มหาศึกสามภพ World of Cultivation (Rerun) - บทที่ 913 พิชิตชัยโดยไม่ต้องรบ
บทที่ 913 พิชิตชัยโดยไม่ต้องรบ
การเปลี่ยนขั้วอำนาจในระดับสูงของเผ่าอสูรดำเนินไปในทางลับ
แผนการของโหยวฉินเลี่ยกว้างไกลและครอบคลุม ชนชั้นผู้นำเผ่า
อสูรแทบทั้งหมดล้วนอยู่ในกำมือของมันโดยไม่ทันได้รู้เนื้อรู้ตัว ช่วงเวลาที่
มันเลือกลงมือก็นับว่าเหมาะเจาะพอดีถึงที่สุด เนื่องเพราะการประชุม
หารือครั้งนี้มีความสำคัญยิ่งยวด ในบรรดาชนชั้นผู้นำของอสูร ผู้ที่ไม่ได้
เข้าร่วมการประชุมนับไปมีอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น
หัวข้อของการประชุมเปลี่ยนเป็นการจัดตั้งสภาผู้อาวุโสใหม่ ชน
ชั้นสูงเหล่านี้พลันตระหนักทันที นี่คือโอกาสในการสับเปลี่ยนขั้วอำนาจ
ดั้งเดิมกับขุมอำนาจใหม่ บรรยากาศกลายเป็นเดือดระอุทันควัน ต่างฝ่าย
ต่างแย่งชิงตำแหน่งแห่งที่ให้ตนเองอย่างสุดชีวิต เสียงถกเถียงโต้แย้ง
ดุเดือดร้อนแรงยิ่ง
ในไม่ช้ากลุ่มผู้นำใหม่ก็เผยตัวต่อหน้าสายตาของผู้คนชาวอสูร หมิง
เยวี่ยเยี่ย ปิงหลันและมู่ซียังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งเดิม
ท้ายที่สุดการประชุมใหญ่ครั้งนี้ ไม่ได้ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมใดในหมู่
ชาวอสูร
หลังจากการเตรียมการยาวนานกว่าสิบปี โหยวฉินเลี่ยผู้ปกครองโลก
มืด ล่วงรู้วิธีจู่โจมจุดตายของผู้คนเป็นอย่างดี มันมือหนึ่งถือแส้มือหนึ่งใช้
หัวผักกาดล่อใจ เหล่าตระกูลสูงศักดิ์ผู้กุมอำนาจดั้งเดิมของเผ่าอสูร
กลายเป็นเชื่องเชื่ออย่างยิ่ง ส่วนบรรดาตระกูลที่ดื้อรั้นดึงดันก็ราวกับว่า
สาบสูญไปจากโลกในชั่วข้ามคืน ไม่ก่อให้เกิดระลอกใด ๆ
โหยวฉินเลี่ยฝีมือเผ็ดร้อนอำมหิต เหล่าผู้ที่ล่วงรู้เส้นสนกลใน ทั้งตื่น
ตระหนกทั้งหวาดกลัวจนหัวหด
การต่อสู้ระหว่างตระกูลมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่เมื่อเทียบกับฝีมือขุด
รากถอนโคนทั้งตระกูลขององครักษ์เงา ซึ่งกระทั่งต้นหญ้าสักต้นยังไม่มี
เหลือทิ้งไว้ ฝีมือของตระกูลต่าง ๆ ที่ผ่านมาล้วนไม่ต่างจากเด็กเล่นขาย
ของ
ทุกคนตัวสั่นสะท้าน เต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง
สภาผู้อาวุโสใหม่กลับกลายเป็นขุมอำนาจสูงสุดแห่งแดนอสูรเพียงชั่ว
ข้ามคืน
ในลานบ้านแห่งหนึ่ง ปิงหลันและมู่ซีนั่งสนทนาตามลำพัง
หน่วยองครักษ์เงาไม่ได้สร้างความยุ่งยากให้แก่พวกนาง เมื่อจบเรื่อง
พวกมันก็คืนอิสรภาพให้แก่สองแม่ทัพใหญ่เผ่าอสูร กระทั่งศักดิ์ฐานะของ
พวกนางยังไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งสองรู้สึกคล้ายกับว่าเพิ่งหลับฝันไปตื่นหนึ่ง
ก็มิปาน
แม่ทัพใหญ่ทั้งสองเป็นบุคคลอันชาญฉลาด ต่างทราบแน่แก่ใจว่าหมิง
อ๋องไม่กลัวพวกนางกระด้างกระเดื่อง ชนชั้นผู้นำทั้งหมดและบรรดา
ตระกูลสูงศักดิ์ทั้งมวลล้วนยอมศิโรราบแต่โดยดี ต่อให้หมิงเยวี่ยเยี่ยลุก
ขึ้นมาปลุกระดมผู้คนยังคงไม่มีประโยชน์อันใด
ชนชั้นปกครองของเผ่าอสูร ล้วนแล้วแต่เป็นถุงสุราห่อข้าว9ที่ใช้การ
ไม่ได้ตั้งแต่แรก
สองแม่ทัพใหญ่จมอยู่ในความเงียบงันเป็นเวลานาน บรรยากาศหนัก
อึ้งอยู่บ้าง
“พวกเราจบสิ้นแล้ว” ปิงหลันพลันเอ่ยปาก สุ้มเสียงแหบพร่า ดวงตา
ทอแววเจ็บปวดรวดร้าว ในฐานะยอดแม่ทัพผู้หนึ่ง โดยธรรมชาติแล้วย่อม
ไม่ชมชอบเหล่าองครักษ์เงาซึ่งกระทำการไม่เห็นแสงตะวัน แต่นางไม่เคย
คาดคิด ว่าจะมีวันที่ต้องพ่ายแพ้อย่างสิ้นท่าด้วยน้ามือของคนที่นางนึกดู
แคลนเหล่านี้
“แต่ไม่มีผู้ใดสนใจ” ปิงหลันหัวร่อเยาะหยันเสียงระคายหู “ทุกคนพา
กันปลาบปลื้มยินดี ที่พวกมันไม่ต้องทำศึกกับเผ่าปิศาจ”
ทันทีที่สภาผู้อาวุโสใหม่กุมอำนาจอย่างมั่นคง พวกมันก็ประกาศเป็น
พันธมิตรชั่วนิรันดร์กับเผ่าปิศาจ ทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นว่าจะเป็นพี่น้องร่วม
เป็นร่วมตายตลอดไป และจะเคียงข้างกันต่อสู้กับศัตรูโดยไม่ทอดทิ้งกัน
นอกจากนี้สภาผู้อาวุโสยังส่งเสริมให้มีการไปมาหาสู่กันในหมู่
พันธมิตรอสูรปิศาจมากขึ้น จากการหารือร่วมกันทั้งสองฝ่าย ทั้งแดนอสูร
และแดนปิศาจจะเริ่มก่อสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายจำนวนมาก เพื่ออำนวย
ความสะดวกให้แก่การติดต่อสื่อสารระหว่างสองเผ่าพันธุ์
9 ถุงสุราห่อข้าว – คำเสียดสีผู้ที่ไร้ความสามารถ หมายถึงพวกที่ทำได้เพียงดื่มกินหาความสำราญ ไม่มีปัญญาทำ
การใหญ่
ทันทีที่ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ทั่วแดนอสูรเต็มไปด้วยบรรยากาศ
แห่งการเฉลิมฉลอง
ทีแรกเมื่อเผ่าปิศาจรวมเป็นหนึ่งภายใต้ราชาปิศาจองค์ใหม่ แดนอสูร
รู้สึกถึงภัยคุกคามอันร้ายแรง พวกมันเฝ้าหวาดวิตกต่อการรุกรานของเผ่า
ปิศาจ แต่ทั้งสองฝ่ายเมื่อบรรลุข้อตกลงพันธมิตรอสูรปิศาจอย่างเป็น
ทางการ ย่อมหมายความว่าเผ่าปิศาจจะไม่หันหัวหอกมาจัดการกับพวก
มันแล้ว
ชาวอสูรทั้งหลายราวกับยกภูเขาออกจากอก
ซึ่งความจริงพันธมิตรอสูรปิศาจไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อันใด อสูรปิศาจ
