พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 260 กลับลกเอี๋ยงอีกครั้ง
บทที่ 260 กลับลกเอี๋ยงอีกครั้ง
หลังจากพูดคุยหารือกับทุกคนแล้ว ในที่สุดเล่าเจี้ยงก็ตัดสินใจเรื่องแผนต่อไป
ไทสูจู้ จูล่ง เตียนอุย และทหารม้ากองทหารม้าหัวหอกหมื่นนายติดตามแม่ทัพหลังกลับเมืองลกเอี๋ยง โดยมีซุนฮิวพ่วงไปด้วยในฐานะกุนซือ ส่วนที่เหลืออยู่เฝ้าฮั่นต๋ง
หลังจากเล่าเจี้ยงจากไป งานเล็กใหญ่ทั้งหมดในฮั่นต๋งก็ถูกมอบหมายให้กาเซี่ยงเป็นผู้นำ แม่ทัพหลังให้สิทธิ์เด็ดขาดในการตัดสินใจให้ ขอแค่เป็นคำสั่งของกุนซือปีศาจก็ไม่อนุญาตให้ใครตั้งคำถามหรือไม่เชื่อฟัง หากมีผู้ฝ่าฝืนคำสั่ง กาเซี่ยงสามารถลงโทษก่อนแล้วค่อยรายงานได้
กาเซี่ยงซาบซึ้งใจจนน้ำตารื้น นายท่านช่างไว้วางใจเขาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
ห้าวันต่อมา… กองทหารม้าหัวหอกเก็บข้าวของทุกอย่างเรียบร้อย พวกเล่าเจี้ยงก็ออกเดินทางท่ามกลางการอำลาของลูกน้องใต้บัญชาทุกคน
ทหารม้านับหมื่นยิ่งใหญ่เกรียงไกร เล่าเจี้ยงไม่ได้แวะที่ไหนไกล เพียงใช้เส้นทางตอนที่เดินทางมาเท่านั้น ผ่านด่านเองเปงก๋วนเข้าสู่เส้นทางเฉินชาง หลังจากผ่านเฉินชางแล้วตรงไปยังเมืองเตียงอัน แล้วค่อยไปด่านงักขุนก๋วนสมัยฉิน หรือก็คือเมืองฮองหลงในตอนนี้ จากนั้นก็ตรงไปจนถึงเมืองลกเอี๋ยง
จุดหมายปลายทางใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ นักท่องเวลาก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้น
เมืองลกเอี๋ยง อาจกล่าวได้ว่าเป็นสถานที่เริ่มต้นทุกอย่าง ตั้งแต่ผู้บัญชาการปราบโจร จนถึงแม่ทัพทหารม้า จวบจนแม่ทัพหลังในตอนนี้ ทุกอย่างล้วนวนเวียนอยู่รอบเมืองลกเอี๋ยง ศูนย์กลางการพัฒนาของต้าฮั่น
จากมาเกือบสามปี ห่างหายกับภรรยาสองคนมาสามปีแล้ว!
กังวล ตื่นเต้น คาดหวัง เปี่ยมสุข กลุ้มใจ… อารมณ์ของเล่าเจี้ยงสรรหาคำมาเปรียบเทียบได้เพียง ‘ว้าวุ่น’
โดยเฉพาะภรรยาสองคน หลังแต่งงานกับเขาอายุแค่สิบห้าสิบหก ตอนนี้ถือว่าโตเป็นสาวแล้ว
เกรงว่าเอี๋ยมเอ๋อร์กับอวิ๋นเอ๋อร์ต้องสวยขึ้นแน่ ๆ
เมื่อนึกถึงภรรยา เล่าเจี้ยงอดหายใจถี่รัวไม่ได้ หลังจากแยกกันมาหลายปี ความรู้สึกคิดถึงพลันท่วมท้นขึ้นมาในใจ
“นายท่าน ตื่นเต้นหรือ?”
