พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 233 การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันในแคว้นเลียงจิ๋ว
บทที่ 233 การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันในแคว้นเลียงจิ๋ว
หลังจากอำลาเว่ยจี้ที่อำเภอหยางแล้ว เล่าเจี้ยงก็พาซิหลงและแม่เฒ่าซิมุ่งหน้าไปยังเมืองลกเอี๋ยงด้วยจิตใจเบิกบาน
ส่วนเว่ยจี้ได้แต่เฝ้าดูเล่าเจี้ยงจากไปอย่างหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ที่หน้าประตูจวน
“ท่านประมุข ทำเช่นนี้ดูไม่เหมาะสมไปหน่อยหรือไม่? แม้ว่าตระกูลเว่ยของเราจะมั่งคั่ง แต่การนำเงินนี้ออกไปก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเรากระดูกหักช้ำเลือดช้ำหนองนะ!”
เว่ยจี้ส่ายศีรษะอย่างไม่มีทางเลือก ในฐานะประมุขคนใหม่ เขาย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าการสัญญากับเล่าเจี้ยงในเรื่องเหล่านี้หมายความว่าอย่างไร
“ท่านอารอง ท่านไม่เข้าใจสถานการณ์ในเมืองหลวง เล่าเจี้ยงคนเก่านั้นไม่อาจเทียบเล่าเจี้ยงคนนี้ได้! ตำแหน่งของเขาในเวลานี้ แม้แต่แม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นหรือมหาราชครูอ้วนหงุยยังยากจะสั่นคลอน หากสกุลเว่ยทำให้เขาขุ่นเคือง ผลที่ตามมาย่อมไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถจ่ายได้เป็นแน่!”
“นี่ท่านอารอง เงินนั้นไร้ซึ่งวิญญาณ ทว่าผู้คนยังมีชีวิตอยู่ เมื่อผู้คนตายจากไป เงินก็หมดความหมายเช่นกัน! ยิ่งไปกว่านั้น เล่าเจี้ยงก็ออกปากเองไม่ใช่หรือว่าเขาเพียงขอยืม?”
แม้ว่าเว่ยจี้จะรู้สึกว่าถูกเฉือนเนื้อไปไม่น้อย ทว่าเขาก็ทำได้เพียงคิดหาวิธีให้ความกระจ่างแก่ตัวเองเท่านั้น สำหรับเขาแล้ว แม่ทัพหลังคือผู้ที่ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามล่วงเกินให้ผิดใจ!
“ยืมงั้นหรือ? เหอะ ท่านประมุขเชื่ออย่างนั้นหรือ? เงินห้าพันตำลึงทองนี้ก็เหมือนเตะหมูเข้าปากสุนัข ไม่มีวันได้คืน!”
เว่ยจี้มองไปยังอารองซึ่งอยู่ข้างหลัง แล้วตบไหล่เขา
“ท่านอารอง มองการณ์ในระยะยาวสิ เล่าเจี้ยงไม่ได้มีแค่ห้าพันตำลึงทองแน่! เงินน่ะจะบ่ายเบี่ยง หรือไม่ใช้คืนก็ยังได้ แต่มันเป็นเรื่องของน้ำใจ เข้าใจใช่หรือไม่?”
เล่าเจี้ยงซึ่งกำลังเดินทางกลับก็กำลังพูดถึงเรื่องนี้กับลูกน้องของเขาอยู่เช่นกัน
“นายท่าน สกุลเว่ยนี้ร่ำรวยนัก! ห้าพันตำลึงทอง! ห้าพันตำลึงทองเลยนะขอรับ! พูดว่าจะให้ก็ให้มาเลย!”
เตียนอุยกลืนน้ำลายไม่หยุดมาจนถึงตอนนี้ ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยได้รับทองคำมากมายถึงเพียงนี้ ซ้ำยังไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงเสียด้วยซ้ำ!
“หึหึ สำหรับสกุลเว่ยแล้ว ห้าพันตำลึงทองนี้ก็นับว่าเฉือนเนื้อหักกระดูกแล้ว! อย่างไรเสีย สิ่งที่เราต้องการคือทองคำจริง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่มีมูลค่าทัดเทียม”
เตียนอุยไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังรู้สึกว่าเล่าเจี้ยงเรียกร้องน้อยเกินไปอีกด้วย
“นายท่าน หากเราพบข้ออ้างที่จะยึกทรัพย์ของสกุลเว่ยมาเสีย ก็เท่ากับว่าพวกเราจะอู้ฟู่รุ่งเรืองมิใช่หรือ!”
