ตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซาน ภาคการกลับมาของถังซาน - บทที่ 59
บทที่ 59 สายเลือดราชันหมาป่าวายุ
เฟิงสยงถูกคมมีดวายุโจมตีซ้ำ ๆ ที่จุดเดียวกันจนล้มลงกับพื้น ขนของมันถูกตัดขาด มันดิ้นรนอย่างสุดกำลัง เกือบจะสลัดถังซานหลุดออกไปได้ แต่การโจมตีที่จุดอ่อนบริเวณลำคอก็ทำให้มันทนไม่ไหวอีกต่อไป
เมื่อคมมีดวายุเล่มที่สิบพุ่งเข้าปะทะ เส้นประสาทที่ท้ายทอยของมันก็ถูกทำลาย จากนั้นร่างกำยำของมันก็อ่อนยวบลงราวกับลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม
เมื่อคมมีดวายุเล่มที่สิบห้าโจมตีมา กระดูกคอของมันก็ถูกตัดขาด
ดวงตาของถังซานเป็นประกาย เขาปล่อยคมมีดวายุสามครั้งสุดท้าย ตอนนี้เฟิงสยงใกล้ตายแล้ว เหลือเพียงลมหายใจสุดท้ายเท่านั้น แต่ต้องไม่ให้หัวของมันถูกตัดขาด มิเช่นนั้นจะส่งผลต่อการดูดซับสายเลือดของมัน
การต่อสู้จากเริ่มต้นจนจบใช้เวลาเพียงสิบลมหายใจ ดูเหมือนง่าย แต่ความจริงแล้ว ถังซานก็ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่
เขาใช้ทักษะตราประทับสายเลือดทั้งสี่ รวมถึงวิชาลับของสำนักถัง
ดูเหมือนจะใช้เวลาสั้น ๆ แต่ในความเป็นจริง มันมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการตอบสนองของเฟิงสยง
ตอนที่ถังซานยิงคมมีดวายุออกมา เขาสามารถซ่อนตัวในที่มืดได้ แต่เขาเลือกที่จะปรากฏตัวต่อหน้าเฟิงสยง เพื่อทำให้อีกฝ่ายประมาท
เขาเป็นเพียงเด็กมนุษย์อายุเก้าขวบ ดูไม่น่ามีพิษภัยแม้แต่น้อย สำหรับเผ่าปีศาจ พวกมันไม่เคยให้ความสำคัญกับมนุษย์อยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่อายุน้อยเช่นนี้ ร่างกายผอมบางของเขาเทียบกับเฟิงสยงไม่ได้เลย นี่ทำให้เฟิงสยงเกิดความประมาท
ก่อนหน้านี้ตอนที่เฟิงสยงถูกขับไล่ให้หนีไป ถังซานคอยสังเกตการณ์อยู่ใกล้ ๆ ตลอด ใช้เนตรทิพย์ดูสถานการณ์ของมัน และเลือกจังหวะลงมือที่เหมาะสมที่สุด
ความคิดแรกของเฟิงสยงคือต้องเร่งความเร็วหนี แต่มันไม่เคยคิดว่าคู่ต่อสู้ที่เผชิญหน้าอยู่จะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
ถังซานระเบิดพลังออกมาอย่างเต็มที่ ด้วยพลังขั้นสี่ระดับสูงสุด ประสบการณ์การต่อสู้ระดับราชันเทพในอดีต รวมถึงการควบคุมทางจิตใจ ผนวกกับความสามารถในการดูดซับของพลังเสวียนเทียน ภายใต้ปัจจัยหลายอย่างจึงสามารถจัดการเฟิงสยงที่บาดเจ็บและอ่อนแอได้ในเวลาอันสั้น
ถังซานใช้พลังเสวียนเทียนเต็มกำลัง ดูดซับพลังสายเลือดในร่างของเฟิงสยงพร้อมกับกลืนกินลมหายใจสุดท้ายในร่างกายของมันไปด้วย
แสงในดวงตาของเฟิงสยงค่อย ๆ ริบหรี่ลง ร่างกายเหี่ยวแห้งลงทีละน้อย ส่วนถังซานรู้สึกถึงพลังสายเลือดที่หลั่งไหลเข้าสู่ร่างราวกับสายธาร
ทันใดนั้น พลังทั่วร่างของเขาก็พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน กระดูกทั่วร่างส่งเสียงดัง “เปรี๊ยะปร๊ะ”
ทะลวงขั้นแล้ว!
ใช่แล้ว ด้วยการดูดซับพลังสายเลือดของเฟิงสยง ถังซานทะลวงขั้นสี่ระดับสูงสุดเข้าสู่ขั้นห้าในคราวเดียว!
