พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 255 สยบเอียวหลิมและเงียมสาน
บทที่ 255 สยบเอียวหลิมและเงียมสาน
ครั้นเล่าเจี้ยงเอ่ยให้กำลังใจทุกคนไปสองสามประโยค และออกคำสั่งให้พวกฮองตงเปิดรับสมัครทหารเพื่อรวบรวมไพร่พลโดยเร็วที่สุดแล้ว การประชุมสภาขุนนางครั้งนี้ก็สิ้นสุดลง
ทุกคนลุกขึ้นแล้วเดินออกไป ทว่าเล่าเจี้ยงรั้งให้เงียมสานและเอียวหลิมอยู่ก่อน
“ไม่ทราบว่าท่านเจ้าเมืองมีเรื่องใดจะบอกกล่าวกับพวกเราหรือ?”
เมื่อเห็นว่าเงียมสานประหม่าเล็กน้อย เล่าเจี้ยงจึงตบไหล่ของเขาเบา ๆ ก่อนจะพาทั้งสองไปยังห้องหนังสือ
หลังจากนั่งลงแล้ว ข้ารับใช้ก็รินชาให้ทั้งสามคน
“ช่วงระยะนี้ต้องลำบากท่านทั้งสองแล้ว เชิญดื่ม”
เงียมสานและเอียวหลิมประหลาดใจที่ได้รับความโปรดปรานอย่างไม่คาดฝัน ทั้งสองยกถ้วยชาขึ้นเพื่อชนแก้วตอบอีกฝ่าย
“ท่านเจ้าเมือง…”
ทั้งสามดื่มชาหมดจอกในคราวเดียว และเล่าเจี้ยงก็เติมชาอีกให้ทั้งสองอีกครั้งด้วยตัวเอง
“เงียมสาน เอียวหลิม มิทราบว่าในใจของทั้งสองท่าน คิดเห็นว่าข้าเป็นเช่นไร?”
เอียวหลิมเป็นขุนพลบู๊ ซึ่งไม่เข้าใจการเข้าสังคมเหล่า จึงหันไปหาเงียมสานด้วยความสงสัย
พบว่าเงียมสานประสานมือให้เล่าเจี้ยงแล้วเอ่ยด้วยความเลื่อมใสศรัทธาเล็ก ๆ
“ท่านเจ้าเมืองไม่เพียงแต่กล้าหาญและชำนาญในการศึก แต่ยังมีปราดเปรื่องเรืองไหวพริบอีกด้วย การที่ท่านเจ้าเมืองมารับตำแหน่งอยู่ที่นี่ นับว่าเป็นความโชคดียิ่งของเมืองฮั่นต๋ง”
เอียวหลิมพยักหน้าเห็นด้วย ได้ฟังวาจานั้น เขาเองก็รู้สึกเห็นด้วยอย่างยิ่ง
“ท่านทั้งสองนั้นเป็นผู้มีความสามารถที่หาได้ยาก ข้าเองก็นับถือ ทว่าตอนนี้ปัญหาภายในของเมืองฮั่นต๋งได้รับการแก้ไขแล้ว แต่ปัญหาจากภายนอกก็ยังคงอยู่”
“เรื่องสถานที่ห่างไกลนั้นยังไม่ต้องพูดถึง หากเราจับกุมพัวจิ๋วได้แล้ว ไหนเลยจะเมินเฉยผู้ตรวจการขับเคียมแห่งแคว้นเอ๊กจิ๋วได้? เขาจะนั่งนิ่งและเฝ้าดูน้องชายภรรยาถูกลงโทษได้หรือ”
“อีกเรื่องคือแคว้นเลียงจิ๋ว ข้าคาดว่าวันที่แคว้นเลียงจิ๋วถูกกลุ่มกบฏเข้ายึดครองโดยสมบูรณ์ คือวันที่พวกเขาจะบุกรุกโจมตีอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นอำเภอเหมยหยาง เมืองเฉินชาง หรือเมืองฮั่นต๋ง ก็ล้วนแล้วแต่อาจตกเป็นเป้าหมายของพวกเขาได้”
เล่าเจี้ยงเงียบลงครู่หนึ่ง แล้วมองดูทั้งคู่ด้วยสายตาแฝงความนัย
“ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าเมืองฮั่นต๋งจะดูเหมือนว่าคลื่นสงัดลมสงบลงแล้ว แต่ในความเป็นจริงยังตกอยู่ในอันตราย”
เอียวหลิมได้ฟังก็พลันสับสนงุนงง ด้วยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเล่าเจี้ยงต้องการสื่ออะไร จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“ท่านเจ้าเมือง ข้าเป็นคนไม่ละเอียดอ่อน สมองคิดทบทวนตอบสนองได้ช้าอยู่บ่อยครั้ง ท่านแม่ทัพมีเรื่องใดจะบอกกล่าวก็ขอให้เอ่ยมาตามตรงเถิด”
เล่าเจี้ยงยกยิ้มพลางพยักหน้าให้เอียวหลิม
“ข้าหมายความว่า สิ่งที่เมืองฮั่นต๋งต้องการคือทั้งบนและล่างล้วนรวมใจเป็นหนึ่ง พูดเช่นนี้แล้วพอเข้าใจหรือไม่?”
