พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 235 ตัวการยุ่งเหยิง
บทที่ 235 ตัวการยุ่งเหยิง
อะไรคือย่ำจนรองเท้าเหล็กสึกไม่พบพาน ยามได้มากลับไม่เสียเวลาเลย ตอนนี้เล่าเจี้ยงรู้จักแล้วจริง ๆ
ทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหัน และที่สำคัญก็เป็นธรรมชาติมาก หาเบาะแสใด ๆ ไม่เจอเลย
เดิมทีต้องการชักชวนซิหลง ให้เขาฝึกทหารส่วนตัว ไม่คิดเลยว่าแคว้นเลียงจิ๋วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วขนาดนี้!
พระเจ้าเลนเต้รักเงินจนตัดใจควักเงินตัวเองไปปราบกบฏไม่ได้ แต่กลับช่วยเล่าเจี้ยงเอาไว้อย่างไม่รู้ตัว
ตามแผนเดิมของแใม่ทัพหลัง ครั้งต่อไปที่กองทัพเสเหลียงบุกเข้าเขตแดน ตัวเองจะหาโอกาสขอตำแหน่งเจ้าเมืองฮั่นต๋ง ซึ่งการหาโอกาสนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตอนนั้น ไม่ได้ราบรื่นทั้งหมด
ตอนนี้เล่าเจี้ยงไม่จำเป็นต้องขอเองแล้ว พระเจ้าเลนเต้ขอให้เขาไปเมืองฮั่นต๋งเอง!
เมื่อไปถึงเมืองฮั่นต๋ง สวรรค์สูงฮ่องเต้ห่างไกล*[1] ยังต้องการฝึกกองกำลังส่วนตัวอะไรอีก? ก็ฝึกมันอย่างเปิดเผยได้เลย
และไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าสักวันหนึ่งทหารจะเลือกออกจากกองทัพเพราะปัญหาทางครอบครัวหรือไม่แล้ว ในทางกลับกัน สมาชิกในครอบครัวจะกลายเป็นหลักประกันความภักดีของพวกเขา
เล่าเจี้ยงกลับจากพระราชวังมาถึงจวนแม่ทัพหลังโดยที่แทบจะไม่หุบปากเลย เขามีความสุขมากเหลือเกิน
“นายท่าน มีเรื่องอันใดถึงได้ตื่นเต้นเช่นนี้?”
กาเซี่ยงเพิ่งกลับมาจากทำงานข้างนอก และได้พบกับเจ้านายกำลังมีความสุขอยู่หน้าประตูจวนแม่ทัพหลัง
เมื่อเล่าเจี้ยงเห็นกุนซือปีศาจก็ยิ่งยิ้มอย่างอารมณ์ดีมากขึ้นไปอีก พลางดึงมืออีกฝ่ายมาจับไว้
“เหวินเหอ เจ้ารู้ไหมว่าอะไรคือสวรรค์ทรงโปรด”
“เอ่อ… ข้าน้อยโง่เขลา นายท่านโปรดชี้แนะด้วย”
แม้กาเซี่ยงจะไม่รู้ว่าเหตุใดเล่าเจี้ยงถึงตื่นเต้นขนาดนี้ ทว่าเขารู้ว่านี่หาใช่เรื่องน่ายินดีธรรมดาแน่
“ฮ่า ๆ ๆ บอกทุกคนให้มาที่ห้องประชุม ข้ามีเรื่องสำคัญจะประกาศ”
“ขอรับ ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
กาเซี่ยงกุมมือรับคำสั่งอย่างไม่รีรอ
ในเวลาเดียวกัน เหตุการณ์สะเทือนขวัญก็เกิดขึ้นในเลียงจิ๋ว
…
เมืองจินเฉิง อำเภอจินเฉิง
นี่คือบ้านเกิดของหันซุย ตระกูลหันแห่งจินเฉิงไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรมากในเลียงจิ๋ว แต่กลับเป็นตระกูลเดียวที่ยังคงอยู่
ในเลียงจิ๋ว แนวคิดเรื่องตระกูลชนชั้นไม่ได้เข้มงวดนัก โดยทั่วไปตระกูลที่มีภูมิหลังมักไม่เต็มใจมาพัฒนาที่นี่ ตระกูลมีอำนาจจึงแทบจะเป็นเจ้าถิ่นแล้ว
เช่น ตั๋งโต๊ะ เขามาจากตระกูลมีอำนาจในเมืองหลงเส
น่าเสียดายไม่ว่าตระกูลมีอำนาจจะแข็งแกร่งขนาดไหน ก็ยังไม่สามารถเชิดหน้าชูตาต่อหน้าตระกูลทรงอิทธิพลได้ นี่จึงส่งผลให้หันซุยเป็นผู้นำเพียงคนเดียวในเมืองจินเฉิงนี้
ในจวนเจ้าเมืองจินเฉิง เจ้าเมืองได้หายตัวไปนานแล้ว ตอนนี้นายของที่นี่กลายเป็นหันซุยไปแล้ว
“เตรียมพร้อมหมดแล้วหรือยัง?”
