ตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซาน ภาคการกลับมาของถังซาน - บทที่ 126
บทที่ 126 ทบทวนเหตุการณ์
ทั้งตู๋ไป๋และกู้หลี่ต่างสลบไสลไม่ได้สติ ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ เนื่องจากใช้พลังจิตจนหมดสิ้น เฉิงจื่อเฉิงเป็นคนเดียวที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ จึงได้รับหน้าที่เฝ้าระวัง
ถังซานตอนนี้ไม่มีเวลาอธิบายอะไร เมื่อจางเฮ่าเซวียนกลับมา เขาจึงรีบเร่งโคจรพลังเสวียนเทียน เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของตน คืนนี้นับว่าน่าตื่นเต้นระทึกใจอย่างยิ่ง
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อถังซานตื่นจากสภาวะฝึกฝน ซากแม่พยัคฆ์เหินได้หายไปแล้ว จากนั้นเขาก็เห็นอู๋ปิงจี้ที่มีไม้กระดานติดอยู่บนตัวนั่งพิงโคนต้นไม้ใหญ่พักผ่อนอยู่ไม่ไกล
ตู๋ไป๋และกู้หลี่ยังคงนอนสลบอยู่ ส่วนเฉิงจื่อเฉิงและจางเฮ่าเซวียนไม่เห็นร่องรอย
หลังจากพักฟื้นทั้งคืน แม้ร่างกายยังคงปวดระบมอยู่บ้าง แต่อาการบาดเจ็บของถังซานก็คงที่แล้ว
“ตื่นแล้วหรือ? กินอะไรหน่อยเถอะ” เสียงของจางเฮ่าเซวียนดังขึ้น เขาเดินมาจากด้านหลังของถังซานพร้อมยื่นผลไม้ให้
“ขอบคุณท่านอาจารย์” ถังซานรับผลไม้มาแล้วกินอย่างตะกละตะกลาม ผลไม้ในป่าเหล่านี้มีปราณวิญญาณเข้มข้นมาก หลังจากกินไปเจ็ดแปดลูก สารอาหารและน้ำที่ได้รับทำให้ถังซานกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก
จางเฮ่าเซวียนนั่งลงข้าง ๆ เขา สีหน้าดูซีดเซียวเล็กน้อย ทว่าลมหายใจกลับมาสงบนิ่งแล้ว สมแล้วที่เป็นผู้แข็งแกร่งขั้นเก้า!
“เล่าให้ข้าฟังซิ เมื่อคืนพวกเจ้าทำได้อย่างไร?” จางเฮ่าเซวียนถาม
ถังซานตอบ “นี่เป็นผลจากการร่วมแรงร่วมใจของทุกคน ศิษย์พี่ใหญ่ไม่ได้เล่าให้ท่านฟังหรือ?”
“เขาเล่ามาบ้างแล้ว แต่บอกว่าเจ้าเกือบถูกพยัคฆ์เหินกินเข้าไปแล้ว”
ถังซานยิ้มขื่น “ตอนที่ข้ากระโจนเข้าไป ก็แค่ต้องการควบคุมพยัคฆ์เหิน แต่พอถูกมันสะบัดกระเด็น ข้ากลับบรรลุขั้นใหม่ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ศิษย์พี่ใหญ่คงเล่าให้ท่านฟังแล้ว ตอนที่ข้าตกลงมา โชคดีมากที่ร่วงเข้าไปในปากแม่พยัคฆ์เหินพอดี และตอนนั้นมันถูกศิษย์พี่ใหญ่ทำให้ตัวแข็งด้วยความเย็น รวมถึงศิษย์พี่กู้หลี่ใช้พลังหยุดเวลาเต็มที่ ทำให้มันไม่สามารถหุบปากได้ชั่วคราว จึงเป็นโอกาสให้ข้าโจมตี ข้าปล่อยคมมีดวายุในปากของมัน ด้วยพลังที่เพิ่งบรรลุใหม่ พลังโจมตีจึงทรงพลังพอ ถึงได้ทำให้มันบาดเจ็บสาหัส”
“โจมตีในปากหรือ? น่าจะใช่” ก่อนหน้านี้จางเฮ่าเซวียนก็ได้ตรวจดูสภาพของพยัคฆ์เหินแล้ว บาดแผลที่ทำให้สิ้นชีวิตอยู่ด้านใน แม้แต่หนังพยัคฆ์ก็ยังสมบูรณ์
“ครั้งนี้พวกเจ้าเกือบตายยกกลุ่มแล้ว ต่อไปห้ามทำภารกิจเสี่ยงอันตรายแบบนี้อีก เมื่อวานถ้าพวกเจ้าไม่โชคดี กว่าข้าจะมาถึง พวกเจ้าก็คงถูกแม่พยัคฆ์เหินฉีกร่างแล้ว” จางเฮ่าเซวียนยังคงรู้สึกหวาดผวาอยู่
ถังซานยิ้ม “โชคก็เป็นส่วนหนึ่งของพลังความสามารถนะ! ท่านอย่าลืมสิ เหตุใดข้าถึงพาศิษย์พี่ตู๋ไป๋มาด้วยเล่า ถ้าข้าเดาไม่ผิด การที่ศิษย์พี่ตู๋ไป๋สลบไป คงเป็นเพราะใช้เนตรจิ้งจอกสวรรค์เต็มกำลัง เพื่อเพิ่มพลังโชคชะตาให้พวกเรา ไม่อย่างนั้นจะบังเอิญขนาดที่ข้าร่วงลงไปในปากพยัคฆ์เหินพอดีได้อย่างไร?”