เอียวหลิมยังคงไม่เข้าใจ ในขณะที่เขากำลังปริปากถาม ก็ถูกเงียมสานซึ่งอยู่ข้าง ๆ รั้งไว้
“สิ่งที่ท่านเจ้าเมืองหมายถึงคือรวมอำนาจสู่ศูนย์กลางให้มีเพียงคำสั่งเดียวเท่านั้นในเมืองฮั่นต๋ง เราทุกคนต้องปฏิบัติตามคำสั่งของท้านเจ้าเมืองเพียงผู้เดียว”
“นี่…”
เอียวหลิมดูเหมือนจะเข้าใจ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้าใจนัก เขาเหลือบมองไปยังเงียมสานอยู่หลายครั้ง น่าเสียดายที่เงียมสานเข้าสู่ห้วงความคิดของตนไปแล้ว จึงไม่ได้สนใจเอียวหลิม
เล่าเจี้ยงเองก็ไม่ได้รีบร้อนเช่นกัน เขาเพียงยกชาขึ้นจิบ แต่วันนี้เขาจะต้องได้คำตอบ เพราะทั้งปลัดเมืองอย่างเงียมสานและผู้บัญชาการสูงสุดของเมืองอย่างเอียวหลิมล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง
หลังจากผ่านไปสักพัก ในที่สุดเงียมสานก็ตัดสินใจพร้อมกับเผยให้เห็นแววตาอันแน่วแน่
“เป็นเมตตาที่ท่านเจ้าเมืองมิทอดทิ้ง เงียมสานขอนับถือท่านเจ้าเมืองเป็นเจ้านาย และรับใช้ท่านนับแต่นี้เป็นต้นไป”
เมื่อมองไปยังเงียมสานที่คุกเข่าลง ในที่สุดเอียวหลิมก็เข้าใจความหมายของเล่าเจี้ยง
หากแต่เอียวหลิมไม่มีข้อกังขาใด ๆ ในเรื่องนี้ ด้วยตัวเขานั้นเชื่อฟังและทำตามความคิดเห็นของเงียมสานมาโดยตลอด หากเงียมสานรู้สึกว่าเล่าเจี้ยงเป็นนายท่านที่คู่ควรแก่การรับใช้ แน่นอนว่าเอียวหลิมย่อมไม่มีข้อโต้แย้งใด
เอียวหลิมรีบคุกเข่าลงหนึ่งข้างต่อหน้าเล่าเจี้ยง
“เอียวหลิมเองก็ยินดีที่จะติดตามท่านเจ้าเมืองและยกให้เป็นเจ้านาย”
“ฮ่า ๆ ดี! ทั้งสองท่านลุกขึ้นเถอะ”
เล่าเจี้ยงเปี่ยมล้นด้วยความปีติยินดี ก่อนจะช่วยพยุงทั้งสองคน
“ด้วยความช่วยเหลือจากผู้มีคุณธรรมและสติปัญญาทั้งสอง เมืองฮั่นต๋งย่อมไร้ซึ่งความทุกข์กลัดกลุ้มใด ๆ ดื่ม!”
“เชิญนายท่าน”
ทั้งสามดื่มหมดจอกในคราวเดียวอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นเล่าเจี้ยงจึงเอ่ยบอกให้ทั้งสองนั่งลงอีกครั้ง
“เงียมสาน เอียวหลิม ตอนนี้เมืองฮั่นต๋งอยู่ระหว่างหาใช้คน ไม่ทราบว่าท่านมีผู้ใดที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมและปัญญาที่พอจะแนะนำให้ข้าบ้างหรือไม่?”
เมื่อเห็นทั้งสองดูลังเล เล่าเจี้ยงจึงเอ่ยโน้มน้าวอีกครั้ง
“แนะนำใครก็ได้ที่มีความสามารถ ไม่ว่าญาติมิตรหรือศัตรู ข้ารู้มาว่าลูกชายของท่านทั้งสองต่างก็มีความสามารถโดดเด่น พอจะแนะนำให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่?”