มีความใกล้ชิดสนิทสนมตั้งแต่ต้น เนื่องเพราะประวัติศาสตร์อันยาวนานใน
การผนึกกำลังกันต่อสู้กับพวกซิวเจ่อ การเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการ
คล้ายไม่มีข้อแตกต่างจากเดิมสักเท่าใด จะอย่างไรพวกมันไม่เหมือนกับซิว
เจ่อ ในหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานระหว่างอสูรปิศาจไม่ค่อยมีความ
เคียดแค้นบาดหมางกันมากนัก
นี่ทำให้ปิงหลันรู้สึกว่าช่างประชดแดกดันจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
หมิงอ๋องยึดครองเผ่าอสูรอย่างเงียบเชียบจนไม่อาจเงียบไปกว่านี้ได้
นางเชื่อว่าอีกเพียงไม่กี่ปี เผ่าอสูรจะตกอยู่ในกำมือของหมิงอ๋องอย่าง
สมบูรณ์
แต่ถึงกระนั้นนางก็ได้แต่เฝ้าดูทุกสิ่งที่เกิดขึ้น โดยไม่อาจทำสิ่งใดได้
เลย
นางเข้าใจธรรมชาติของผู้คนมาตั้งแต่แรก ผู้คนจึงไม่สนใจว่าผู้ใดจะ
เป็นผู้ปกครองพวกมัน เพียงใส่ใจว่าพวกมันจะมีชีวิตเป็นปกติสุขหรือไม่
เหล่าผู้อาวุโสจากตระกูลสูงศักดิ์เหล่านั้นก็ไม่สนใจว่าผู้ใดปกครองพวกมัน
พวกมันเพียงสนใจว่าผู้ใดให้ผลประโยชน์แก่พวกมันมากพอ และผู้ใดสร้าง
ความหวาดกลัวให้แก่พวกมัน
ส่วนบรรดาแม่ทัพประจำกองกำลังทั้งหลายในเผ่าอสูร ล้วนเป็นฉาก
หน้าของผู้อาวุโสที่สูงศักดิ์เหล่านั้น แต่ละคนล้วนมีตระกูลของตนอยู่
ด้านหลัง
ยกตัวอย่างมู่ซี ตราบใดที่หมิงอ๋องยังเกาะกุมชะตากรรมของตระกูล
ไม้วังทะเลสาบไว้ในมือ มู่ซีก็ได้แต่ก้มศีรษะเชื่อฟังเท่านั้น สมาชิกของ
ตระกูลสูงศักดิ์แต่ละคน ล้วนถูกกล่อมเกลาสำนึกรับผิดชอบต่อตระกูลของ
ตนมาตั้งแต่แรกเกิด พวกมันจะวางผลประโยชน์ของตระกูลไว้เหนือสิ่งอื่น
ใด
ส่วนบรรดาผู้ที่ภักดีต่อหมิงเยวี่ยเยี่ยอย่างแท้จริง ภายใต้คมมีด
อำมหิตของโหยวฉินเลี่ย กลับไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้ต่อสู้ดิ้นรน
กระทั่งปิงหลันยังไม่สบช่องให้ต่อสู้ดิ้นรน เว้นเสียแต่ว่านางไม่สนใจ
ชีวิตของบรรดาลูกน้องคนสนิทของนางอีกแล้ว ไม่เช่นนั้นนางหาก
เคลื่อนไหวผิดปกติแม้แต่น้อยนิด บรรดาเจี่ยเม่ยที่ติดตามตนเองมานานปี
คงไม่มีโอกาสรอดชีวิตแม้สักคนเดียว
นี่คือแบบฉบับของโหยวฉินเลี่ย
ปิงหลันทอดถอนใจคราหนึ่ง จากนั้นกล่าวเบา ๆ “ข้าตั้งใจว่าจะปลด
เกษียณจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่บัญชาการกองพล”
มู่ซีเงยหน้าขึ้นทันควัน
ปิงหลันโบกมือ ทำท่าบอกใบ้ว่ามู่ซีไม่ต้องเสียเวลาเกลี้ยกล่อมนางอีก
