ตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซาน ภาคการกลับมาของถังซาน - บทที่ 125
บทที่ 125 โชคดี
ถังซานกล่าวว่า “ท่านรีบไปตามหาพวกเขาเถิด หากพวกเขาเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรตัวอื่นในป่าอาจจะเป็นอันตรายได้ ส่วนที่นี่ราชันพยัคฆ์เหินก็ถูกท่านไล่หนีไปแล้ว ถึงแม้จะมีพยัคฆ์เหินตัวอื่น ก็คงไม่มาเร็วขนาดนั้น ข้าจะอยู่เฝ้าพวกเขาที่นี่ อีกสักพัก ข้าก็น่าจะต่อสู้ได้แล้ว”
“พวกเขาทั้งสองคนไม่เหมาะที่จะเคลื่อนย้าย ได้แต่ต้องพักฟื้นที่นี่ก่อน รักษาอาการบาดเจ็บให้คงที่ เจ้าอยู่เฝ้าพวกเขาที่นี่ ข้าจะรีบไปรีบกลับ จะใช้ความเร็วสูงสุดกลับมา” จางเฮ่าเซวียนไม่ลังเลอีกต่อไป กดข่มอาการบาดเจ็บแล้วทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
เขาจำเป็นต้องตามหาเฉิงจื่อเฉิงและตู๋ไป๋กลับมาให้ได้ ไม่เช่นนั้นในป่าเขาอันกว้างใหญ่เช่นนี้จะอันตรายเกินไป
หลังจากที่เขาจากไป ถังซานก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ตอนนี้สภาพร่างกายของเขาก็แย่มาก แต่โชคดีที่พลังเสวียนเทียนได้ก้าวข้ามขีดจำกัด พลังเสวียนเทียนขั้นที่หกมีความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองที่แข็งแกร่งกว่า
ถังซานโคจรพลังเสวียนเทียนเงียบ ๆ ปรับสภาพลมหายใจที่ยุ่งเหยิงและเส้นลมปราณ เยียวยาบาดแผลอย่างเงียบ ๆ
ในขณะเดียวกัน ถังซานก็พบว่าในร่างกายของตนเองมีตราประทับสายเลือดเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอัน เป็นตราประทับสีฟ้าทั้งดวง ดูใสกว่าและแข็งแกร่งกว่าหมาป่าวายุสถิตร่างของตนเองมาก
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตราประทับนี้มาจากแม่พยัคฆ์เหินตนนั้น ตอนนั้นที่เขาทุ่มเทพลังดูดกลืนทั้งหมด ก็เพื่อทำให้แม่พยัคฆ์เหินอ่อนแอลงและเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเอง แต่ไม่คิดว่าจะได้รับตราประทับสายเลือดจากสัตว์อสูรตัวนี้จริง ๆ
ตอนนี้การต่อสู้จบลงแล้ว เขาจึงสัมผัสพลังสายเลือดของแม่พยัคฆ์เหินที่หลงเหลืออยู่ในร่างกาย เปรียบเทียบสายเลือดระหว่างสัตว์อสูรและปีศาจ
เมื่อเทียบกันแล้ว พลังสายเลือดของสัตว์อสูรจะดุดันกว่า และไม่บริสุทธิ์เหมือนพลังสายเลือดของเผ่าปีศาจ นี่น่าจะเป็นเพราะยังมิได้เบิกสติปัญญา
ในระหว่างการฝึกฝนได้แต่ดูดซับปราณวิญญาณฟ้าดินอย่างเฉื่อยชา ไม่มีการหมุนเวียนและเร่งปฏิกิริยาที่เหมาะสม นี่ก็เป็นเหตุผลว่าเหตุใดสัตว์อสูรจึงไม่สามารถฝึกฝนถึงระดับเทพได้
แต่ในแง่ของความแข็งแกร่งของเลือดลมแล้ว สัตว์อสูรก็มิได้ด้อยไปกว่าปีศาจเลย แม่พยัคฆ์เหินขั้นเจ็ดระดับสูงสุดตนนี้ มีพลังสายเลือดที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ถังซานเคยสัมผัสมา ร่างกายอันใหญ่โตนั้นบรรจุพลังสายเลือดที่แข็งแกร่งเกินมาก
แน่นอน นั่นเป็นเพราะเขายังไม่เคยสัมผัสพลังสายเลือดของอาจารย์เจ้าเมือง
ตราประทับธาตุวายุที่แม่พยัคฆ์เหินทิ้งไว้นี้ ควรเรียกว่าพยัคฆ์วายุสถิตร่าง แม่พยัคฆ์เหินเป็นธาตุวายุอย่างแท้จริง ความสามารถพิเศษของแม่พยัคฆ์เหินไม่ใช่การบิน นั่นเป็นสัญชาตญาณ ความสามารถที่แข็งแกร่งของพวกมันควรจะเป็นปราณวายุแข็งกร้าว จุดนี้สามารถแยกแยะได้จากสีของตราประทับนี้
หากปราณวายุแข็งกร้าวผสานรวมกับคมมีดวายุของหมาป่าวายุสถิตร่างจะกลายเป็นอย่างไรกันนะ?
