ตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซาน ภาคการกลับมาของถังซาน - บทที่ 127
บทที่ 127 รวยแล้ว! รวยแล้ว!!!
“อาวุธประจำกายคืออะไรหรือ?” ถังซานถามด้วยความสงสัย
จางเฮ่าเซวียนตอบว่า “คืออาวุธที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสายเลือดของตัวเอง กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย และต้องบ่มเพาะด้วยร่างกายของตัวเองตลอดเวลา นี่เป็นสิ่งที่ทำได้เฉพาะผู้ที่มีขั้นเจ็ดขึ้นไปเท่านั้น ต้องมีพลังสายเลือดที่แข็งแกร่งมาก โดยทั่วไปแล้วบริวารอย่างพวกเราทำได้ยาก ข้าก็แค่โชคดีเท่านั้น”
ถังซานพยักหน้าเข้าใจ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ดาบเพลิงนั้นมาจากพยัคฆ์เพลิง ส่วนเทพอสูรสถิตร่างของจางเฮ่าเซวียนก็คือพยัคฆ์เพลิงสถิตร่าง ทั้งสองอย่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน จึงสามารถหลอมรวมเข้าด้วยกันได้ เมื่อใช้ดาบเพลิง จางเฮ่าเซวียนน่าจะสามารถเข้าถึงขั้นเก้าระดับสูงสุดได้ชั่วคราว แต่ต้องสะสมพลังก่อน เมื่อทั้งสองรวมกันจึงปลดปล่อยพลังโจมตีอันทรงพลัง
หากพูดถึงพลังล้วน ๆ เขาคงสู้ราชันพยัคฆ์เหินไม่ได้ แต่เมื่อรวมกับดาบเพลิงซึ่งเป็นอาวุธประจำกาย ก็มีโอกาสทำให้ราชันพยัคฆ์เหินบาดเจ็บสาหัสได้
“ท่านเจ้าเมือง ข้ากลับมาแล้ว!” เสียงใสแจ๋วดังขึ้น เฉิงจื่อเฉิงกลับมาพร้อมกับแผ่นไม้หลายแผ่น
จางเฮ่าเซวียนถามถังซานว่า “การฟื้นตัวของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? เดินทางต่อได้หรือไม่?”
“ข้าน่าจะไหว” ถังซานพยักหน้า
จางเฮ่าเซวียนกล่าว “เจ้ากับเฉิงจื่อช่วยกันหามอู๋ปิงจี้ ข้าจะแบกสองคนที่สลบอยู่ พวกเราต้องรีบออกจากที่นี่ รีบกลับโรงเรียนโดยเร็ว” หากเป็นจริงดังที่ถังซานกล่าว กาลเวลาสถิตร่างและจิ้งจอกสวรรค์สถิตร่างสามารถยกระดับได้ ถึงแม้จะเสี่ยงก็คุ้มค่า ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือพาพวกเด็ก ๆ กลับไปให้สำเร็จ เมื่อวานพบราชันพยัคฆ์เหินขั้นเก้า ใครจะรู้ว่าต่อไปจะเจออะไรอีก กลับไปโดยเร็วจะดีกว่า
“ขอรับ”
ทันใดนั้น ถังซานและเฉิงจื่อเฉิงก็ประกอบแผ่นไม้เข้าด้วยกัน ใช้เถาวัลย์เล็ก ๆ มัด แล้ววางอู๋ปิงจี้ลงบนนั้นให้แน่น พยายามไม่ให้ร่างกายของเขาสั่นสะเทือน สองคนช่วยกันหามเปลแบบง่าย ๆ นี้
ส่วนจางเฮ่าเซวียนแบกกู้หลี่และตู๋ไป๋ข้างละคน นำคณะออกเดินทางกลับไปยังโรงเรียน
“ฮ่า ๆ ๆ!” อู๋ปิงจี้ที่นอนอยู่บนแผ่นไม้หัวเราะเป็นระยะ
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านหัวเราะอะไรหรือ?” เฉิงจื่อเฉิงหันกลับไปมองเขาด้วยความสงสัย
“รวยแล้ว! รวยแล้ว!!!” อู๋ปิงจี้พูดพลางหัวเราะคิกคัก
เฉิงจื่อเฉิงไม่เคยเห็นศิษย์พี่ใหญ่ในสภาพเช่นนี้มาก่อน “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านไม่เป็นไรใช่รึไม่?”
ถังซานพูดจากด้านหลังว่า “เขาไม่เป็นไร แค่บาดเจ็บ ตอนนี้ผ่อนคลายลง เลยปล่อยตัวปล่อยใจไปหน่อย”
อู๋ปิงจี้ยังคงหัวเราะคิกคักและพูดคำเดิมซ้ำ ๆ ว่า “รวยแล้ว! รวยแล้ว!”