เงียมสานและเอียวหลิมต่างพากันประหลาดใจ ใครกันจะคาดคิดว่าเล่าเจี้ยงมุ่งเป้ามาที่ลูก ๆ ของพวกเขา
เป็นเพราะไม่เชื่อใจพวกเขา จึงจะใช้ลูกเป็นตัวประกันงั้นหรือ?
เงียมสานขมวดคิ้วแน่น ครุ่นคิดอย่างหนัก แม้ว่าลูกชายของตนจะมีความสามารถอยู่บ้าง แต่ก็ยังห่างไกลจากที่เล่าเจี้ยงหวังเอาไว้นัก
“ท่านทั้งสองอย่าเพิ่งเข้าใจผิด ไม่ใช่ว่าข้าไม่ไว้ใจพวกท่าน และยิ่งไม่ใช่ว่าข้าอยากจะใช้สิ่งนี้เป็นการขู่เข็ญแต่อย่างใด เงียมเภาเป็นบุตรชายของท่านเงียมสานใช่ไหม?”
เงียมสานพยักหน้าเบา ๆ เพื่อยืนยันข้อสงสัยของเล่าเจี้ยง
“ข้าเองรู้ถึงความสามารถของเงียมเภาเป็นอย่างดี อนาคตของเขานั้นไร้ซึ่งขีดจำกัด แทนที่จะปล่อยให้เขานั่งเฉย ๆ อยู่ที่จวน เหตุใดจึงไม่ให้ออกไปสั่งสมประสบการณ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เล่า?”
“หากท่านเงียมสานเห็นด้วย ตำแหน่งนายอำเภอเป่าจงจะเป็นของเงียมเภา!”
เงียมสานเบิกตากว้างขึ้นโดยพลัน ก่อนจะมองไปยังเล่าเจี้ยงอย่างไม่อยากเชื่อ
ตำแหน่งนายอำเภอนี้แต่งตั้งอย่างสุกเอาเผากินเช่นนี้เลยหรือ ท่านเจ้าเมืองไปเอาความมั่นใจจากที่ใดมาว่าลูกชายของเขาจะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะรับตำแหน่งสำคัญเช่นนี้ได้?
“นายท่าน เงียมเภายังเยาว์วัย ปราศจากประสบการณ์ เราจะฝากฝังหน้าอันสำคัญอย่างนายอำเภอไว้ในมือเขาได้อย่างไร”
“ฮ่า ๆ ๆ ท่านเงียมสาน ในเมื่อข้าเชื่อในตัวลูกชายของท่านมากขนาดนี้ แล้วเหตุใดคนเป็นพ่อถึงยังไม่เชื่อในตัวเขาอีกเล่า?”
ท่าทีของเล่าเจี้ยงจริงจังอย่างยิ่ง ไม่เหมือนการเสแสร้งแกล้งทำแต่อย่างใด ทว่าเงียมสานยังคงไม่ตกปากรับคำ ในขณะที่กำลังจะปริปากตอบโต้ ก็พลันได้ยินสร้อยเสียงชมเปาะจนน่าตกตะลึงของเล่าเจี้ยงดังขึ้น
“การให้เงียมเภามาเป็นนายอำเภอนั้นนับว่าเป็นการใช้คนไม่เหมาะสมกับงานเสียด้วยซ้ำไป ในความคิดของข้า ไม่ว่าจะเป็นเจ้าเมืองหรือเจ้าแคว้น ก็ยังไม่อาจให้เขาแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่”
เงียมสานตกตะลึง ในฐานะบิดา เขายังไม่เคยประเมินค่าเงียมเภาสูงถึงเพียงนี้เลย หัวใจของผู้เป็นพ่อสั่นไหว รู้สึกว่าบางทีอาจมีเพียงเล่าเจี้ยงเท่านั้นที่ให้โอกาสเงียมเภาสำแดงความสามารถที่แท้จริงออกมาได้
“นายท่าน ข้าขอขอบคุณที่นายท่านจะเป็นธุระให้ลูกชายของข้า เมื่อข้ากลับไป ข้าจะให้เขามาขอบคุณความเมตตาของนายท่านด้วยตัวเอง”
ตอนนี้แม้แต่คนโง่ก็ล้วนรู้แล้วว่าอนาคตของเล่าเจี้ยงนั้นก้าวไกลไม่มีที่สิ้นสุด หากติดตามคนผู้นี้ โอกาสที่จะสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลอย่างยิ่งใหญ่แน่นอน หากได้รับความสนใจจากเล่าเจี้ยงสักครั้ง อนาคตย่อมรับแต่งตั้งเป็นขุนนางอำมาตย์ใหญ่เป็นแน่
“ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น ท่านปล่อยให้เงียมเภาเข้ารับตำแหน่งได้ทันที ยังไม่สายเกินไปที่จะให้เขามาหาข้าหลังจากสร้างผลงาน”
เล่าเจี้ยงรู้สึกว่าด้วยความสามารถของเงียมเภาแล้ว ตนนั้นไม่มีอะไรที่จะสั่งสอนเขาได้ ตอนนี้ให้โอกาสเขาฝึกฝนและสั่งสมประสบการณ์ล่วงหน้าแล้ว ไม่แน่ว่าเงียมเภาอาจบรรลุความสำเร็จที่น่าทึ่งได้มากกว่าในประวัติศาสตร์
“นายท่าน ข้าเล่า… ช่วยให้โอกาสข้า และลูกชายสองคนในครอบครัวของข้าเสียหน่อยได้หรือไม่?”