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าระดับชั้นทางสายเลือดของพยัคฆ์วายุสถิตร่างนั้นอยู่เหนือกว่าหมาป่าวายุสถิตร่าง ถ้าแม่พยัคฆ์เหินเป็นปีศาจ ระดับชั้นทางสายเลือดนี้น่าจะถึงชั้นสาม น่าเสียดายที่พวกมันเป็นสัตว์อสูรไม่ใช่ปีศาจ ความบริสุทธิ์ของสายเลือดด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ก็น่าจะอยู่เหนือชั้นสี่ขั้นสูงสุด ส่วนราชันพยัคฆ์เหินนั้นแน่นอนว่าถึงชั้นสามแล้ว
ตราประทับปราณวายุแข็งกร้าวนี้น่าจะสามารถผสานรวมกับหมาป่าวายุสถิตร่างของตน ทำให้มันวิวัฒนาการ คมมีดวายุก็น่าจะมีวิธีการแตกแขนงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแบบ ทำให้วิธีการโจมตีของเขาแข็งแกร่งขึ้น
แน่นอน นี่ไม่ใช่เรื่องที่เขาทำได้ในตอนนี้ การปะทะกับพลังสายเลือดที่แข็งแกร่งเพียงนั้น ทำให้ให้เขายังต้องซ่อมแซมเส้นลมปราณ โชคดีที่พลังเสวียนเทียนทำให้เส้นลมปราณของเขายืดหยุ่นมาก อีกทั้งพลังเสวียนเทียนยังฟื้นฟูตัวเองได้ดีเยี่ยม แค่ให้เวลาเขาเพียงพอ การฟื้นฟูก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ตอนนี้สิ่งเดียวที่ต้องกังวลคือจะมีพยัคฆ์เหินที่แข็งแกร่งมาเยือนอีกหรือไม่
ราชันพยัคฆ์เหินที่ถูกอาจารย์เจ้าเมืองฟันด้วยดาบก่อนหน้านี้น่าจะบาดเจ็บค่อนข้างหนัก ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าเผ่าพันธุ์พยัคฆ์เหินจะไม่มีนิสัยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่เช่นนั้นเขาคงต้องใช้จิตเทพอย่างไร้หนทางอื่นแล้ว
ในตอนนั้นเอง เขารู้สึกได้ชัดเจนว่ามีความรู้สึกอบอุ่นไหลผ่านดวงตาทั้งสองข้าง ความรู้สึกตึงเครียดผ่อนคลายลง
นี่คือ… ผลของเนตรจิ้งจอกสวรรค์ เนตรสวรรค์หยั่งรู้กำลังบอกว่าไม่มีลางร้ายอันตรายใด ๆ หรือ?
ขณะที่ถังซานกำลังประหลาดใจกับผลของเนตรจิ้งจอกสวรรค์ จางเฮ่าเซวียนก็กลับมา แขนหิ้วเฉิงจื่อเฉิงและตู๋ไป๋คนละข้าง
เมื่อเห็นอาจารย์เจ้าเมืองกลับมา ถังซานถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก พร้อมกันนั้นก็ยิ่งสนใจความมหัศจรรย์ของเนตรจิ้งจอกสวรรค์มากขึ้น
จริง ๆ ด้วย ไม่มีอันตรายจริง ๆ เนตรนี้มีลางบอกเหตุที่น่าสนใจจริง ๆ! เหมือนกับตอนที่มีลางบอกเหตุว่าราชันพยัคฆ์เหินกำลังจะมาเลย
สาเหตุที่ตอนนั้นถังซานบังเกิดความรู้สึกอันตรายรุนแรงมาก ยังมีเหตุผลที่สำคัญกว่านั้นอีกอย่าง นั่นคือมาจากแม่พยัคฆ์เหิน ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องต่อต้านด้วยตนเอง
เมื่อจางเฮ่าเซวียนร่อนลงมาจากกลางเวหา ถังซานจึงพบว่าเฉิงจื่อเฉิงยังดีอยู่ ส่วนตู๋ไป๋กลับหมดสติไปด้วยใบหน้าซีดขาว
“ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่ตู๋ไป๋เป็นอะไรไปขอรับ?” ถังซานถามด้วยความตกใจ
ก่อนที่จางเฮ่าเซวียนจะทันได้เอ่ยปาก เฉิงจื่อเฉิงก็รีบพูดขึ้นว่า “ตอนที่พวกข้าหนีออกมา พวกข้ารู้สึกผิดมาก ตอนนั้นข้าแบกเขาอยู่ เขาพูดว่าตัวเองไร้ประโยชน์อะไรทำนองนั้น จากนั้นข้าก็รู้สึกถึงคลื่นพลังจิตที่รุนแรงมาก แล้วเขาก็หมดสติไป ศีรษะห้อยอยู่บนตัวข้าไม่ขยับเลย ทำเอาข้าตกใจ โชคดีที่ไม่นานท่านเจ้าเมืองก็มาถึง ข้าก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
จู่ ๆ ก็มีคลื่นพลังจิตพุ่งออกมาอย่างรุนแรง แล้วก็หมดสติไป
“น่าจะเป็นการใช้พลังจิตมากเกินไป” จางเฮ่าเซวียนกล่าว
ถังซานเข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
ตู๋ไป๋คงจะรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์ ตอนที่หนีไปกับเฉิงจื่อเฉิงจิตใจเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด จากนั้นเขาก็ใช้พลังเนตรจิ้งจอกสวรรค์ระเบิดพลังออกมาสุดกำลัง พยายามรบกวนโชคชะตา
และความจริงก็พิสูจน์แล้วว่า… เขาดูเหมือน… จะทำสำเร็จด้วย!