ซุนฮิวผู้อยู่ข้างกายล่วงรู้ความรู้สึกเล่าเจี้ยงได้เหนือใครทั้งหมด จึงอดยิ้มหยอกล้อไม่ได้
“ฮ่า ๆ กงต๋าไม่ตื่นเต้นหรือ? สามปีแล้ว พวกเรากลับมาลกเอี๋ยงอีกครั้งแล้ว”
เมื่อเทียบกับความตื่นเต้นของนายท่าน ซุนฮิวกลับเปี่ยมด้วยความยินดีและมั่นใจมากกว่า
“เราเปลี่ยนแปลงจากเมื่อสามปีก่อนราวฟ้ากับเหว!”
สามปีก่อน แม่ทัพหลังนำกองทหารไม่ถึงห้าพันเต็มไปยังเมืองฮั่นต๋ง สามปีต่อมา เขากลับมายังลกเอี๋ยงพร้อมทหารม้าหมื่นนาย
ในเวลาสามปีนี้ กองกำลังของเล่าเจี้ยงอาจจะไม่ใหญ่มากที่สุด แต่แข็งแกร่งที่สุดอย่างแน่นอน!
ทุกอย่างกำลังพัฒนาไปในทางที่ดี และยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
“กงต๋า กลับลกเอี๋ยงหนนี้น่าจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ สุดท้ายแล้วต้องจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ครั้งต่อไปที่กลับมาบ้านเกิดคือตอนเราได้ทุกสิ่งแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดอันฮึกเหิมของเล่าเจี้ยง ซุนฮิวก็อดคล้อยตามไม่ได้
ทั้งสองแลกเปลี่ยนความคิดมาตลอดทาง พลางบอกการคาดเดาของตัวเองในการเดินทางไปลกเอี๋ยงครั้งนี้ จนสรุปได้ว่า… พระเจ้าเลนเต้จะตายในไม่ช้า
แม้ซุนฮิวจะตกใจมาก แต่เท่าที่รู้จักนายท่านมา เขาก็ยอมรับคำพูดของเล่าเจี้ยง
การเดินทางไปเมืองลกเอี๋ยงครั้งนี้จะทำให้เกิดการพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินครั้งยิ่งใหญ่ และเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอย่างมหันต์ในอีกสิบปี หรือร้อยปีข้างหน้า
“นายท่าน ครั้งนี้เราจะนั่งชมการจลาจลในเมืองลกเอี๋ยงจริง ๆ หรือ?”
แม้จะมองเรื่องราวทะลุปรุโปร่งในใจชัดเจนแล้ว กระนั้นเมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจ ซุนฮิวก็ทนดูให้เรื่องมันเกิดขึ้นเช่นนี้ไม่ได้
ตลอดสี่ร้อยปีแห่งต้าฮั่น ตระกูลซุนแห่งเอ่งฉวนจงรักภักดีต่อราชวงศ์ฮั่นมาตลอด บัดนี้ต้องมานั่งมองต้าฮั่นล่มสลายไปทีละขั้น ๆ
หากซุนฮิวพูดตอนนี้ ก็ดูจะลังเลไม่กล้าตัดสินใจ แต่เล่าเจี้ยงก็ไม่ได้ตำหนิเขา ตรงข้ามกลับเข้าใจเป็นอย่างดี
“กงต๋า แผ่นดินต้าฮั่นตรงหน้ากลายเป็นอย่างไร เชื่อว่าไม่ต้องให้ข้าพูดมาก หลายปีมานี้เราไม่เคยพยายามกันเลยหรือ? ทำลายกลุ่มโพกผ้าเหลือง รบกับกองทัพซีเหลียง กล่าวได้ว่ารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง แต่ผลลัพธ์เล่า? มีผู้ใดตั้งตารอชัยชนะของเราหรืออยากให้เราได้รับชัยชนะจริง ๆ หรือไม่?”