ทันทีที่เอียวหลิมเห็นว่าลูกชายของเงียมสานถูกแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญอย่างนายอำเภอ ก็พลันตาร้อนขึ้นมา
เล่าเจี้ยงกระอักกระอ่วนเล็กน้อย คนไร้ประโยชน์เช่นเอียวสงนั้นเขาไม่อยากจะรับเข้ามาเลยสักนิด
เอ๊ะ ดูเหมือนจะมีบางอย่างไม่ค่อยถูกต้อง
นักท่องเวลาตอบสนองทันควันด้วยท่าทีประหลาดใจ
“เอียวหลิม ท่านบอกว่าตัวเองมีลูกกี่คนนะ?”
เอียวหลิมมีเครื่องหมายคำถามเต็มอยู่เต็มหัว แต่ก็ตอบอย่างว้าวุ่น
“สอง สองคน…”
“สองคนไหน?”
เอียวหลิมยิ่งงงงวย สองคนไหนคืออะไร คำถามของเล่าเจี้ยงทำให้เขาสับสนมากขึ้นเรื่อย ๆ
“นายท่าน สองคนไหนคืออะไร?”
“ก็ชื่ออะไรไงเล่า!”
“เอียวเหียมและเอียวหงง…”
ท่าทีของเล่าเจี้ยงยิ่งดูแปลกประหลาดมากขึ้น และทันใดนั้นเอง สีหน้าก็พลันฉายชัดถึงความปีติ
“เช่นนั้น… แล้วเอียวเป๊กและเอียวสงเล่า?”
เอียวหลิมลูบศีรษะตัวเองอย่างมึนงง ก่อนจะส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
“นายท่าน ข้าไม่เคยได้ยินชื่อของคนสองผู้นี้มาก่อนเลย”
ยอดเยี่ยม! เล่าเจี้ยงคลี่ยิ้มกล้าง พลางหัวเราะในใจไม่หยุด
ไม่ว่าอย่างไร เอียวเหียมและเอียงหงง*[1] ก็ถูกบันทึกไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ว่าเป็นแม่ทัพ การบุกตะลุยโจมตีข้าศึก บุกเข้าโจมตีเมือง และพังป้อมปราการ ย่อมไม่ใช่เรื่องยากเกินไปสำหรับพวกเขา แต่การปกป้องเมืองและการป้องกันด่านก็ยังไม่มีปัญหา ยิ่งไปกว่านั้น เล่าเจี้ยงเองยังต้องการขุนพลชั้นกลางเหล่านี้อย่างมาก
ไม่มีอะไรทำให้เล่าเจี้ยงมีความสุขมากไปกว่าการไม่มีขยะอย่างเอียวสงและเอียวเป๊กอีกแล้ว!*[2]
หากเขาต้องให้สองคนนี้มาอยู่ใต้บังคำบัญชา เล่าเจี้ยงจะต้องทุกข์ระทมวันแล้ววันเล่า
[1] เอียวหงง (杨昂) ทหารของเตียวฬ่อผู้ถูกเตียวคับ แม่ทัพของโจโฉสังหาร
[2] เอียวสงกับเอียวเป๊กเป็นลูกน้องของเตียวฬ่อ (เจ้าเมืองฮั่นต๋งต่อจากซูกู้ในประวัติศาสตร์) เอียวสงถูกโจโฉและเล่าปี่ติดสินบนจนปั่นหัวเจ้านายซ้ำแล้วซ้ำอีก ส่วนเอียวเป๊กพยายามปองร้ายแม่ทัพม้าเฉียวจนโดนฆ่าตาย