ขุนศึกทวนคู่ถูกเล่าเจี้ยงจ้องเขม็ง ด้วยไม่คิดเลยว่าเตียนอุยจะละโมบเช่นนี้
“เจ้าคนขี้อิจฉาอย่ามาพูดจาเหลวไหล! ในฐานะแม่ทัพหลัง ข้าจะทำตัวเยี่ยงโจรได้อย่างไร?”
“ฮ่า ๆ ๆ นายท่าน ข้าเพียงพูดไปเรื่อยเท่านั้น อย่าได้มีโทสะ แค่พูดเรื่อยเปื่อย!”
เตียนอุยเองก็ไม่คาดคิดว่าเล่าเจี้ยงจะโกรธถึงเพียงนี้ จึงรีบยอมรับความผิดพลาดของตัวเองกับเขา
“ต่อไปอย่าพูดแบบนี้อีก… อย่างที่ข้าพูดไป เงินจำนวนนี้ของสกุลเว่ยนั้นข้าขอยืมมา ครานี้ไม่เพียงแต่ยืมเงิน แต่ยังเป็นหนี้บุญคุณเว่ยจี้ครั้งใหญ่อีกด้วย”
เล่าเจี้ยงปริปากเอ่ยอย่างเป็นคนดี มีคุณธรรม ทว่าในใจของเขากลับไม่ได้คิดอย่างนั้น!
เรื่องหนี้บุณคุณย่อมมีแน่นอน ส่วนเรื่องเงินนั้นทำได้เพียงเดินทีละก้าว แล้วว่ากันไปแต่ละก้าว*[1] ถึงอย่างไร เงินหนึ่งอัฐสร้างความลำบากให้วีรบุรุษ*[2]
ห้าพันตำลึงทองนั้นยืมมาเป็นที่แน่นอน แต่จะคืนให้เมื่อไรนั้นอีกเรื่อง
โชคดีเล่าเจี้ยงไม่ใช่คนที่พึ่งพาอำนาจของตนเพื่อกดขี่ข่มเหงผู้อื่นอย่างไรปรานี การไปขอยืมเงินจากเว่ยจี้มาด้วยเพราะเข้าตาจนจริง ๆ
ในเวลานี้ ทหารใต้สังกัดแม่ทัพหลังมีไม่ถึงห้าพันคน และแม้ว่าพระเจ้าเลนเต้จะยินยอมเสริมเติมให้ แต่ก็มีขีดกำจัดเพียงหนึ่งหมื่นคนเท่านั้น ซึ่งถือว่ายากเกินไปสำหรับการต่อสู้เพื่อยึดครองอำนาจในอีกสองปีข้างหน้า
จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับเล่าเจี้ยงในการเสริมกองกำลังส่วนตัวของตนตั้งแต่ตอนนี้ เมื่อกลับไปถึงลกเอี๋ยงแล้ว เขาจะรีบเร่งจัดการเรื่องนี้ในทันที
เหตุผลที่เขายึดติดกับซิหลงมากก็เพราะขุนศึกทั้งใต้บังคับบัญชาทั้งสี่ของแม่ทัพหลังนั้นโดดเด่นสะดุดตาเกินไป หากจะให้พวกเขารวบรวมกำลังพลเข้ามาเป็นกองกำลังส่วนตัว รวมถึงฝึกทหารเหล่านั้น ย่อมมีความเสี่ยงอย่างยิ่ง
หากมีผู้หวังดีระแคะระคาย แล้วเอาเรื่องที่แม่ทัพหลังฝึกทหารกองกำลังส่วนตัวไปทูลต่อพระเจ้าเลนเต้เข้า ความยุ่งยากลำบากที่จะเกิดขึ้นย่อมไม่ธรรมดา!
การฝึกฝนกองกำลังส่วนตัว เลี้ยงดูทหารที่รับทุกคำสั่ง ซ้ำยังไม่กลัวตายนั้นถือเป็นสัญญาณของการกบฏอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องพูดถึงว่าเล่าเจี้ยงเป็นเพียงราชบุตรเขย เพราะถึงแม้จะเป็นโอรสแท้ ๆ ก็ย่อมต้องถูกพระองค์ลงโทษอย่างแสนสาหัส!
หลังจากเดินทางมาหนึ่งวันกว่า เล่าเจี้ยงและคนของเขาก็กลับมาถึงลกเอี๋ยงในที่สุด ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้หายใจหายคอ ก็มีข่าวคราวสั่นสะเทือนไปทั่วลกเอี๋ยง พร้อมกับที่เขาถูกพระเจ้าเลนเต้เรียกตัวเข้าเฝ้าอย่างเร่งด่วน
…
“แม่ทัพเล่า ได้ยินมาว่าเจ้าไปเมืองเหอตงมางั้นหรือ? ข้าตามหาเจ้ามาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว!”