ถ้าตอนนั้นตัวเขาไม่ได้ฉวยโอกาสตอนที่แม่พยัคฆ์เหินอ้าปากไม่สนิทโจมตีเข้าไป แม้จะทำให้ตาของมันบอดได้ แต่พวกเขาทั้งสามก็ยังอยู่ในอันตรายมาก เว้นแต่ว่าตัวเขาจะใช้จิตเทพ ไม่เช่นนั้นโอกาสตายก็มีสูงมาก
แต่ตอนนั้นจู่ ๆ พวกเขาสามคนก็ร่วมมือกันอย่างลงตัว สุดท้ายก็สังหารแม่พยัคฆ์เหินได้สำเร็จ โชคชะตาเป็นปัจจัยสำคัญจริง ๆ!
ตู๋ไป๋ควบคุมพลังแห่งโชคชะตาจากระยะไกล ดูเหมือนจะทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ หากมองแบบนี้แล้วก็น่าสนใจมาก เนตรจิ้งจอกสวรรค์ก็มีบทบาทสำคัญมากเช่นกัน!
“พวก…พวกท่าน…” ในตอนนั้น เฉิงจื่อเฉิงพลันเหลือบไปเห็นซากแม่พยัคฆ์เหินร่างยักษ์ที่อยู่ไม่ไกล
จางเฮ่าเซวียนผ่อนคลายลงในตอนนี้ จึงสังเกตเห็นสภาพของแม่พยัคฆ์เหิน อดไม่ได้ที่จะอุทานด้วยความตกใจว่า “ใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือ?”
ก่อนหน้านี้เขาเป็นห่วงศิษย์ จึงไม่ได้สังเกตสภาพของพยัคฆ์เหินตนนี้ เมื่อยามนี้สงบลงแล้ว และเด็กทั้งห้าคนยังมีชีวิตอยู่ดี เขาจึงมีเวลามาสนใจผลงานของเหล่าเด็ก ๆ
พละกำลังของสัตว์อสูรส่วนใหญ่สัมพันธ์กับขนาดร่างกาย อย่างน้อยพยัคฆ์เหินก็เป็นประเภทนั้นแน่นอน
พยัคฆ์เหินตรงหน้านี้มีขนาดที่ไม่ใช่พยัคฆ์เหินโตเต็มวัยทั่วไป แต่พวกเขากลับสามารถสังหารมันได้สำเร็จ?
เมื่อจางเฮ่าเซวียนมองไปที่ถังซานอีกครั้ง ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง
ถังซานยิ้มแห้ง ๆ พลางกล่าวว่า “นี่เป็นผลจากการร่วมมือกันของทุกคนขอรับ”
เฉิงจื่อเฉิงกล่าว “ท่านเจ้าเมือง ท่านเก่งกาจนัก เหตุใดท่านถึงมาที่นี่ได้? โชคดีที่มีท่าน ไม่เช่นนั้นพวกข้าคงตายแน่!”
มุมปากของจางเฮ่าเซวียนกระตุกเล็กน้อย การมาถึงของเขาเป็นจุดสำคัญก็จริง เขาขัดขวางราชันพยัคฆ์เหินไว้ได้ แต่พยัคฆ์เหินตัวที่อยู่ตรงหน้านี้ไม่เกี่ยวกับเขาเลยนี่นา!
แต่ตอนนี้เขาก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นตอนนั้น และเขาก็รู้ความลับเรื่องพลังเสวียนเทียนของถังซาน ในเวลาเช่นนี้จึงไม่ได้พูดอะไรมาก
“พักฟื้นกันตรงนี้ ฟื้นฟูให้เร็วที่สุด พวกเราต้องรีบออกจากที่นี่ ไม่เช่นนั้นถ้าราชันพยัคฆ์เหินกลับมาก็จะลำบาก” ขณะที่เขานั่งลง ร่างกายก็สั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด แสดงว่าการต่อสู้กับราชันพยัคฆ์เหินก่อนหน้านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แต่ตอนนี้เขายังพักไม่ได้ เขาตรวจร่างกายของอู๋ปิงจี้อย่างระมัดระวัง ช่วยจัดกระดูกที่หักให้ตรง เชื่อมต่อให้ดี เพื่อป้องกันกระดูกเคลื่อน อีกทั้งยังต้องสังเกตอาการของกู้หลี่และตู๋ไป๋อีกด้วย