นางแย้มยิ้มอย่างผ่อนคลาย ราวกับว่าในที่สุดก็ได้ปลดเปลื้องจากภาระอัน
หนักอึ้ง “กล่าวตามความสัตย์ ผลลัพธ์เช่นนี้แท้จริงยังไม่เลว ไม่ว่าด้าน
ฝีมือหรือน้าใจ หมิงอ๋องจะต้องเป็นราชาที่ดีอย่างแน่นอน หลังจากจัดตั้ง
พันธมิตรอสูรปิศาจ มันจะไม่ปฏิบัติต่อเผ่าอสูรเราอย่างไม่เป็นธรรม และ
เมื่อก่อตั้งพันธมิตรอสูรปิศาจแล้วเสร็จ จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถ
เปลี่ยนแปลงได้อีก”
นางเบือนหน้ามามองมู่ซี กล่าวอย่างเคร่งขรึมจริงจัง “ต่อไปเจ้าต้อง
แบกรับธงของเผ่าอสูรเรา หากข้าคาดเดาไม่ผิด หมิงอ๋องจะต้องก่อตั้งสภา
พันธมิตรผู้อาวุโสที่ประกอบไปด้วยผู้อาวุโสจากเผ่าอสูรและเผ่าปิศาจ ใน
บรรดาเผ่าอสูรเรา เหลือแต่เจ้าผู้เดียวที่เป็นชนชั้นยอดแม่ทัพ ภาระของ
เจ้าจะหนักหนาสาหัสไม่น้อย”
“ต้าเหรินคิดไปที่ใด?” มู่ซีมองดูผู้อาวุโสผู้มีพระคุณซึ่งคอยส่งเสริม
นางเสมอมา อดไม่ได้ให้เกิดความเศร้าหดหู่จับใจ
“ข้าตั้งใจจะเปิดบ้านแม่ทัพบัญชาการศึกสักแห่ง” ปิงหลันทอดถอน
ใจ “แม่ทัพบัญชาการศึกที่เด่นล้าของเผ่าอสูรเรามีจำนวนน้อยเกินไป ไม่
ว่าต่อไปชะตากรรมของเผ่าอสูรจะเป็นเช่นไร ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา หากมี
เหล่าอัจฉริยะรุ่นหลังก็สมควรค้ายันเอาไว้ได้ คนเหล่านั้นจึงจะเป็นอนาคต
ที่แท้จริงของเผ่าอสูร!”
มู่ซีกล่าวโดยไม่รอช้า “ข้าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด!”
มู่ซีทราบว่าปิงหลันไม่มีตระกูลหนุนหลัง ทุนรอนมีจำกัดยิ่ง
ปิงหลันกลับยิ้มละไม “ไม่จำเป็น เรื่องนี้หมิงอ๋องจะไม่ตระหนี่ถี่
เหนียว ราชาทรงคิดว่าสถานที่นี้เป็นของพระองค์ และเห็นว่าผู้คนที่นี่เป็น
คนของพระองค์เอง”
เป็นไปตามการคาดการณ์ของปิงหลัน จั่วม่อไม่ตระหนี่ถี่เหนียวแม้แต่
น้อยจริง ๆ มันยินดีมอบทุนรอนก้อนโตให้แก่ปิงหลัน ทั้งยังสนันสนุนความ
ตั้งใจของนางอย่างเต็มที่
ด้านปิงหลันเอง นับเป็นยอดแม่ทัพในหมู่ยอดแม่ทัพแห่งเผ่าอสูร
อย่างแท้จริง ด้านประสบการณ์สู้รบไม่มีผู้ใดเทียบเทียมกับนางได้ นางเมื่อ
ปลดเกษียณเพื่อเป็นเสี้ยวฉ่าง (อาจารย์ใหญ่) ของบ้านแม่ทัพบัญชาการ
ศึก บ้านแม่ทัพบัญชาการศึกยังไม่ทันจะสร้างขึ้น ก็สร้างแรงกระเพื่อม
ใหญ่โตไปทั่วแดนอสูรแล้ว
ปิงหลันบ้านแม่ทัพบัญชาการศึกเปล่งประกายรัศมีอันโชติช่วงไป
ตลอดพันปีให้หลัง เป็นหนึ่งในสองบ้านแม่ทัพบัญชาการศึกที่มีชื่อเสียง
มากที่สุดในแดนอสูร
บ้านแม่ทัพบัญชาการศึกอีกแห่งหนึ่งที่มีนามกระเดื่องเลื่องลือคู่เคียง