“พระญาติ ตระกูลทรงอิทธิพล ขันที แม้กระทั่งฝ่าบาท มีใครบ้างไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว? มีใครทำเพื่อผู้คนในใต้หล้า คำนึงถึงไพร่ฟ้าจากหัวใจบ้าง?”
“จะทำสิ่งใดก็ควร ลงมืออย่างเด็ดขาด มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาไม่รู้จบ
ต้าฮั่นในตอนนี้จวนจะล่มสลาย สิ่งที่เราทำได้ ไม่ใช่ช่วยรักษาไว้ แต่สร้างต้าฮั่นขึ้นมาใหม่”
ยิ่งเล่าเจี้ยงเอ่ยด้วยความเร่าร้อนมากเท่าไร ซุนฮิวก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นเท่านั้น
ความจริงบัณฑิตไร้ชื่อได้พูดโน้มน้าวใจตัวเองนานแล้ว เพียงแต่เมื่อต้องดูมันพังพินาศด้วยตาตัวเองจริง ๆ ก็ไม่เต็มใจนัก
“นายท่าน ข้าขอโทษที่ทำให้ท่านผิดหวัง หักใจได้ไม่เด็ดขาด…”
เล่าเจี้ยงระบายยิ้ม เขาไม่ได้คิดอะไรอย่างนั้น ตรงข้ามกลับดีใจที่กุนซือตงฉินของตนยอมภักดีต่อเขา
“กงต๋า เจ้าพูดอะไรน่ะ? ระหว่างเราพี่น้องไม่ต้องพูดเช่นนี้ เจ้ายอมเข้าใจและยังสนับสนุนนายท่านผู้นี้ ควรเป็นโชคดีของข้าถึงจะถูก”
พี่น้องหรือ… คำนี้ช่างอบอุ่นจริง ๆ
ซุนฮิวลอบมองนายท่านที่อยู่ข้าง ๆ ในใจเหมือนมีกระแสน้ำอุ่นไหลผ่าน
นั่นสิ… พี่น้อง
ซุนฮิวมองเห็นการเติบโตของเด็กคนนี้ทุกย่างก้าวกับตา
เล่าเจี้ยงมองกุนซือคนแรกอย่างลึกซึ้งเช่นกัน นัยน์ตาเปี่ยมด้วยความไว้ใจและคาดหวัง
ครั้งที่เขาออกรบครั้งแรกโดยไร้บัณฑิตติดตัวประหนึ่งคนตามืดบอดท่ามกลางหิมะ เปี่ยมด้วยสิ้นหวัง ชักชวนผู้ทรงปัญญาคนไหนก็ถูกปฏิเสธ เวลานั้นมีเพียงซุนฮิวที่ยอมเดินฝ่าลมหนาวจากกระโจมแม่ทัพใหญ่มาวางแผนการรบให้เด็กไร้ชื่ออย่างเขา
คนซื่อใจกว้าง และบางทีในใต้หล้านี้คนที่ภักดีต่อต้าฮั่นจริง ๆ คงมีเพียงลูกหลานของตระกูลซุนเท่านั้น
สิ่งที่ทำให้เล่าเจี้ยงเสียใจที่สุด คือเกรงว่าจะเป็นไม่สามารถสร้างยุครุ่งเรืองของต้าฮั่นขึ้นมาใหม่ร่วมกับซุนฮิวได้…
นักท่องเวลาย่อมรู้อนาคต…
…
การเดินทางกลับราบรื่นมาก จากด่านเองเปงก๋วนถึงลกเอี๋ยง ไม่เจออุปสรรคใด ๆ
เมื่อแม่ทัพหลังเหยียบเข้าสู่เมืองลกเอี๋ยงจริง ๆ ทุกอย่างไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ยังคงเป็นประตูเมืองที่สูงตระหง่าน มีตลาดที่คึกคักคนพลุกพล่าน ทว่าเล่าเจี้ยงรู้ว่าทุกอย่างแตกต่างออกไป
บนโลกนี้มีสิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนคือการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ต้าฮั่นก็เป็นเช่นนี้ ฮั่นต๋งก็เป็นเช่นนี้ เมืองลกเอี๋ยงก็ยังคงเป็นเช่นนี้
เพื่อกลั้นความคิดถึงที่มีต่อภรรยา เล่าเจี้ยงไม่ได้กลับไปที่จวนแม่ทัพหลังในทันที หลังจากไทสูจู้กับจูล่งไปตั้งค่ายพักแรม โดยให้เตียนอุยพาซุนฮิวกลับไปที่จวนก่อนในขณะที่ตนเดินทางเข้าวัง
“ใต้เท้าเตียว?”