ไม่เพียงแค่พลังเสวียนเทียนที่เลื่อนขั้นขึ้น ตราประทับคมมีดวายุในร่างของเขาก็ถูกยกระดับขึ้นด้วย จากเดิมที่เป็นสีฟ้าอมเขียวก็เปลี่ยนเป็นสีฟ้าเข้ม และแสงก็ยังคงเข้มขึ้นเรื่อย ๆ
แตกต่าง สายเลือดของเฟิงสยงแตกต่างจากหมาป่าวายุทั่วไป!
ถังซานตัดสินได้ในทันที
อาจเป็นเพราะมันเป็นเจ้าเมืองกระมัง?
แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่เขาดูดซับพลังสายเลือดของหมาป่าวายุระดับห้า แต่จากประสบการณ์การดูดซับพลังจากหมาป่าวายุระดับสามและสี่ก่อนหน้านี้ แม้ระดับห้าจะแข็งแกร่งกว่ามาก แต่ก็ไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงมากมายเพียงนี้
พูดง่าย ๆ คือ พลังสายเลือดของหมาป่าวายุทั่วไปยังมีสิ่งเจือปน พลังเสวียนเทียนต้องทำการแปรเปลี่ยนและกลั่นกรองในระหว่างการดูดซับ แต่พลังสายเลือดของเฟิงสยงถูกตราประทับคมมีดวายุดูดซับได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรอง พลังสายเลือดบริสุทธิ์อย่างยิ่ง
เปรียบเสมือนความแตกต่างระหว่างน้ำบริสุทธิ์กับน้ำเสีย และยังมีปริมาณมหาศาลอีกด้วย
การกลืนกินพลังสายเลือดของเฟิงสยงตัวเดียว กลับมีปริมาณพลังสายเลือดหมาป่าวายุทั้งหมดที่ถังซานเคยกลืนกินมารวมกันเสียอีก แต่เดิมเขาคิดว่าการจะทะลวงขั้นห้าได้นั้น แม้จะกลืนกินผู้แข็งแกร่งระดับห้าก็คงไม่เพียงพอ แต่ตอนนี้กลับสำเร็จในคราวเดียว เห็นได้ชัดว่าสายเลือดของเฟิงสยงผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ในที่สุดก็ทะลวงขั้นสำเร็จ
ความจริงแล้ว วันที่วางแผนกับชายหน้ากากพยัคฆ์และรู้ว่ามีเวลาสามร้อยลมหายใจนั้น ถังซานก็มีแผนของตัวเองอยู่แล้ว
เหตุที่เขาออกมาก่อน ก็เพื่อจะฉวยโอกาสในความโกลาหลเพิ่มพูนพลังของตน
ตอนแรกเขาไม่ได้หมายตาเฟิงสยง เพราะมันมีพลังระดับห้า เขาไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะได้ เพราะมีความต่างชั้นของพลังถึงหนึ่งขั้น อีกทั้งเขาก็ไม่มีความสามารถเหมือนชาติก่อน การจะเอาชนะเจ้าเมืองหมาป่าวายุที่มีร่างกายแข็งแกร่งนั้นยากมาก ยิ่งมีมหาปุโรหิตหมาป่าวายุอยู่ด้วยยิ่งแล้วใหญ่
ดังนั้น เขาจึงแค่คิดจะฉวยโอกาสในความวุ่นวายดูดซับพลังสายเลือดของหมาป่าวายุและเสือดาววัชระบ้างเท่านั้น
ก่อนหน้านี้เขาก็ทำเช่นนั้น
แต่เมื่อเฟิงสยงถูกขับไล่ออกไป และพลังในตัวก็ตกต่ำลงเรื่อย ๆ เพราะการกระตุ้นสายเลือดก่อนหน้านี้ ถังซานจึงรีบฉวยโอกาสทันที และโอกาสเช่นนี้ก็หาได้ยากยิ่ง
สักวันเขาต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงในการท้าทายปีศาจระดับห้าด้วยพลังขั้นสี่อยู่แล้ว เพราะมีเพียงการกลืนกินพลังสายเลือดระดับห้าเท่านั้นที่จะทำให้เขาบรรลุวิชาเสวียนเทียนขั้นห้าได้ จะมีโอกาสไหนดีไปกว่าโอกาสตรงหน้านี้อีกเล่า เวลาก็ยังมีพอ เขาจึงไม่ลังเลที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้
และผลก็พิสูจน์แล้วว่าเขาทำสำเร็จ