“หืม?” จางเฮ่าเซวียนชะงัก “เจ้าหมายความว่า เนตรจิ้งจอกสวรรค์ขั้นสามของเขา สามารถส่งผลต่อพยัคฆ์เหินขั้นเจ็ดระดับสูงสุดได้หรือ? เป็นไปไม่ได้!”
ถังซานคิดในใจ ยังมีเนตรสวรรค์หยั่งรู้ขั้นสามที่มีพลังโชคชะตาเทียบเท่าเนตรจิ้งจอกสวรรค์ขั้นสามของข้าด้วย เมื่อรวมพลังกัน บวกกับพวกเรามีคนที่อยู่ขั้นหกถึงสองคน ถึงได้เกิดผลลัพธ์เช่นนี้ ความต่างระหว่างสองฝ่ายควรเป็นขั้นหกกับขั้นเจ็ด ไม่ใช่ประเมินแค่ขั้นสามของตู๋ไป๋
แน่นอนว่าเขาไม่กล้าพูดเรื่องนี้ออกมา เขายังไม่อยากให้จางเฮ่าเซวียนรู้ว่าตนดูดซับเนตรจิ้งจอกสวรรค์แล้ว
“อย่างไรผลก็ออกมาแบบนี้ ในสถานการณ์ปกติ พวกเราจะเอาชนะพยัคฆ์เหินขั้นเจ็ดได้อย่างไรกัน!” ถังซานกล่าวยิ้ม ๆ
จางเฮ่าเซวียนจ้องมองเขาอย่างลึกซึ้ง ตอนนี้เขาเริ่มมองศิษย์ใหม่คนนี้ไม่ออกแล้ว แม้เด็กคนนี้จะอายุเพียงเก้าขวบ แต่กลับให้ความรู้สึกผิด ๆ ว่าเป็นผู้ใหญ่เกินวัย ทั้งที่ประวัติของถังซานทั้งหมดล้วนชัดเจน
“เสี่ยวถัง เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” เสียงอ่อนแรงของอู๋ปิงจี้ดังมา
ถังซานตอบ “ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าไม่เป็นไร แล้วท่านล่ะเป็นอย่างไรบ้าง?”
“เจ็บ…” อู๋ปิงจี้สูดลมหายใจเย็นเฉียบ เขาได้รับบาดเจ็บทั้งภายในและภายนอกอย่างหนัก ภายใต้การรักษาของจางเฮ่าเซวียน ตอนนี้ถือว่าอาการค่อย ๆ คงที่แล้ว
“สมควรเจ็บ ใครใช้ให้พวกเจ้าทำเรื่องบ้า ๆ ดันอยากไปล่าราชันพยัคฆ์เหิน” จางเฮ่าเซวียนพูดอย่างหงุดหงิด ตอนนี้แค่นึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน เขาก็รู้สึกหวาดกลัวจนทำอะไรไม่ถูก
มุมปากของอู๋ปิงจี้กระตุกยิ้มอย่างขมขื่น “ท่านอาจารย์ ท่านไม่ควรให้ความสนใจกับเด็กอายุเก้าขวบที่บรรลุขั้นหกแล้วหรอกหรือ? ท่านไม่ได้ยินที่เขาพูดหรือ? เขาบรรลุขั้นหกแล้ว เขาเป็นมนุษย์แน่หรือ? เขาอายุน้อยกว่าข้าตั้งเจ็ดปี”
“หืม?” จางเฮ่าเซวียนชะงัก ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้จริง ๆ พอได้ยินก็จ้องมองถังซานทันที “เจ้า… บรรลุขั้นหกแล้วหรือ?”
“ขอรับ” ถังซานพยักหน้า “ภายใต้แรงกดดันมหาศาล ในช่วงเวลาคับขัน ข้าก็ทะลวงขั้นได้ ข้าเคยบอกท่านและอาจารย์กวนไว้แล้วมิใช่หรือ ยิ่งเผชิญแรงกดดันมหาศาล โดยเฉพาะในยามวิกฤตชีวิต นั่นคือโอกาสที่ดีที่สุดในการทะลวงขั้น มันกระตุ้นศักยภาพของข้าได้อย่างเต็มที่”
จางเฮ่าเซวียนสูดลมหายใจเย็นเฉียบ
ะดับหก ใช่! ขั้นหกด้วยอายุเพียงเก้าขวบ เด็กคนนี้…
ในบรรดาศิษย์ทั้งหมดของโรงเรียนไถ่ถอน ถังซานเป็นคนที่สองที่บรรลุขั้นหก! เขามาที่นี่ได้กี่วันกันเล่า? อีกอย่าง ถ้าจำไม่ผิด ตอนที่มาเขาเพิ่งทะลวงขั้นห้า แล้วไฉนถึงบรรลุขั้นหกได้แล้วเล่า?