กัน เรียกว่าผูผูบ้านแม่ทัพบัญชาการศึก
บ้านแม่ทัพบัญชาการศึกทั้งสอง ให้กำเนิดยอดแม่ทัพนับไม่ถ้วนแก่
เผ่าอสูรตลอดช่วงพันปีหลังจากนั้น
ว่ากันตามจริง ไม่ว่ามองจากมุมใด ประสิทธิภาพของจั่วม่อคราวนี้
นับว่ายอดเยี่ยมถึงที่สุด
แต่สำหรับกงซุนชากับพวกทั้งหลาย พวกมันยังคงรู้สึกลำบากยาก
เข็ญยิ่ง อาจกล่าวได้ว่าผ่านวันเหมือนเป็นปีก็มิปาน คุนหลุนคล้ายเสียสติ
ไปอย่างสมบูรณ์ พวกมันยังคงเพิ่มกำลังพลตามแนวชายแดนอย่างบ้าคลั่ง
โดยไม่คำนึงถึงทุกสิ่ง
ต่อหน้าทะเลมนุษย์อันกว้างใหญ่ไพศาล ลำพังพลังของกองพันไม่กี่
ทัพไม่อาจนับเป็นอะไรได้
เงาของฝูงชนมืดฟ้ามัวดิน ราวกับคลื่นยักษ์ที่ม้วนกวาดมาอย่างช้า ๆ
แต่ไม่มีผู้ใดสามารถหยุดยั้งได้ ยามเมื่อมองดูพวกมัน นอกจากความตื่น
ตะลึงแล้ว ความรู้สึกไร้พลังอำนาจจะท่วมท้นอยู่ในใจอย่างรุนแรง
ทะเลมนุษย์สุดลูกหูลูกตายังคงพิ่มจำนวนขึ้นโดยไม่มีทีท่าว่าจะจบ
สิ้น
ม่ออวิ๋นไห่อาศัยการรบก่อกวน พยายามถ่วงศัตรูให้ช้าลง พวกมัน
กระทำได้ดีเยี่ยม แต่เมื่อเทียบกับความเร็วในการเสริมกำลังพลของอีกฝ่าย
ยิ่งนานไป ผลจากความพยายามของพวกมันก็ยิ่งไม่มีคุณค่าให้เอ่ยถึง
คุนหลุนคล้ายไม่สังเกตเห็นความพยายามของพวกมันด้วยซ้า
เพิ่มมากขึ้น! ยังคงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ!
กงซุนชาและเหล่าแม่ทัพนายกองไม่มีกำลังขวัญพอที่จะบุกเข่นฆ่า
เข้าไปยังแกนกลางของทัพคุนหลุน ต่อให้คนเหล่านี้ไม่เคยผ่านการ
ฝึกอบรมมาก่อน พวกมันยังคงไม่กล้า หากพวกมันก้าวล้าเข้าไป ภายใต้
ทะเลมนุษย์สุดไพศาลผืนนี้ เป็นไปได้ว่าไม่มีโอกาสกลับออกมาอีกแล้ว
ยามนี้กองทัพฝ่ายตรงข้าม ระดมพลได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบหมื่น
คน!
“เราสมควรทำอย่างไร?”
ยิ่งนานวัน สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงทุกขณะ ผู้คนไม่สงสัยเลยว่าเมื่อ
อีกฝ่ายเปิดฉากโจมตีอย่างเต็มรูปแบบ พวกมันได้แต่หลบหนีเอาชีวิตรอด
“เราจะล่าถอย!” กงซุนชาสองตาแดงฉานด้วยสายเลือด รอยยิ้มเขิน
อายบนใบหน้าหายไปแต่แรก สิ่งที่เข้าแทนที่คือประกายแหลมคมเย็น
เยียบ เปี๋ยหานและหย่างหยวนฮ่าวก็ไม่ได้ดูดีไปกว่ากันเท่าใด นับตั้งแต่
กองทัพคุนหลุนปรากฏตัวที่แนวชายแดน พวกมันก็ไม่อาจข่มตาหลับลง
อีกเลย
ล่าถอย?
เหล่าแม่ทัพนายกองงงงันวูบ
สามยอดแม่ทัพหลังจากเค้นสมองขบคิดใคร่ครวญจนไม่ได้หลับไม่ได้
นอนอยู่หลายวันหลายคืน สุดท้ายกลับตัดสินใจล่าถอยเช่นนั้นหรือ?
