พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 259 สามปีแห่งการเปลี่ยนแปลง
บทที่ 259 สามปีแห่งการเปลี่ยนแปลง
เวลาผันผ่านไปทีละน้อย พริบตาเดียวก็เป็นฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 188 เล่าเจี้ยงอยู่ในเมืองฮั่นต๋งมาเกือบสามปีแล้ว
ยามนี้เขาควบคุมฮั่นต๋งอย่างสมบูรณ์ หากเทียบเคียงกับฮั่นต๋งแล้ว ทั้งต้าฮั่นก็ไม่มีความสงบสุขเลยแม้แต่น้อย
เลียงจิ๋ว หันซุยบุกโจมตีเมืองเอก และผนวกสี่เมืองในเลียงจิ๋วเข้าด้วยกัน ต่อมาม้าเท้งผงาดขึ้นมาในเมืองอู่เว่ย เข้ายึดซีผิง จางเย่ และจิ่วฉวนก่อน เดิมคิดว่าม้าเท้งกับหันซุยจะต่อสู้กันเอง ไม่คิดเลยว่าสองกองกำบังกบฏแห่งเลียงจิ๋วจะร่วมมือกัน ตกลง รุกคืบ และล่าถอยไปด้วยกัน ทว่าในระยะเวลาสองปี กลับไม่มีการเคลื่อนไหวของม้าเท้งกับหันซุยเลย ราวกับว่าไม่เคยเกิดกบฏในเลียงจิ๋วมาก่อน
แคว้นอิวจิ๋วไม่ได้โชคดีนัก เตียวซุ่น และเตียวจวิ้นก่อกบฏติดต่อกัน เตียวจวิ้นถึงกับอ้างตนเป็นโอรสสวรรค์ ร่วมมือกับชนเผ่าออหวนวางยาพิษในดินแดนฮ่อปัก ทำให้ผู้คนต้องทนทุกข์ทรมาน
หากพูดถึงเรื่องร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ คงไม่พ้นหวังเฟินพยายามเลียนแบบขันที
หวังเฟินได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในแปดสุภาพบุรุษผู้ยึดมั่นในสัจจะเหนือทรัพย์สิน เป็นกลุ่มบุคคลมีชื่อเสียงที่ใช้เงินทองช่วยเหลือผู้คน อีกทั้งยังเคยประสบกับกบฏเตาบู และวิบัติคร่ากุมกลุ่มอภิชนอีกหลายครั้ง
หวังเฟินเคยพยายามเอาชนะคนจำนวนมาก รวมถึงโจโฉ ฮัวหิม*[1] เถาชิวหง*[2] และคนอื่น ๆ แต่ถูกปฏิเสธอย่างรุนแรง เมื่อเรื่องแดงออกมา หวังเฟินก็ตกใจมาก สุดท้ายก็มีจุดจบฆ่าตัวตาย
ความวุ่นวายนี้ยังส่งผลกระทบต่อตระกูลอ้วนด้วย ในฐานะขุนนางเก่าของตระกูลอ้วน ทุกสิ่งที่หวังเฟินทำย่อมเกี่ยวข้องกับตระกูลอ้วนอย่างหลีกหนีไม่พ้น แม้อ้วนหงุยจะไม่เสียตำแหน่งด้วยเหตุนี้ กระนั้นก็ทำให้พระเจ้าเลนเต้เกิดความไม่พอใจต่อตระกูลอ้วนอย่างมาก
ส่วนจะทำลายความวุ่นวายนี้อย่างไร… ย่อมเป็นงานของเล่าเจี้ยง
นักท่องเวลายามนี้อยู่ที่ฮั่นต๋งโดยไม่ลืมเหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในยุคนั้น ๆ
แต่ก็แปลก เขาสร้างผลงานใหญ่เช่นนี้ สุดท้ายไม่ได้รับรางวัลใด ๆ แม้แต่คำชมเชยสักประโยคก็ไม่ได้
ภายใต้การปกครองของแม่ทัพหลัง เมืองฮั่นต๋งเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบสามปี ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดคงไม่พ้นจำนวนพลเรือน จากเมื่อก่อนไม่ถึงสามแสนคน ตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็นสี่แสนห้าหมื่นคนแล้ว!