ถังซานไม่มีเวลาย่อยและดูดซับพลังที่กลืนกินจากเฟิงสยง โชคดีที่ตอนทะลวงขั้นห้า พลังเสวียนเทียนได้ดูดซับพลังของเฟิงสยงไปมากแล้วในระหว่างกระบวนการทำงานของตัวมันเอง แม้จะเป็นเช่นนั้น รอบกายเขาก็ยังมีแสงสีฟ้าล้อมรอบอยู่ ตราประทับคมมีดวายุระดับห้าในร่างก็ก้าวขึ้นไปอีกขั้น ทั้งที่ยังไม่ได้ย่อยสลายและดูดซับจนหมดด้วยซ้ำ
หลังจากกลืนกินทุกอย่างจากร่างเฟิงสยงเท่าที่จะทำได้ ถังซานก็ค้นในเสื้อผ้าของอีกฝ่าย และเจอถุงเล็ก ๆ ใบหนึ่ง ข้างในน่าจะเป็นเงิน ทว่ายามนี้เขายังไม่มีเวลาตรวจดู จึงรีบเก็บถุงไว้ในอก แล้วโคจรพลังเสวียนเทียนกดข่มตราประทับคมมีดวายุ พร้อมกันนั้นก็กระตุ้นตราประทับดาวคะนองวูบไหว ร่างกลายเป็นลำแสงสีเหลืองพุ่งไปมาอย่างรวดเร็ว
แสงสีเหลืองพุ่งวนรอบศพเฟิงสยงอย่างรวดเร็วสิบกว่ารอบ ถังซานใช้พลังเสวียนเทียนไปบางส่วน จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปทางหนึ่ง อาศัยดาวคะนองวูบไหวเร่งความเร็วสูงสุดหนีออกจากที่เกิดเหตุ
หลังเขาจากไปไม่ถึงสิบลมหายใจ ร่างสองร่างก็ร่อนลงมาจากท้องนภา
แสงสีเหลืองวูบวาบ ร่างของเสือดาววัชระก็มาหยุดข้างศพเฟิงสยง แม้แต่เสือดาวระดับเจ็ดผู้แข็งแกร่งก็ยังตกตะลึง
มหาปุโรหิตแห่งเมืองหมาป่าวายุตามมาติด ๆ มาถึงที่เกิดเหตุด้วยพายุหมุน
เมื่อมันเห็นศพของเฟิงสยงบนพื้น ก็ส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา กระโจนเข้าไปหาเฟิงสยงทันที แก่นแท้หมาป่าวายุในมือสั่นไหวรุนแรงอย่างไร้เสถียรภาพ
“ใคร! ใครฆ่าเขา มันเป็นใคร! โฮกกก!” เสียงคำรามของมหาปุโรหิตแห่งเมืองหมาป่าวายุดังสะเทือนไปไกลถึงสิบลี้
“ไม่ใช่ข้า!” ส่านหลิงรีบตอบทันที
เมื่อเห็นเฟิงสยงตกตาย ปฏิกิริยาแรกของมันคือความสะใจ แล้วจึงสงสัย แม้เจ้าเมืองหมาป่าวายุผู้นี้จะยังไม่บรรลุระดับหก แต่ก็น่าจะมีพลังถึงระดับห้าขั้นสูงสุดแล้ว เหตุใดจึงมาตายที่นี่ในเวลาสั้น ๆ เช่นนี้ได้
ก่อนหน้านี้มันยังเผชิญหน้ากับมหาปุโรหิตแห่งเมืองหมาป่าวายุอยู่ในเมือง แต่ยังไม่ทันครบหนึ่งร้อยลมหายใจ สีหน้าของมหาปุโรหิตก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน รีบมุ่งมาทางนี้ทันที
แม้ส่านหลิงจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็ตามมาด้วย อาศัยการสัมผัสกลิ่นอายของเฟิงสยง มันจึงมาถึงก่อน แต่กลับไม่คิดว่าจะพบเฟิงสยงในสภาพเป็นศพเข้าให้
เมื่อมหาปุโรหิตเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ดวงตาก็เต็มไปด้วยความอาฆาต
“พวกเจ้า ต้องเป็นฝีมือของพวกเจ้าตระกูลเสือดาววัชระแน่ ๆ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเจ้าทำอะไรลงไป? พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าในร่างของเขามีสายเลือดของราชันหมาป่าวายุ!” มหาปุโรหิตแห่งเมืองหมาป่าวายุคำรามอย่างคลุ้มคลั่ง
“ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ได้ทำ! และข้าก็ไม่รู้ด้วยว่าเป็นฝีมือของผู้ใด” ซานหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ทว่าภายในใจกลับหวาดกลัว ในขณะเดียวกันก็รู้สึกตกตะลึงอย่างยิ่ง
สายเลือดของราชันหมาป่าวายุ? สายเลือดของราชันหมาป่าวายุจะมาเป็นเจ้าเมืองเล็ก ๆ อยู่ที่นี่ได้อย่างไร?