ไม่คิดเลยว่าหน้าประตูวัง เล่าเจี้ยงจะได้พบกับเตียวเหยียง
“แม่ทัพหลัง”
เตียวเหยียงเผยสีหน้าประหลาดใจ ก่อนเดินไปกุมมือคำนับแม่ทัพหลัง
เล่าเจี้ยงย่อมไม่กล้าเพิกเฉย ในขณะเดียวกันก็ไม่เสียมารยาท
“ไม่คิดเลยว่าแแม่ทัพหลังจะกลับมาถึงเมืองลกเอี๋ยงเร็วขนาดนี้”
“ฝ่าบาทเรียกเข้าพบ ข้าจะกล้าชักช้าได้อย่างไร จึงเร่งเดินทางกลับ”
เล่าเจี้ยงรู้ว่าเตียวเหยียงเป็นหูเป็นตาให้พระเจ้าเลนเต้ จึงต้องแสดงท่าทีออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
“นี่ใต้เท้าเตียวเพิ่งกลับมาจากนอกพระราชวังหรือ?”
เตียวเหยียงพยักหน้า ก่อนเปลี่ยนเป็นสีหน้าลังเล เมื่อเห็นว่ารอบ ๆ ไม่มีใครอยู่จึงได้เข้าไปกระซิบข้างหูเล่าเจี้ยง
“แม่ทัพหลังยังไม่รู้อะไร ไม่กี่ปีที่ท่านแม่ทัพไม่อยู่ในราชสำนัก สถานการณ์กก็เริ่มวุ่นวาย! โฮจิ๋นส่งเสริมพวกพ้องของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง ตระกูลเก่าแก่ที่นำโดยตระกูลอ้วนก็โอหังมากขึ้น เฮ้อ!”
เล่าเจี้ยงรู้เรื่องเหล่านี้มานานแล้ว เพียงแต่เขาทำเป็นเหมือนว่าไม่รู้อะไร
“หืม? มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ? เช่นนั้นฝ่าบาทไม่ได้ควบคุมพวกเขาไว้หรือ?”
“เหตุใดจะไม่ทำเล่า เพื่อแบ่งอำนาจของโฮจิ๋น ฝ่าบาทจึงก่อตั้งกองทัพซีหยวนขึ้นมาเป็นพิเศษ เพียงเพื่อตำแหน่งผู้บัญชาการทหารกองทัพบน จึงเกิดการทะเลาะกันครั้งใหญ่ และไม่ง่ายเลยกว่าฝ่าบาทจะมอบตำแหน่งนี้ให้กับเกียนสิด”
เล่าเจี้ยงโล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ขอแค่มีอำนาจทางทหารอยู่ในมือ พวกเขาต้องรู้สึกพะว้าพะวังกันอยู่บ้าง”
เตียวเหยียงกลับไม่ค่อยมีความสุขขนาดนั้น ก่อนส่ายหน้าอย่างจริงใจ
“มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก ฝ่าบาททรงประชวรเพราะเหตุนี้ ทั้งยังทรงประชวรหนักมากด้วย”