เล่าเจี้ยงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงรีบกล่าวขออภัยโทษจากพระเจ้าเลนเต้ไว้ก่อน
“กระหม่อมไปเหอตงเพื่อจัดการกิจธุระส่วนตัวเล็กน้อย ฝ่าบาทโปรดประทานอภัย!”
“เอาเถิด อวิ๋นเอ๋อร์สบายดีไหม? เด็กคนนั้นถูกเอาใจ ถูกฟูมฟักมาตั้งแต่ยังเล็ก เจ้าต้องดูแลนางให้มาก!”
เล่าเจี้ยงค่อนข้างประหลาดใจ เร่งให้เขามาเข้าเฝ้าเพื่อพูดไปทางนู้นทีทางนี้ทีไม่มีแก่นสารอย่างนั้นหรือ?
“ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย อวิ๋นเอ๋อร์อ่อนโยน ทั้งยังเพรียบร้อมด้วยคุณธรรม กระหม่อมจะรักนางอย่างสุดหัวใจแน่นอน!”
พระเจ้าเลนเต้พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ หากแต่ก็รีบหุบยิ้มลงโดยพลัน
“แม่ทัพเล่า เจ้าเคยได้ยินถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในแคว้นเลียงจิ๋วบ้างหรือไม่?”
“แคว้นเลียงจิ๋วหรือ? มีโอกาสที่เปียนจางจะเข้ารุกล้ำซานฟู่อีกหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เล่าเจี้ยงไม่รู้จริง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นในแคว้นเลียงจิ๋ว จากความทรงจำของเขา แคว้นเลียงจิ๋วจะทรงตัวอยู่อย่างมั่นคงได้อย่างน้อยก็จนถึงต้นปีหน้า ทั้งยังจะมีการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ภายในกองทัพเสเหลียงด้วย
“ไม่ใช่ เป็นเรื่องภายในของแคว้นเลียงจิ๋ว”
ใบหน้าของพระเจ้าเลนเต้มืดมนมาก เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ทำให้ฝ่าบาทรำคาญใจไม่น้อย
“ขอฝ่าบาททรงโปรดอธิบายอย่างละเอียด เพื่อกระหม่อมจะได้เตรียมแผนรับมือ”
“เฮ้อ!”
พระเจ้าเลนเต้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าดูจนปัญญาอย่างเห็นได้ชัด
“เกงปิด*[3] ผู้ตรวจการแคว้นเลียงจิ๋วเห็นว่าพวกเปียนจางพ่ายแพ้ต่อซานฟู่ จึงไปเข้าร่วมกับเตียวอุ๋นเพื่อทำศึกใหญ่อย่างต่อเนื่อง โดยมีกองกำลังจากเมืองหลงเส เมืองเทียนสุ่ย เมืองอู่เว่ย เมืองจางเย่ และเมืองจิ่วฉวนเข้าร่วมด้วย กองทัพคนและม้าจากทั้งหกเมืองรวมตัวกันเข้าปราบปรามเปียนจาง ใครเลยจะรู้ว่าหลี่เซียงหรู*[4] เจ้าเมืองหลงเส และฮองเอี๋ยน*[5] เจ้าเมืองจิ่วฉวนเกิดกบฏ คิดสังหารเกงปิดอย่างคาดไม่ถึง ทำให้เกงปิดประสบกับหายนะอย่างรุนแรงและทำได้เพียงล่าถอยไปยังอำเภอเอ๊กก๋วน ใครกันคาดคิดว่ากลับถูกเว่ยติง ผู้ช่วยผู้ตรวจแคว้นเลียงจิ๋วฆ่าทิ้งเสีย!”
“ตอนนี้แคว้นเลียงจิ๋วตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวาย ทุกเมืองต่างเฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลง เจ้าเมืองบางเมืองถึงกับยอมแพ้อย่างเปิดเผย!”
ใบหน้าของเล่าเจี้ยงค่อย ๆ มืดมนลงเช่นกัน เรื่องนี้แตกต่างไปจากเรื่องราวในประวัติศาสตร์
เป็นที่ทราบกันดีว่าเกงปิดรวบรวมไพร่พลจากหกเมืองเพื่อเข้าปราบปรามกบฏของเล่าเจี้ยง แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังช่วงปีใหม่ ทั้งยังเกิดขึ้นหลังจากที่พวกเปียนจางและเป่ยกงปั่วอวี้ถูกหันซุยสังหาร
เวลานี้ในเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว เปียนจางและเป่ยกงปั่วอวี้จะยังถูกหันซุยสังหารอยู่หรือไม่? สถานการณ์ในแคว้นเลียงจิ๋วจะกลายเป็นแบบอย่างไรนั้นอย่างไม่ทราบแน่ชัด
“ฝ่าบาท การที่ผู้ตรวจการแคว้นเลียงจิ๋วถูกสังหาร อีกทั้งแคว้นยังตกอยู่ในภาวะโกลาหลไปถ้วนทั่วเช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับกลุ่มกบฏที่จะบุกเข้าโจมตีทำลายเป็นจุด ๆ ไป เมื่อถึงเวลานั้นที่พวกเขายึดครองแคว้นเลียงจิ๋วได้ การบุกรุกซานฟู่อีกครั้งนั้นย่อมไม่ใช่การต่อสู้กับทหารแสนนายเช่นธรรมดาทั่วไป โดยเฉพาะพวกเป่ยกงปั่วอวี้ที่มีพื้นเพเป็นชาวเชียง ครั้นถึงเวลาชูดาบตะโกนสั่งรบ ทหารหลายแสนหรืออาจนับล้านคนจะเข้ามาโดยง่ายราวดีดปลายนิ้ว! หากเป็นเช่นนั้น แม้จะสายใจภายหลังยังนับว่าสายไป!”
เล่าเจี้ยงไม่ได้กล่าวข่มขู่พระเจ้าเลนเต้แต่อย่างใด สิ่งที่เขาพูดล้วนได้รับการบันทึกไว้อย่างดี ชาวเผ่าเชียงนั้นปะปนอยู่ที่ชายแดนแคว้นเลียงจิ๋ว รวมกันเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่หลายร้อยกลุ่ม แม้แต่กลุ่มเหล่าเล็ก ๆ ยังทหารนับพับ หากเป็นเหล่าใหญ่ย่อมสามารถส่งทหารออกไปได้นับหมื่น!
เป่ยกงปั่วอวี้พื้นเพเป็นชาวเชียง จึงได้รับความไว้วางใจอย่างจากชนเผ่าเชียงอย่างยิ่ง ก่อนหน้านี้เพราะมีเกงปิด ผู้ตรวจการแคว้นเลียงจิ๋วคอยทำกบฏอยู่ข้างหลัง ทำให้ชาวเชียงจำนวนมากทำเพียงเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลง และไม่กล้าที่จะต่อกรกับราชวงศ์ฮั่นอย่างเปิดเผย
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว หากเป่ยกงปั่วอวี้ยึดครองแคว้นเลียงจิ๋วได้เมื่อไร ชาวเชียงก็จะไม่ต้องเกรงกลัวอีกต่อไป! ในเวลานั้นประชากรเชียงหลายร้อยคนจะแข่งขันกับพวกเขาได้อย่างไร?
เห็นได้ชัดว่าพระเจ้าเลนเต้เริ่มตื่นตระหนก คราก่อนกบฏโพกผ้าเหลือง เรือนแสนยังทำเอาพระองค์หลับไม่ลงในยามค่ำคื่น หากมีทหารหลายล้านคนมาอีก บัลลังก์นี้ยังนั่งอย่างสงบปลอดภัยได้หรือไม่?
“แม่ทัพเล่า ในความเห็นของเจ้า คิดว่าควรทำเช่นไร? หากข้าให้เจ้ากรีธาทัพไปยังแคว้นเลียงจิ๋วเพื่อปราบกบฏเสียตั้งแต่ตอนนี้เล่า?”
[1] เดินทีละก้าว (走一步看一步) แล้วว่ากันไปแต่ละก้าว หมายถึง เมื่อเจอปัญหาก็ค่อย ๆ แก้ไขไปตามแต่ละก้าวที่เดิน
[2] เงินหนึ่งอัฐสร้างความลำบากให้วีรบุรุษ (一分钱难倒英雄好汉) อุปมาว่า ความลำบากเล็กน้อยแต่กลับทำให้เรื่องสำคัญไม่อาจดำเนินต่อไปได้
[3] เกงปิด (耿鄙) ผู้ตรวจการแคว้นเหลียงจิ๋ว ตามประวัติศาสตร์ถูกคนสนิทลอบสังหารขณะนำทัพเข้าปราบกบฏหันซุย
[4] หลี่เซียงหรู (李相如) เจ้าเมืองหลงเส ตามประวัติศาสตร์เข้ากับกบฏเหลียงจิ๋วเมื่อหันซุยนำกองโจรไปปิดล้อมศาลาว่าการเมือง
[5] ฮองเอี๋ยน (黄衍) อดีตเจ้าเมืองจิ่วฉวน แต่ไปเข้ากับกบฏเหลียงจิ๋ว แถมยังถูกส่งไปเชิญฮกซี นายทหารปราบโจรโพกผ้าเหลืองมาเป็นพวก