แน่นอนว่าคนเหล่านี้ไม่ได้ออกมาจากอากาศ ส่วนหนึ่งหลบหนีมาจากกวนจง เลียงจิ๋ว เอ๊กจิ๋ว และที่อื่น ๆ ผู้คนในสามเมืองนี้บ้างก็ทนกับความโหดร้ายไม่ไหว บ้างก็ทนการขูดรีดไม่ไหว และกังวลความเป็นตายของครอบครัว
เล่าเจี้ยงมีชื่อเสียงมายาวนานย่อมกลายเป็นเป้าหมายหลักของพวกเขา โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา มีผู้ลี้ภัยเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเขาไม่ได้ห้าม อ้าแขนรับทุกคนเข้ามาหมด
ความจริงพวกเขาคือชาวเมืองอู่ตูที่อพยพมา ใช่… ตอนนี้เมืองอู่ตูกลายเป็นเมืองร้างแล้ว แม่ทัพหลังย้ายผู้คนในเมืองอู่ตูมาที่เมืองฮั่นต๋งเรียบร้อยแล้ว
เมืองอู่ตูเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเมืองฮั่นต๋งกับเลียงจิ๋ว เล่าเจี้ยงไม่อยากให้กองกำลังกระจัดกระจายมากเกินไป อีกอย่างเขาไม่มีอำนาจเฝ้ารักษาการณ์เมืองอู่ตู จึงทำได้เพียงย้ายคนทั้งหมดไปที่เมืองฮั่นต๋ง
ทว่าปฏิกิริยาของเลียงจิ๋วทำให้เขางุนงงอย่างมาก หันซุยเหมือนไม่คิดจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเมืองอู่ตู ในช่วงสองปีที่ผ่านมา อีกฝ่ายเอาแต่อยู่ในเมืองจินเฉิงโดยไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ
จากความผิดปกติที่มากขึ้นเรื่อย ๆ และวงล้อแห่งประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้น ทำให้เล่าเจี้ยงค่อนข้างคุ้นเคยกับมันไปแล้ว ไม่ว่าเลียงจิ๋วจะผิดปกติแค่ไหน นักท่องเวลาก็ไม่ใส่ใจมากนัก ด่านเองเปงก๋วนถูกเขาใช้เป็นป้อมไปแล้ว แม้หันซุยจะยกกองทัพมา ก็ยากที่จะข้ามคูน้ำธรรมชาตินี้ได้ ไม่ว่าจะเผชิญกับสถานการณ์ใด แม่ทัพหลังก็สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย
ตอนนี้เล่าเจี้ยงมีลูกน้องใต้บัญชาทั้งหมดสามหมื่นนาย รวมทหารราบ ทหารม้า พลเกาทัณฑ์และอื่น ๆ แม้ทหารประจำเมืองนำโดยเอียวหลินที่ประจำการอยู่ด่านเองเปงก๋วนก็ยังกลายเป็นทหารชั้นยอดมากขึ้นเนื่องจากการฝึกฝนมาหลายปี
ส่วนกองกำลังใต้บังคับบัญชาจวนแม่ทัพหลังล้วนเป็นทหารชั้นยอดที่สุดในใต้หล้าอย่างแน่นอน หากมีโอกาสเพียงครั้งเดียว พวกเขาย่อมสร้างผลงานผงาดง้ำในใต้หล้าได้แน่นอน
ทว่า… วันสงบสุขก็พังทลายลงในที่สุด พระราชโองการจากลกเอี๋ยงส่งมาถึงเมืองฮั่นต๋ง ทั้งยังกล่าวถึงเล่าเจี้ยงด้วย