หย่างหยวนฮ่าวแยกแยะว่า “เราไม่มีทางหยุดพวกมันได้ หากพวกมัน
ทะลวงฝ่าแนวป้องกันไปทั้งอย่างนี้ ขวัญกำลังใจของพวกมันจะเพิ่มสูงขึ้น
ในขณะที่ฝ่ายเรามีแต่จะย่าแย่ลง แทนที่จะปล่อยให้เป็นเช่นนั้น มิสู้ชิง
ถอนกำลังล่าถอยไปเองจะดีกว่า”
เหล่าแม่ทัพนายกองเริ่มขบคิดตาม
กงซุนชากล่าวเสริมว่า “กองทัพคุนหลุนใหญ่โตมโหฬารนัก เรื่อง
เสบียงบำรุงจะต้องเป็นปัญหาใหญ่อย่างแน่นอน เราจะถอนกำลังล่าถอย
ละทิ้งพื้นที่แถบนี้ แต่จะเผาทำลายทุกสิ่งจนสิ้นซาก ไม่ให้พวกมันนำไปใช้
ประโยชน์ได้ เป็นการตัดเส้นทางหาเสบียงบำรุงของพวกมัน ทางหนึ่งเรา
จะบั่นทอนความแหลมคมของพวกมัน อีกทางหนึ่ง เส้นทางส่งเสบียงบำรุง
ของพวกมันจะเผยตัวออกมา”
ทุกคนในที่นี้ล้วนแล้วแต่เป็นมือดีในการสู้รบ พวกมันพอฟังพลัน
ดวงตากระจ่างวูบ พากันออกความเห็นอย่างร้อนแรง
“เราจะทำลายค่ายกลเคลื่อนย้ายทุกแห่ง บีบบังคับให้พวกมันต้อง
เดินทางผ่านแม่น้าอาณาจักร! ฮึ่ม! ต่อให้เป็นสุกรร้อยหมื่นตัว คิดขนย้าย
ข้ามอาณาจักรยังไม่ใช่เรื่องง่าย!”
“แหล่งน้าทุกแห่งไม่อาจปล่อยไว้ เหมืองแร่และเส้นชีพจรปราณปฐพี
ทั้งหมด ล้วนทำลายให้สิ้น ต้องให้พวกมันไม่อาจเสาะหาเสบียงบำรุงได้ใน
ระยะเวลาอันสั้น”
“เราจะอพยพทุกคนออกไป ทิ้งเมืองว่างไว้ให้แก่พวกมัน เราจะให้
พวกมันพบเจอแต่อาณาจักรที่ไม่หลงเหลือแม้แต่สัตว์เลี้ยง!”
“เราจะทิ้งตราประทับไว้ที่เบื้องหลัง แต่ต้องปิดซ่อนให้ดี เราสามารถ
ซุกซ่อนพวกมันจำนวนหนึ่ง แล้วใช้พวกมันสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายขนาด
เล็ก ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายคนได้มากนัก ด้วยวิธีนี้ เราจะสามารถลอบ
โจมตีเส้นทางส่งเสบียงบำรุงที่ด้านหลังของพวกมันได้โดยง่าย”
“กฎอัยการศึก ม่ออวิ๋นไห่จะต้องประกาศกฎอัยการศึก! นี่สำคัญยิ่ง
ทุกคนต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้มี
คนฉวยโอกาสก่อเรื่องวุ่นวาย”
“ถูกต้อง!”
เมื่อมีคนจำนวนมาก คนนั้นกล่าวคำ คนนี้กล่าวอีกคำ ทันใดนั้น
รายละเอียดนับไม่ถ้วนพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย อย่าได้ประมาทดูแคลน
รายละเอียดยิบย่อยเหล่านี้ ข้อได้เปรียบในการสู้รบล้วนต้องสั่งสมทีละเล็ก
ทีละน้อยผ่านรายละเอียดยิบย่อยเหล่านี้เอง
กงซุนชาอดทอดถอนใจไม่ได้ การขยายตัวในช่วงหลายปีมานี้เป็นเหตุ
ให้ม่ออวิ๋นไห่สูญเสียความเป็นเอกภาพไปไม่น้อย ยามนี้ยังส่งผลกระทบ
ต่อกลยุทธ์ของม่ออวิ๋นไห่ด้วย หากม่ออวิ๋นไห่มีขนาดเล็กเหมือนเมื่อก่อน
ไม่ทราบว่าแนวป้องกันจะเข้มแข็งถึงเพียงไหน ไม่แน่ว่าไม่สามารถต้านรับ
ยุทธการทะเลมนุษย์ของคุนหลุนจริง ๆ
“นี่คือศึกตัดสิน!” กงซุนชาพลันกล่าวขึ้น ทุกผู้คนเงียบเสียงลง หัน
มองมายังมันเป็นตาเดียว
“ศึกนี้หากได้ชัย จะเป็นชัยชนะอันเด็ดขาด แต่หากพ่ายแพ้ เราจะไม่
เหลืออะไรเลย” กงซุนชาแววตาโชนแสงอันร้อนแรง สุ้มเสียงดุดันเหี้ยม
เกรียม “ศึกสุดท้าย! นี่คือศึกสุดท้ายแล้ว!”
“ฆ่าพวกมัน!” ทุกผู้คนตะโกนอย่างพร้อมเพรียง ดวงตาแดงฉานด้วย
สายเลือด เต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟัน!