อไปคืออาซิง”
เฉาซิงสะท้านขึ้นทั้งร่าง เงยหน้าขึ้นมองหลินเชียนอย่างตื่นตระหนก
แต่ในยามนี้ไม่มีผู้ใดมองมัน ทุกผู้คนตะลึงมองหลินเชียน สีหน้าทอแวว
เหลือเชื่อ
เสวียตงรู้สึกคล้ายมีบางอย่างติดคอ มันพยายามเค้นรอยยิ้ม แต่ไม่
รู้ตัวเลยว่ารอยยิ้มของมันยังขัดตากว่าร่าไห้เสียอีก “อย่าได้กล่าวเรื่องที่ไม่
เป็นมงคลเช่นนี้ได้หรือไม่… …”
หลินเชียนแย้มยิ้ม จากนั้นกล่าวอย่างเคร่งขรึมจริงจัง “ข้าตายได้ แต่
คุนหลุนไม่อาจพ่ายแพ้”
กล่าวจบคำ มันก็หมุนตัวเดินตรงไปที่ช่องประตูกระโจมแม่ทัพ
แสงสว่างเจิดจ้าจากภายนอกส่องเข้ามาจากช่องประตู เงาร่างของ
หลินเชียนถูกบดบังอยู่ภายใต้แสงเงา จนผู้คนไม่อาจมองเห็นโฉมหน้าของ
มันชัดตา ทันใดนั้นฝีเท้าของมันสะดุดลงเล็กน้อย
“นับแต่วันนี้ไป พวกเจ้าไม่ต้องกังวลกับเหวยเสิ้ง”
สุ้มเสียงนั้นดังมาจากแสงสว่างภายนอก ยังคงทระนงถือดีเหมือนเช่น
ปกติ