“กระหม่อม เล่าเจี้ยงรับราชโองการ”
นักท่องเวลานำลูกน้องใต้บัญชาคุกเข่าลงกับพื้น น้อมรับพระราชโองการของพระเจ้าเลนเต้
“แม่ทัพหลังประจำการอยู่เมืองฮั่นต๋งมาหลายปี ปราบปรามกลุ่มกบฏในเลียงจิ๋วจนไม่กล้าเหิมเกริม มีคุณงามความดีมาก เราพอใจยิ่งนัก วันนี้สั่งแม่ทัพหลัง เจ้าเมืองฮั่นต๋ง เล่าเจี้ยงนำทัพกลับเมืองหลวง ส่วนกิจการงานในฮั่นต๋งให้จัดการตามสมควร จบราชโองการ”
เล่าเจี้ยงคารวะซ้ำอีกครั้ง จากนั้นก็รับพระราชโองการด้วยมือทั้งสองข้าง
“กระหม่อมเล่าเจี้ยง น้อมรับพระบัญชา”
ขันทีน้อยรีบก้าวไปข้างหน้า พยุงแม่ทัพหลังลุกขึ้น พลางมองอีกฝ่ายอย่างประจบสอพลอ
“แม่ทัพหลัง ฝ่าบาทตรัสว่าคิดถึงท่านเป็นอย่างมาก ให้แม่ทัพหลังอย่าได้ล่าช้า”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า ล้วงมือเข้าไปในอก หยิบเงินรางวัลออกมามอบให้ขันที
“ขอบคุณแม่ทัพหลังมาก”
ขันทีก็เหมือนกันหมด เห็นเงินก็ตาเป็นประกาย พลันมีใจให้ความร่วมมือขึ้นมาทันที
“ท่านกงกงน้อย ข้าขอถามอะไรหน่อย”
“ท่านแม่ทัพว่ามาได้เลย ข้าจะบอกทุกอย่างที่ข้ารู้”
ขันทีไม่ได้มองเล่าเจี้ยงเลย คิดถึงแค่เงินในมือเท่านั้น
“ตอนที่ท่านออกมาจากลกเอี๋ยง มีเรื่องใหญ่อะไรเกิดขึ้นหรือไม่?”
“เรื่องใหญ่?”
ขันทีหนุ่มขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจความหมายของเล่าเจี้ยง
“หมายถึงฝ่าบาทมีคำสั่งใหม่อะไรหรือไม่?”
“โอ้… มี… ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้จัดตั้งกองทัพอุทยานทิศประจิม*[3] ขึ้น โดยแต่งตั้งพระองค์เองเป็นผู้บัญชาการสูงสุด และมีเกียนสิดเป็นผู้บัญชาการกองทัพบน ผู้บัญชาการกองทัพกลาง.. ”
ยังคงก่อตั้งกองทัพอุทยานทิศประจิม!?
เล่าเจี้ยงอดอุทานในใจไม่ได้ เพียงส่งขันทีจากไป แล้วเรียกระดมพลลูกน้องใต้บัญชาทุกคน
“ทุกท่าน ฝ่าบาทมีพระราชโองการสั่งให้ข้านำทัพกลับเมืองหลวง ทั้งยังขอให้ออกเดินทางทันที”
เบื้องล่างเริ่มซุบซิบกันทันใด โดยจวิ้นเฉิงเงียมสานเป็นคนแรกที่กุมมือถาม
“นายท่าน ตามหลักแล้วข้าราชบริพารชั้นนอกไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นตัวแทนเข้าเมืองหลวงใช่หรือไม่? ฝ่าบาทถึงได้เรียกท่านกลับเมืองหลวง หรือลกเอี๋ยงมีการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้น?”