ความเร็วในการพัฒนานี่เร็วเกินไปแล้ว
จางเฮ่าเซวียนมองถังซานขึ้น ๆ ลง ๆ ราวกับมองสัตว์ประหลาด จนถังซานรู้สึกอึดอัด
“ท่านอาจารย์ อย่ามองข้าเช่นนั้นเลย ข้ากลัว”
“เจ้ายังรู้จักกลัวอีกหรือ? พยัคฆ์เหินขั้นเจ็ดพวกเจ้ายังกล้าฆ่า แล้วเจ้ายังจะรู้จักกลัวอีก?” จางเฮ่าเซวียนยกมือขึ้น อยากจะตบถังซานสักป้าบจริง ๆ แต่เมื่อคำนึงว่าเด็กคนนี้ยังบาดเจ็บอยู่ จึงอดกลั้นไว้
ถังซานหัวเราะเบา ๆ “ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ข้าที่ทะลวงขั้น ข้าคิดว่าทุกคนคงจะมีเรื่องน่าประหลาดใจ เมื่อศิษย์พี่ตู๋ไป๋และศิษย์พี่กู้หลี่ฟื้นขึ้นมา น่าจะมีโอกาสทะลวงขั้นเช่นกัน”
พอได้ยินประโยคนี้ จางเฮ่าเซวียนก็สะดุ้งโหยง ถามอย่างร้อนรนว่า “เจ้าหมายความว่าพวกเขาทั้งสอง…”
ถังซานพยักหน้า “ตอนที่ศิษย์พี่กู้หลี่ใช้กาลเวลาสถิตร่างกับแม่พยัคฆ์เหินในช่วงสุดท้าย เห็นได้ชัดว่าเกินขอบเขตพลังปกติของเขา ตอนนั้นทุกคนต่างเผชิญหน้ากับความตาย หลังจากที่เขาระเบิดพลังครั้งนั้นก็สลบไป เขาอยู่ที่จุดสูงสุดของขั้นสี่มานานแล้วใช่ไหม แต่ทะลวงขั้นไม่ได้ ข้าคิดว่าหลังจากครั้งนั้น เขาน่าจะทะลวงขั้นได้แล้ว สถานการณ์ของศิษย์พี่ตู๋ไป๋ก็คงคล้ายกัน อย่างที่ท่านว่า เนตรจิ้งจอกสวรรค์ขั้นสามจะทำให้โชคของพยัคฆ์เหินขั้นเจ็ดแย่ลงได้หรือ? แต่ถ้าเป็นขั้นสี่ล่ะ?”
ดวงตาของจางเฮ่าเซวียนเป็นประกาย
หากพูดถึงระดับชั้นทางสายเลือด กาลเวลาสถิตร่างและจิ้งจอกสวรรค์สถิตร่างนั้นแข็งแกร่งที่สุดในโรงเรียนไถ่ถอน และเป็นผู้ที่ถูกคาดหวังมากที่สุด ถ้าครั้งนี้พวกเขาทั้งสองสามารถทะลวงขั้นพร้อมกันได้…
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ อารมณ์ของจางเฮ่าเซวียนก็เปลี่ยนไป
“หากเป็นจริงอย่างที่เจ้าพูด ผลจากอันตรายที่พวกเจ้าเผชิญครั้งนี้ ข้าจะรับไว้ทั้งหมด” จางเฮ่าเซวียนกำหมัดแน่น
ถังซานเบี่ยงประเด็นเรื่องที่ตนทะลวงถึงขั้นหกได้สำเร็จ ถามด้วยรอยยิ้ม “ท่านอาจารย์ ดาบเพลิงของท่านมีพลังอะไรหรือ? เก่งกาจจริง ๆ แม้แต่ราชันพยัคฆ์เหินขั้นเก้าก็ยังถูกท่านทำร้ายสาหัส”
จางเฮ่าเซวียนชายตามองเขา “นั่นคืออาวุธประจำกายของข้า หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกาย ทำจากกระดูกสันหลังของพยัคฆ์เพลิงขั้นเก้า ถูกหลอมโดยปรมาจารย์ช่างหลอมอาวุธระดับสูงสุดของเผ่าปีศาจ เป็นสิ่งที่ข้าใช้ความดีความชอบหลายปีแลกมาจากองค์กร การใช้มันต้องสะสมพลังค่อนข้างนาน แต่ก็ปลดปล่อยการโจมตีที่รุนแรงได้ ถ้าไม่มีมัน เมื่อวานพวกเราคงลำบากแล้ว พวกเจ้าจะได้เห็นตะวันในวันนี้หรือไม่ก็ไม่รู้?”