เฉิงจื่อเฉิง “……”
ใช่แล้ว พวกเขารวยแล้ว! รวยจริง ๆ ยังไม่ต้องพูดถึงของที่ได้มาก่อนหน้านี้ สัตว์อสูรที่ล่าได้ แค่พยัคฆ์เหินสองตัวสุดท้ายนี้ก็มั่งคั่งแน่นอนแล้ว
พยัคฆ์เหินตัวเล็กขั้นหกตนนั้น พวกเขาล่ามาเองกับมือ! ก่อนหน้านี้ จางเฮ่าเซวียนรีบออกมาช่วยเพราะการปรากฏของราชันพยัคฆ์เหิน อู๋ปิงจี้จึงคิดว่าจะได้ส่วนแบ่งเพียงครึ่งเดียว แต่หลังจากนั้นก็มีพยัคฆ์เหินปรากฏตัวขึ้นอีก! คราวนี้เป็นฝีมือของพวกเขาล้วนๆ!
จางเฮ่าเซวียนช่วยต้านราชันพยัคฆ์เหิน สร้างโอกาสให้พวกเขา แต่ส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งที่พวกเขาควรได้…ย่อมต้องมีแน่นอนมิใช่หรือ?
พยัคฆ์เหินขั้นเจ็ดระดับสูงสุด มูลค่าไม่ใช่แค่สิบเหรียญธาตุ ยิ่งไปกว่านั้น หนังของพยัคฆ์เหินตนนี้ก็ยังสมบูรณ์ นั่นขายได้ราคาดีแน่นอน ถึงแม้จะแบ่งให้จางเฮ่าเซวียนครึ่งหนึ่ง สำหรับพวกเขาก็ถือว่ารวยแล้ว
นั่นคือเหรียญธาตุนะ เหรียญธาตุที่มีกำลังซื้อสูงลิบ!
แม้ว่าบาดแผลบนร่างกายยังคงทำให้รู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้าง แต่การนอนอยู่บนเปลหาม มองทิวทัศน์รอบข้างที่ผ่านไปเรื่อย ๆ ทำให้อู๋ปิงจี้รู้สึกสบายใจ ราวกับว่าอาการบาดเจ็บไม่ได้รุนแรงเท่าใด
ถังซานหัวเราะพลางกล่าว “ศิษย์พี่ใหญ่ ตอนนี้ท่านคงรู้แล้วว่าอะไรคือการแสวงหาโชคลาภในความเสี่ยง ผลลัพธ์ครั้งนี้มันมากกว่าการฝึกฝนของท่านหนึ่งปีเต็มอีกใช่หรือไม่”
“มากกว่ามหาศาลเลย” อู๋ปิงจี้พยักหน้าอย่างไม่ลังเล
ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรหรือวรยุทธ์ การออกมาครั้งนี้ไม่กี่วันนั้นได้ผลลัพธ์มากมายเหลือเกิน
ถังซานหัวเราะพลางกล่าว่า “คราวนี้กลับไปรักษาตัวให้ดี ๆ แล้วค่อยกลับมาอีกครั้ง”
“ยังจะมากันอีก?” เสียงตวาดของจางเฮ่าเซวียนดังขึ้นมาจากด้านหน้า “พวกเจ้าควรจะรู้จักคิดบ้าง เกือบจะพินาศยับเยินกันหมดแล้ว บาดแผลยังไม่หายดีก็ลืมความเจ็บปวดแล้วหรือ?”
ถังซานหัวเราะพลางกล่าว “ท่านอาจารย์ หากไม่มีการลงทุนแล้วจะได้ผลตอบแทนได้อย่างไร นี่เรียกว่าแสวงหาโชคลาภในความเสี่ยงนะขอรับ!”
“หุบปาก ข้าไม่อยากฟังเจ้าพูด” จางเฮ่าเซวียนกล่าวอย่างหงุดหงิด ครั้งนี้เขาเองก็บาดเจ็บ ความดุร้ายของราชันพยัคฆ์เหิน หากต่อสู้กันจริง ๆ ถึงแม้เขาจะสามารถสังหารอีกฝ่ายได้ แต่ตัวเขาเองก็คงไม่รอด
พวกเด็กพวกนี้…
ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกเสียใจแล้วที่พาถังซานมาที่โรงเรียนไถ่ถอน นับตั้งแต่ถังซานเข้ามา โรงเรียนดูเหมือนจะมีปัจจัยที่ไม่มั่นคงเพิ่มขึ้น แต่ก็ดูเหมือนว่าจะทำให้บรรยากาศของทั้งโรงเรียนเปลี่ยนไปด้วย
การเดินทางกลับค่อนข้างราบรื่น ด้วยการมีอยู่ของจางเฮ่าเซวียนผู้แข็งแกร่งขั้นเก้า แม้ว่าเขาจะบาดเจ็บ แต่ก็ไม่มีสัตว์อสูรทั่วไปกล้าเข้าใกล้ เพียงแค่เขาปล่อยปราณออกมาเล็กน้อย สัตว์อสูรก็จะหลีกเลี่ยงไปไกลโดยธรรมชาติ
การเดินทางกลับใช้เวลาเพียงสองวันครึ่ง เมื่อแลเห็นสถาบันเจียหลี่อันยิ่งใหญ่อยู่ไกล ๆ จางเฮ่าเซวียนจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ระหว่างคิ้วยังคงมีความกังวลอยู่บ้าง เพราะกู้หลี่และตู๋ไป๋สองยังไม่ฟื้น