เล่าเจี้ยงส่ายหน้า และหัวเราะเบา ๆ
“การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่มีหรอก อีกอย่างฝ่าบาทได้ทรงจัดตั้งกองทัพอุทยานทิศประจิมขึ้นในเดือนนี้ ทั้งยังทรงแต่งตั้งพระองค์เองเป็นผู้บัญชาการสูงสุด ทว่าทรงงานยุ่งไม่มีเวลาจัดการทหารเหล่านี้หรอก จึงแต่งตั้งผู้บัญชาการกองทัพบนคนหนึ่ง ผู้บัญชาการกองทัพกลางคนหนึ่ง และผู้บัญชาการกองทัพล่างคนหนึ่ง พวกเจ้าเดาดูว่าพวกเขาเป็นใคร”
ใครหรือ? นี่จะเดาอย่างไรล่ะ
ทุกคนเบื้องล่างต่างมีท่าทางสับสน ไม่เข้าใจเจตนา
“นายท่านน่าจะหมายถึงกองกำลังใดปกครองกองทัพอุทยานทิศประจิมใช่หรือไม่?”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าให้ซุนฮิว ตามคาดยังต้องเป็นผู้ฉลาดเหล่านี้จริง ๆ
“ใช่ ตั้งแต่ฝ่าบาทแต่งตั้งผู้บัญชาการกองทัพบน กลาง ล่างก็สามารถตรวจสอบเมืองลกเอี๋ยงในตอนนี้ได้”
ซุนฮิวคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนเอ่ยจัดลำดับของตัวเองให้เล่าเจี้ยง
“ข้าเดาว่ายังคงเป็นขันที พระญาติและตระกูล? พวกเขาแยกกันรับตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพบน กลาง ล่างตามลำดับ”
“ถูกต้อง แต่ลำดับของพระญาติกับตระกูลขุนนางนั้นผิด ผู้บัญชาการกองทัพบน เกียนสิด ผู้บัญชาการกองทัพกลาง อ้วนเสี้ยว และผู้บัญชาการกองทัพล่าง เป้าหง”
รูม่านตาซุนฮิวหดตัวลง เห็นได้ชัดว่าเห็นต่างออกไป
“นายท่าน ดูเหมือนตั้งแต่เรามาที่ฮั่นต๋ง พระญาติกับตระกูลอ้วนก็มิได้รับมือได้ยากเท่าไรแล้ว”
เล่าเจี้ยงหัวเราะเยาะ พลางพยักหน้าเล็กน้อย
“ ใช่ ตั้งแต่ปีก่อนโฮเบี้ยว*[4] ได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นขุนพลทหารรถม้า อำนาจของโฮจิ๋นก็แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”
ซุนฮิวลูบคางเบา ๆ แล้วตกอยู่ในความคิดอีกครั้ง
“ฝ่าบาทใช้อ้วนเสี้ยวผู้นี้ได้ดี สามารถทำให้โฮจิ๋นยุ่งเหยิงไปสักพักได้!”
[1] ฮัวหิม (华歆) ขุนนางราชสำนักฮั่น พอสิ้นพระเจ้าเลนเต้ก็กลายเป็นขุนนางเมืองกังตั๋งอยู่ใต้ซุนเซ็ก ต่อมาถูกส่งไปเป็นทูตเจรจากับวุยก๊ก แล้วถูกโจโฉรั้งตัวไว้รับใช้อยู่วุยก๊กถึงสามชั่วอายุคน
[2] เถาชิวหง (陶丘洪) คนบ้านเดียวกับฮัวหิม ต่อมากลายเป็นขุนนางฝีมือดีคนหนึ่งของโจโฉเช่นกัน
[3] กองทัพอุทยานทิศประจิม (西园八校) เป็นกองทัพส่วนราชธานีที่ขึ้นตรงกับพระเจ้าเลนเต้ โดยรวบรวมผู้มีความสามารถทางการรบเอาไว้มากมาย สันนิษฐานว่าทรงตั้งเพื่อรวบอำนาจทางการทหารของแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายพระญาติมาไว้ที่พระองค์เอง ตั้งไว้ปราบกบฏ และไว้รองรับความขัดแย้งเรื่องรัชทายาทในภายหน้า
[4] โฮเบี้ยว (何苗) น้องชายของโฮจิ๋น