พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 232 ปลาหมอตายเพราะปาก
บทที่ 232 ปลาหมอตายเพราะปาก
“กงหมิง รีบลุกขึ้นเถิด!”
เล่าเจี้ยงดีใจมาก รีบเดินตรงเข้าไปพร้อมใช้มือทั้งสองข้างจับซิหลงให้ลุกขึ้น
สามก๊กแบ่งออกเป็นจ๊กก๊ก วุยก๊ก และง่อก๊ก
ก่อนอื่น เขาสามารถจับจองตัวสองในห้าขุนพลพยัคฆ์แห่งจ๊กก๊กอย่างฮองตงและจูล่งไว้ได้ วันนี้ยังครอบครองสองในห้าทหารเสียแห่งวุยก๊กอย่างเตียนอุยกับซิหลง ทั้งยังยึดตัวขุนพลแห่งง่อก๊กอย่างไทสูจู้เอาไว้อีก
รู้สึกดีจริง ๆ หัวใจของเล่าเจี้ยงเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกสดชื่นแจ่มใสยิ่งนัก
ทว่าเมื่อสิ่งหนึ่งผงาดขึ้น อีกสิ่งย่อมร่วงหล่นลง…
เมื่อมองไปยังซิหลงซึ่งอยู่ตรงหน้า ดูเหมือนว่าบุคคลที่ได้รับเลือกเป็นห้าทหารเสือแห่งวุยก๊กจะต้องขัดเกลาเสียหน่อย
เล่าเจี้ยงอยากลองประมือกับซิหลงดูสักตั้ง อย่างเร็วที่สุดก็คือดวลงัดข้อ ใครกันคาดคิดว่าแขนของซิหลงราวกับถูกบีบตรึงเอาไว้ และลากขึ้นมาอย่างรุนแรง
พละกำลังของเล่าเจี้ยงมากเสียจนขุนศึกขวานยาวในประวัติศาสตร์ยังอ้าปากค้าง
“พลังของนายท่านเหนือมนุษย์ ซิหลงขอนับถือ!”
แม่ทัพหลังมองอีกฝ่ายพลางหัวเราะเบา ๆ และยอมรับคำชมเชย ส่วนเรื่องอื่นเล่าเจี้ยงไม่ได้เอ่ยอะไร หากพูดถึงเรื่องพละกำลังแล้ว เขายังเทียบชั้นกับเตียนอุยไม่ได้เสียด้วยซ้ำ
“กงหมิง เจ้าดูบ้านที่อยู่อาศัยของเจ้า นี่มิใช่ว่าทำให้แม่เฒ่าทนทุกข์ลำบากไปกับเจ้าหรอกหรือ รีบไปดูว่ามีอะไรที่ต้องเก็บหรือเปล่า จากนั้นได้ออกเดินทางตามข้ากลับไปยังลกเอี๋ยง”
ซิหลงไม่ได้พูดอะไร เพียงกวาดสายตามองไปโดยรอบอย่างเก้อเขิน ด้วยไม่มีอะไรให้ต้องเก็บไปจากบ้านที่ว่างเปล่าหลังนี้
“ช่างเถอะ ไม่ต้องเอาอะไรไป เมื่อเราไปถึงลกเอี๋ยงแล้ว เจ้าขาดเหลือสิ่งใดข้าจะจัดหามาให้”
“นายท่าน ท่านแม่ของข้าเคลื่อนไหวร่างกายไม่ค่อยสะดวกนัก นาง…”
ซิหลงมองเล่าเจี้ยงด้วยความลำบากใจ ตัวเขาเองสามารถขี่ม้าไปยังลกเอี๋ยงได้ แต่มารดาของเขาทำไม่ได้
“วางใจเถอะ ข้าง ๆ มีรถม้าของข้าอยู่หนึ่งคัน เจ้าที่เข้ามาในบ้านเจ้าไม่สังเกตเห็นหรือ?”
“ขอบพระคุณนายท่าน!”
ก่อนหน้านี้ในใจของซิหลงหมกมุ่นอยู่แต่การประลองกับเล่าเจี้ยงอย่างสุดชีวิต จึงไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องวุ่นวายเหล่านี้
“กงหมิงไม่ต้องเกรงใจ ได้ยินมาว่าเจ้ามีตำแหน่งหน้าที่ในที่ทำการอำเภอ จำเป็นต้องไปส่งมอบงานหรือไม่?”
เล่าเจี้ยงไม่อยากให้ซิหลงจากไปโดยไม่ลา เขาจึงไม่ได้รังเกียจอะไรหากต้องรออีกสองสามชั่วยาม
“ขอบคุณนายท่าน ทว่าสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็น นายอำเภอคนใหม่พยายามทุกวิถีทางเพื่อจะบีบคั้นข้าออกไปอยู่แล้ว ข้าไม่พาตัวเองไปให้เป็นที่อับอายในสถานที่เช่นนั้นหรอกขอรับ”
จู่ ๆ ซิหลงก็รู้สึกถึงอนาคตอันสดใสที่อยู่เบื้องหน้า เมื่อครู่นี้ตนเพิ่งถูกนายอำเภอปั้นเรื่องใส่ร้ายจนเข้าตาจน เพียงครู่เดียวหลังจากนั้นกลับได้เข้าจวนแม่ทัพหลัง
“กงหมิงอยากระบายแค้นหรือไม่? ปั๋วอวี๋อยู่ที่นี่พอดี ข้าเชื่อว่านายอำเภอในอำเภอเล็ก ๆ เช่นนี้ย่อมไม่อยู่ในสายตาของปั๋วอวี๋”
เว่ยจี้ยกยิ้มพลางพยักหน้า เป็นการรับวาจาของเล่าเจี้ยง
ในเมืองเหอตงนี้ ตระกูลเว่ยมีอำนาจเด็ดขาด
“ไม่จำเป็นหรอกขอรับ เส้นทางที่เลือกเดินมันไม่เหมือนกัน ก็ไม่อาจร่วมงานกันได้ ข้าเองไม่อยากยุ่งกับคนผู้นี้อีกแล้ว”
“กงหมิงเป็นสุภาพบุรุษจริง ๆ”
แม้ว่าเล่าเจี้ยงจะไม่สนใจระบายความแค้นแทนซิหลง ทว่าเขาก็สรรเสริญในความมีน้ำใจของอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก
“ลูกแม่!”
เมื่อซิหลงได้ยินเสียงร้องของแม่ ชายหนุ่มพลันหวนนึกขึ้นมาได้ว่าตนยังไม่ได้ถามไถ่อาการของผู้เป็นแม่ จึงรีบเดินเข้าไปหา
“ท่านแม่ เจ็บตรงไหนหรือไม่?”
อารมณ์ของแม่เฒ่าซินั้นมั่นคงแล้ว ทั้งยังปลื้มอกปลื้มใจในการกระทำของลูกชายอย่างยิ่ง
“กงหมิง แม่ทัพหลังมีบุณคุณต่อเจ้า ต่อข้า และครอบครัวซิของเรา เจ้าอย่าได้หลงลืมมันไปเด็ดขาด”
ซิหลงพยักหน้าให้มารดาซ้ำ ๆ สีหน้าท่าทีอันเด็ดเดี่ยวของเขานั้นบ่งบอกถึงเจตจำนงอันแน่วแน่ของเขาแล้ว
“ท่านแม่โปรดวางใจ ซิหลงจะทำตามคำสั่งของนายท่านอย่างเคร่งครัดและไม่มีวันเปลี่ยนใจ”
“ดี ดี ดีแล้ว!”
แม่เฒ่าซิวางใจได้ในที่สุด และในขณะเดียวกันก็ตั้งตารอคอยมากขึ้น
พ่อแม่คนใดก็อยากให้ลูกชายไต่เต้าทะยานฟ้าดุจมังกรกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่แม่เฒ่าซิ หากเขาตายรังทำงานเป็นเสมียนอยู่ในอำเภอเล็ก ๆ เช่นนี้ เกรงว่าชั่วชีวิตก็คงไม่มีผลงานใด แต่การติดตามเล่าเจี้ยงนั้นแตกต่างออกไป เมื่อถึงเวลาต่อสู้ในสนามรบ การได้แต่งตั้งเป็นขุนนางอำมาตย์ใหญ่ก็คาดว่าจะเป็นจริงในไม่ช้า
“รายงาน! นายท่าน ที่ด้านนอกมีคนมาขอพบ อ้างตัวว่าเป็นนายอำเภอของอำเภอหยาง นามเล่ากี๋”
เล่าเจี้ยงหัวเราะเบา ๆ ไม่คาดคิดว่าตัวเองไม่ไป แต่นายอำเภอผู้นี้กลับเป็นฝ่ายมาหาถึงหน้าประตู
“กงหมิง ดูเหมือนว่าความใจกว้างของเจ้าจะเปล่าประโยชน์เสียแล้ว นายอำเภอนี่คงไม่พร้อมที่จะปล่อยเจ้าไป”
ซิหลงเองก็ยิ้มออกมาอย่างจนปัญญา มีเล่าเจี้ยงและเว่ยจี้อยู่ที่นี่ แน่นอนว่าซิหลงย่อมไม่เกรงกลัว
“ไปเถอะ ข้าเองก็อยากเห็นเสียจริงว่า ‘นายอำเภอผู้ยิ่งใหญ่’ คนนี้มาหาข้าด้วยเรื่องอะไร”
วาจาของเล่าเจี้ยงเรียกเสียงหัวเราะจากผู้คนในบ้าน ทุกคนต่างมีท่าทีเย้ยหยัน
เมื่อเดินออกมานอกบ้าน เล่าเจี้ยงก็เห็นชายหัวแหลมเล็กเหมือนกวาง ดวงตากลมเล็กเหมือนหนูคนหนึ่ง*[1] ซึ่งรอบกายรายล้อมไปด้วยข้าราชการกว่าสิบชีวิต
นายอำเภอเล่ามองสถานะของเล่าเจี้ยงออกตั้งแต่แวบแรก จึงรีบเดินเข้าไปหาเพื่อแสดงความเคารพ
“นายอำเภอหยาง เล่ากี๋ ขอคารวะท่านแม่ทัพหลัง”
เล่ากี๋เคารพนบนอบมาก จนร่างของเขาโค้งงอขนานกับพื้น
“นายอำเภอเล่าถ่อมตัวนัก ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรหรือ?”
เล่ากี๋ยังคงยิ้มแย้มเพื่อเอาอกเอาใจ สีหน้าท่าทางของเขาประจบสอพลอที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
“ท่านแม่ทัพหลัง ไม่ทราบว่าซิหลงเป็นคนของท่านหรือเปล่าขอรับ…?”
เล่าเจี้ยงมองไปทางซิหลง ก่อนจะยกยิ้มให้เล่ากี๋
“ซิหลงหรือ? ไม่แน่ใจ”
เมื่อเล่ากี๋ได้ยินดังนั้นก็ดูโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด ความมั่นใจเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย
“ท่านแม่ทัพหลังอาจยังไม่ทราบ ซิหลงคนนี้เป็นเสมียนชั้นต่ำอยู่ในที่ทำการอำเภอ ไม่คาดคิดว่าเพื่อยายเฒ่าตายยากจนนั่น ถึงกับละโมบเอาเสบียงและเงินสำหรับกองทหารไป เท่าที่ข้าทราบ ซิหลงผู้นี้สมคบคิดกับพวกหัวขโมยและโจรที่อยู่ในละแวกนี้และเตรียมพร้อมเพื่อคว้าโอกาสปล้น”
“ข้าน้อยเกรงว่าซิหลงกลัวความผิดแล้วคิดหลบหนี ดังนั้นข้าจึงมาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ของอำเภอเพื่อจับกุมเขา”
เล่ากี๋ชี้ไปยังซิหลง พร่ำบ่นถึงการกระทำผิดในครั้งนี้ พร้อมแสดงท่าทางปฏิเสธที่จะยอมแพ้
“โอ้! เช่นนี้นี่เอง ว่าแต่นายอำเภอแซ่เล่าหรือ?”
เมื่อเห็นเล่าเจี้ยงเอ่ยถึงสกุลของเขา เล่ากี๋ก็ยิ่งได้ใจ รีบพยักหน้าเพื่อยอมรับ
“ใช่แล้ว! ใช่แล้วขอรับ ข้าน้อยแซ่เล่า ไม่แน่ว่าเมื่อห้าร้อยปีก่อนอาจเป็นครอบครัวเดียวกับแม่ทัพหลังก็ได้”
“เช่นนั้นนายอำเภอเล่าก็เป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่นด้วยสิ?”
เล่าเจี้ยงยังคงมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า ให้ความรู้สึกเป็นกันเองอย่างยิ่ง
เล่ากี๋พลันรู้สึกเก้อเขินขึ้นมาเล็กน้อย แล้วส่ายศีรษะเบา ๆ
“เรียนท่านแม่ทัพหลัง ข้าน้อยมิใช่เชื้อพระวงศ์ฮั่น”
“โอ้! เช่นนี้เอง”
เล่าเจี้ยงค่อย ๆ หุบรอยยิ้มของตัวเองลง แล้วหันหน้าไปมองเว่ยจี้ที่อยู่ข้าง ๆ
“ปั๋วอวี๋ เจ้ารู้ไหมว่าการแอบอ้างเป็นสมาชิกราชวงศ์ฮั่นถือเป็นความผิดอะไร?”
เว่ยจี้ไหนเลยจะไม่เข้าใจความหมายของเล่าเจี้ยง เขาปริปากเอ่ยขึ้นโดยตรงอย่างจริงจัง
“เรียนท่านแม่ทัพหลัง ตามกฎหมายของฮั่น ผู้ที่แอบอ้างเป็นสมาชิกราชวงศ์จะต้องถูกตัดหัว”
เล่ากี๋สับสนงุนงง เหตุใดเล่าเจี้ยงถึงเปลี่ยนสีหน้ากะทันหัน ซ้ำยังพูดถึงการแอบอ้างเป็นสมาชิกราชวงศ์อีกด้วย บุรุษที่อยู่ข้าง ๆ คือใคร? เหตุใดถึงต้องการบั่นศีรษะเขา?
“ท่านแม่ทัพหลัง ข้าน้อย ข้าน้อย…”
“ใต้เท้าเล่าไม่ได้บอกเองหรอกหรือว่าเมื่อห้าร้อยปีก่อนท่านเป็นครอบครัวเดียวกับข้า? ครอบครัวของข้ามีพื้นเพมาจากสายเลือดของพระเจ้าฮั่นเกาจู แล้วท่านสายเลือดเดียวกันหรือไม่!?”
เล่ากี๋สั่นศีรษะ เขาและพระเจ้าฮั่นเกาจูนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลยแม้แต่น้อย
“ถ้าเช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่ใช่สายเลือดของพระเจ้าฮั่นเกาจู แต่กลับพูดอย่างโจ่งแจ้งว่าตนเป็นครอบครัวเดียวกับข้า หากนี่ไม่เรียกว่าแอบอ้างเป็นสมาชิกราชวงศ์ฮั่น แล้วเรียกว่าอะไร? ข้ามิได้ใส่ร้ายกลั่นแกล้งเจ้าใช่หรือไม่!?”
ท่าทีของเล่าเจี้ยงนั้นเด็ดเดี่ยวและองอาจผึ่งผาย เล่ากี๋ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
“ท่าน… ท่านแม่ทัพหลัง ข้า… ข้า… ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
เล่ากี๋รู้สึกกล้ำกลืนอย่างยิ่ง เขาเพียงเอ่ยล้อเล่นหนึ่งประโยค แต่กลับเป็นการฆ่าตัวตายเสียอย่างนั้น?
“นายอำเภอเล่า ไม่รู้จักประโยคที่ว่าปลาหมอตายเพราะปากหรือ? พูดออกมาเอง ก็ต้องรับด้วยตัวเอง”
เล่าเจี้ยงไหนเลยจะสงสารอีกฝ่ายลง เขาชี้นิ้วไปยังเว่ยจี้ทันที
“รู้ไหมว่าเขาเป็นใคร? ประมุขเว่ยแห่งเหอตง เว่ยจี้ นามรองเว่ยปั๋วอวี๋”
“ปั๋วอวี๋ เรื่องของนายอำเภอเล่า ข้าให้เจ้าเป็นคนจัดการเอง”
เว่ยจี้ยอมรับงานนี้อย่างสบาย ๆ ก่อนจะกำมือทุบไปหน้าอกเพื่อเป็นการรับประกันกับเล่าเจี้ยง
“แม่ทัพหลังโปรดวางใจ เว่ยจี้ทราบดีว่าต้องทำอย่างไร”
นายอำเภอของอำเภอเล็ก ๆ ที่ห่างไกลเช่นนี้ย่อมไม่อยู่ในสายตาของเว่ยจี้เลยแม้แต่น้อย ถึงขนาดที่เขาสามารถตัดสินชะตากรรมเล่ากี๋ได้โดยตรง
“ไปเถอะ กงหมิง สายไม่น้อยแล้ว”
เพียงครู่เดียว เล่าเจี้ยงก็พาซิหลง มารดาของซิหลง และผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาออกไป เหลือเพียงนายอำเภอเล่ากี๋ ที่นั่งเป็นอัมพาตอยู่บนพื้น เฝ้ารอจุดจบของตัวเองอย่างสิ้นหวัง
[1] หัวแหลมเล็กเหมือนกวาง ดวงตากลมเล็กเหมือนหนู ใช้บรรยายคนที่หน้าตาอัปลักษณ์ ท่าทางเจ้าเล่ห์