หันซุยมองไปที่ขุนพลหนุ่มที่อยู่ข้าง ๆ และยังคงยืนยันเรื่องหนึ่ง
“นายท่านโปรดวางใจ ไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน”
ใบหน้าขุนพลหนุ่มคนนี้อ่อนเยาว์ ทว่าเสียงกลับโหดเป็นพิเศษและแฝงไปด้วยกลิ่นอายสังหาร
“ดี วันนี้เปียนจางกับเป่ยกงปั๋วอวี้จะมางานเลี้ยง ทุกคนต้องคอยปรนนิบัติอย่างระมัดระวัง”
หันซุยพูดไปหลายสิบครั้งแล้ว ขุนพลหนุ่มก็ฟังไปหลายสิบหนแล้วเช่นกัน หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นคงรำคาญไปนานแล้ว ทว่าขุนพลหนุ่มคนนี้ยังคงไม่มีทีท่าไม่พอใจใด ๆ
“นายท่านโปรดวางใจ ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว!”
ไม่มีคำพูดเกินจำเป็น ทุกคำเผยให้เห็นถึงความมั่นใจอย่างแข็งแกร่ง
ดังที่หันซุยกล่าวไว้ ตอนพลบค่ำ เปียนจาง เป่ยกงปั๋วอวี้ ซ่งหยางและแม่ทัพเสเหลียงคนอื่น ๆ จะมาถึงตามที่นัดไว้ หันซุยไปต้อนรับที่ประตูเมืองด้วยตัวเอง และเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงที่ตนเตรียมไว้
ครั้งนี้หันซุยค่อนข้างเตรียมการเป็นพิเศษ เขาจงใจวางที่นั่งผู้นำหนึ่งอันไว้ตรงกลางสุดให้กับเปียนจางและเป่ยกงปั๋วอวี้สองคน
สิ่งที่ทำให้หันซุยคาดไม่ถึงคือเป่ยกงปั่วอวี้เปลี่ยนความถ่อมตนก่อนหน้านี้ นั่งลงบนที่นั่งผู้นำโดยไม่สนใจใคร และทิ้งเปียนจางยืนแกร่วอยู่ข้าง ๆ
ดวงตาเปียนจางวาวโรจน์ด้วยความโกรธ แต่กลับไม่กล้าบ่นอะไร ได้แต่นั่งตรงตำแหน่งถัดไป
นับตั้งแต่สังหารเกงปิด ผู้ตรวจการแคว้นเลียงจิ๋วไป เป่ยกงปั๋วอวี้ยิ่งไม่สนใจเปียนจางมากขึ้นเรื่อย ๆ คำเรียกผู้บัญชาการเปียนก่อนหน้านี้ก็หายไปเช่นกันและถูกแทนที่ด้วยชื่อจริง
“ขอบคุณแม่ทัพเป่ยกง ผู้บัญชาการเปียน แม่ทัพซ่งและแม่ทัพทุกท่านให้เกียรติมาเยือนเมืองจินเฉิง ข้ารู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนัก มา! ข้าดื่มให้ทุกท่านถ้วยหนึ่ง!”
หันซุยยกถ้วยเหล้าขึ้นด้วยหน้าเปื้อนรอยยิ้ม จากนั้นดื่มมันจนหมดโดยไม่สนว่าคนอื่นจะมีปฏิกิริยาเช่นไร
แม่ทัพคนอื่น ๆ ไว้หน้าต่อหันซุยมาก พากันดื่มเหล้าของตัวเอง เหลือเพียงเป่ยกงปั่วอวี้ที่ถือถ้วยเหล้าไว้ไม่ดื่ม
“แม่ทัพเป่ยกง หรือเหล้าไม่ถูกปากท่านแม่ทัพ? หากเป็นเช่นนั้นข้าจะสั่งให้ข้้ารับใช้ไปเปลี่ยนเหล้าให้ท่านเดี๋ยวนี้”
เป่ยกงปั่วอวี้หัวเราะเยาะ และวางถ้วยเหล้าในมือลง
“หันซุย ว่ากันว่าเจ้าฉลาด มีความคิดล้ำลึก แถมยังมีฉายาตัวกงตัวการยุ่งยงยุ่งเหยิงอะไรนั่นอีก แล้วเหตุใดไม่เข้าใจสถานการณ์เล่า?”
หันซุยรู้ว่าเป่ยกงปั่วอวี้ไม่ชอบตัวเอง ทว่ายังคงมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม
“หันซุยโง่เขลา ไม่สมควรได้รับฉายานี้หรอก ขอแม่ทัพเป่ยกงโปรดชี้แนะด้วย”
“เฮอะ ก่อนหน้านี้เสนอพวกเจ้าสองคนเป็นผู้นำ หรือพวกเจ้าไม่รู้สาเหตุรึ ตอนนี้เกงปิดตายไปแล้ว ทุกเมืองในเลียงจิ๋ว ยอมจำนน เจ้าคิดว่าเปียนจางยังได้นั่งเป็นผู้นำอยู่อีกหรือ”
เปียนจางที่นั่งอยู่ถัดไปอับอายมาก แต่ไม่กล้าพูดอะไร ทำได้แค่อดกลั้นเอาไว้
“ฮ่า ๆ แม่ทัพเป่ยกงหมายความว่าตอนนี้เราสองคนหมดประโยชน์แล้วใช่ไหม?”