หลังจากอู๋ปิงจี้พักฟื้นสองวัน อาการบาดเจ็บก็ดีขึ้นบ้าง ด้วยร่างกายขั้นหกของเขากอรปกับร่างน้ำแข็ง การฟื้นฟูจึงไม่ใช่เรื่องยาก สำหรับคนทั่วไป การบาดเจ็บถึงกระดูกต้องใช้เวลาร้อยวัน แต่สำหรับเขา แค่ครึ่งเดือนก็สามารถฟื้นฟูได้ทั้งหมดแล้ว
“กลับไปแล้วต้องรักษาตัวเงียบ ๆ อย่าเอะอะ เข้าใจหรือไม่?” จางเฮ่าเซวียนเตือนเสียงเข้ม
ตอนนี้ศิษย์อีกสองคนยังไม่ฟื้น เมื่อกลับไปเขาต้องเผชิญกับความกดดันไม่น้อย เพราะการออกปฏิบัติการครั้งนี้ เขาเป็นผู้สนับสนุนหลัก
“ท่านอาจารย์วางใจได้” ถังซานตอบทันที แสดงท่าทางเหมือนเด็กว่านอนสอนง่าย
จางเฮ่าเซวียนจ้องเขาอย่างหงุดหงิด “ไปกันเถอะ”
เมื่อเขาฝืนพาทุกคนกลับมาที่โรงเรียน ก็เป็นเวลาเย็นแล้ว เขาจัดการให้ตู๋ไป๋และกู้หลี่พักผ่อนในห้อง แล้วพาอู๋ปิงจี้ที่พอจะเดินได้ ถังซานและเฉิงจื่อเฉิงไปที่โรงอาหาร
เมื่อเปิดประตูโรงอาหาร สายตาทุกคู่ก็จับจ้องมาทันที เมื่อเห็นว่าพวกเขากลับมา อาจารย์หลายคนในโรงอาหารก็ลุกขึ้นยืน
“กลับมาแล้วหรือ? กลับมาก็ดีแล้ว” กวนหลงเจียงเห็นอู๋ปิงจี้ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันที
เขาเดินเข้ามาหา มองดูอู๋ปิงจี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า ถามว่า “บาดเจ็บหรือ?”
“ขอรับ บาดเจ็บเล็กน้อย แต่ข้าไม่เป็นไร” อู๋ปิงจี้ยิ้มพลางกล่าว แล้วพูดว่า “พวกข้าล่าสัตว์อสูรกลับมาด้วย วันนี้จะเลี้ยงทุกคน”
“ว้าว ศิษย์พี่ใหญ่จงเจริญ!” เหล่าศิษย์คนอื่น ๆ ในโรงเรียนต่างโห่ร้องด้วยความยินดี
เนื้อสัตว์อสูรเป็นของดีที่หาได้ยากนัก!
มู่เอินฉิงมองดูด้านหลังทั้งสี่คน “ตู๋ไป๋กับกู้หลี่เล่า?”
จางเฮ่าเซวียนตอบอย่างเป็นธรรมชาติ “พวกเขาใช้พลังจิตมากเกินไป ต้องการพักผ่อน ข้าส่งพวกเขากลับห้องก่อนแล้ว”
กวนหลงเจียงได้ยินเช่นนั้น จึงถามต่อว่า “แล้วเจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
จางเฮ่าเซวียนตอบว่า “ไม่เป็นไร พักสักครู่ก็คงดีขึ้น”
เพิ่มอาหาร กินข้าว!
อาหารที่เพิ่มมานั้นคือเนื้อกิ้งก่าแยกพิภพที่พวกเขาล่ามาได้ในวันแรก เนื้อสัตว์อสูรขั้นห้านี้ แท้จริงแล้วสามารถขายได้ราคาดี ทว่าตอนนี้พวกเขามีเงินมากมาย จึงไม่สนใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ส่วนที่มีค่าที่สุดของกิ้งก่าแยกพิภพขั้นห้าคือเกล็ด กระดูก และเส้นเอ็นหลัก แม้ว่าเนื้อจะมีมูลค่าไม่น้อย แต่การนำมาใช้เพื่อเอาใจคนก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลย
ถังซานรีบกินอาหารเย็นอย่างรวดเร็วแล้วก็แอบหนีไปกับอู๋ปิงจี้และเฉิงจื่อเฉิง
ถ้าไม่หนีตอนนี้จะรออะไรอีก หากมีคนพบว่ากู้หลี่และตู๋ไป๋หมดสติ พวกเขาต้องโดนหนักแน่
พวกเขาหนีได้ แต่จางเฮ่าเซวียนหนีไม่ได้!
พวกศิษย์กินเสร็จแล้วก็แยกย้าย แต่พวกอาจารย์ยังคงอยู่
ซือหรูมองไปที่จางเฮ่าเซวียนด้วยสีหน้าเคร่งขรึมแล้วพูดว่า “เจ้าบาดเจ็บหรือ? เกิดอะไรขึ้น? มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น? ตู๋ไป๋และกู้หลี่ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”