สีหน้าเป่ยกงปั่วอวี้เริ่มทมึงถึงลงเรื่อย ๆ เหตุผลที่เขาเกลียดหันซุย ก็เพราะรอยยิ้มมีเลศนัยของหันซุยนี้
“ใช่แล้ว ต่อไปเลียงจิ๋วจะเป็นแผ่นดินของชาวเชียงเรา! พวกเจ้าชาวฮั่นตามหลักแล้วเป็นได้แค่ทาสเท่านั้น! ทว่าเห็นแก่คุณงามความดีของเจ้าสองคน ข้าตอบแทนพวกเจ้าด้วยอาหารสักมื้อหนึ่งได้”
เปียนจางกริ้วมากขึ้นเรื่อย ๆ และเกาะโต๊ะไว้แน่น นิ้วถูกบีบจนกลายเป็นสีขาว
“แม่ทัพเป่ยกง ผู้ตรวจการเกงตายอย่างไร หลี่เซียงหรูกับฮองเอี๋ยนผิดกันอย่างไร เจ้าคงไม่ได้ไม่ยอมรับหรอกใช่ไหม หากไม่มีข้าเปียนจาง เลียงจิ๋วจะอยู่ในมือของเราได้อย่างไร?”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
เป่ยกงปั่วอวี้หัวเราะลั่นไม่หยุด ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความเหยียดหยาม
“เปียนจาง เจ้ารู้ไหมว่าเหตุใดข้าถึงเลือกเจ้าเป็นผู้นำแทนที่จะเป็นหันซุย? นั่นเพราะเจ้าโง่เขลาเบาปัญญา ฮ่า ๆ ๆ!”
หันซุยเดินไปหาเปียนจาง และตบไหล่เขาเบา ๆ
“พี่เปียน ของต่าง ๆ จะมีค่าก็ต่อเมื่อมันมีประโยชน์เท่านั้น ท่านจะให้ค่ากับกองขยะพวกนี้หรือ?”
เป่ยกงปั่วอวี้ดื่มเหล้าไปหนึ่งถ้วย พลางชี้ไปที่หันซุยพร้อมพยักหน้าไม่หยุด
“ไม่เลวเลย ๆ เจ้าดูหันซุยสิ ฉลาดจะตาย หันมาดูเจ้าสิ!”
“แล้วเจ้าจะเอาอย่างไร!”
เปียนจางผุดลุกขึ้นแผดเสียงคำราม ดวงตาดุดันราวกับกลายเป็นสีเลือดแดงฉาน
“อย่างไรนะหรือ? หึหึ เรื่องของเลียงจิ๋วเป็นของข้า ข้าคิดจะทำอะไรก็ย่อมได้!”
เป่ยกงปั๋วอวี้หยิ่งผยองสุดขีด ถึงขนาดมองเปียนจางอย่างต่ำต้อย
เปียนจางกัดฟันแน่น ความโกรธทำให้เขาตัวสั่นไปทั่วร่าง กระนั้นก็ยังไม่กล้าพูดอะไร ประสบการณ์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาทำให้เขายิ่งรักตัวกลัวตายมากขึ้น
“ทำตามอำเภอใจเกรงว่าจะไม่ได้กระมัง?”
เป่ยกงปั่วอวี้คาดไม่ถึงเลยว่าเวลานี้หันซุยจะกล้าพูดจาอวดดี จึงอดมองเขาสูงขึ้นไปอีกระดับไม่ได้
“หันซุย เจ้าช่างกล้านะ! ความกล้าหาญของเจ้าน่ายกย่อง! ทว่าเจ้าต้องถามกองกำลังหลายหมื่นนอกเมืองของข้าด้วยว่าได้หรือไม่!”
เป่ยกงปั่วอวี้ตัวอยู่ในเมือง จะกล้าเพิกเฉยต่อหันซุยได้อย่างไร และความมั่นใจของเขาคือกองกำลังหลายหมื่นที่อยู่นอกเมือง!
จินเฉิงไม่ใช่อำเภอที่ใหญ่ แค่เป่ยกงปั๋วอวี้สั่ง เมืองนี้ก็จะถูกทำลายได้ในพริบตา!
“ฮ่า ๆ ๆ แม่ทัพเป่ยกง เจ้าพูดเองว่ากองทัพใหญ่อยู่นอกเมือง!”
[1] สวรรค์สูงฮ่องเต้ห่างไกล เดิมหมายถึงสถานที่ห่างไกล (天高皇帝远) หมายถึง อำนาจจากศูนย์กลางไปไม่ถึง