พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 199 ปล่อยตัวหลี่เหวินโหว
บทที่ 199 ปล่อยตัวหลี่เหวินโหว
เล่าเจี้ยงตั้งใจจัดงานเลี้ยงลาหลี่เหวินโหวเป็นพิเศษ
“แม่ทัพหลี่ เจ้ากลับไปเช่นนี้จะอธิบายให้เปียนจางเชื่อได้ไหม?”
“ขอบคุณแม่ทัพหลังที่เป็นห่วง เปียนจางนั้นแค่มีชื่อเสียงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถึงได้ขโมยตำแหน่งผู้นำไปได้ ความจริงผู้บัญชาการแท้จริงของกองทัพซีเหลียงคือเป่ยกงปั่วอวี้ ข้ากับเป่ยกงปั่วอวี้เป็นกองกำลังชนกลุ่มน้อยแห่งแม่น้ำหวงสุ่ยเหมือนเดียวกัน และมีมิตรภาพที่ดีต่อกันมาก”
หลี่เหวินโหวตอบคำถามของเล่าเจี้ยงอย่างมั่นใจ ทั้งยังเผยท่าทางขอบคุณอีกด้วย
“เอาเถิด ข้ากลัวว่าหลังแม่ทัพหลี่กลับไปจะมิอาจอธิบายได้ ในเมื่อแม่ทัพหลี่มั่นใจมาก ข้าก็จะไม่พูดมากแล้ว แม่ทัพหลี่ ดื่ม!”
“แม่ทัพหลัง ดื่ม!”
เล่าเจี้ยงยกจอกเหล้าขึ้น ดื่มพร้อมกับหลี่เหวินโหว
“อ่า… เหล้าอร่อย ๆ เช่นนี้ ข้าไม่เคยดื่มในซีเป่ยมาก่อนเลย”
หลี่เหวินโหวมองเหล้าในจอกเหล้าอย่างตะกละตะกลาม และอุทานไม่หยุด
“ฮ่า ๆ ๆ นี่ไม่เท่าไรหรอก หลังจากแม่ทัพหลี่กับข้าเอาชนะเปียนจางได้แล้ว ก็ตามข้าไปที่ลกเอี๋ยง ฝ่าบาทต้องมีรางวัลให้แน่ ถึงตอนนั้นให้แม่ทัพได้ลิ้มลองเหล้าชั้นดีของลกเอี๋ยง”
เล่าเจี้ยงให้ความร่วมมือกับหลี่เหวินโหวเป็นอย่างดี แถมยังจงใจเอารางวัลจากพระเจ้าเลนเต้มาล่อลวงเขาด้วย
แน่นอนว่า หลี่เหวินโหวเองก็ร่วมมือเช่นกัน เอาแต่ยกเหล้าดื่มขอบคุณไม่หยุด
ทั้งสองแสดงละครตบตากัน เพียงแต่เล่าเจี้ยงกำลังดูหลี่เหวินโหวแสดง ในขณะที่อีกฝ่ายไม่รู้อะไรเลย
หลี่เหวินโหวลุกขึ้น ก่อนกล่าวคำอำลากับ
“นี่ก็ดึกมากแล้ว ข้าขอไม่รบกวนแม่ทัพหลังอีก หลังจากกลับไป ข้าต้องหาความลับทางการทหารได้แน่ ถึงวาระนั้นข้าจะเขียนจดหมายถึงท่านแม่ทัพ”
เล่าเจี้ยงยืนขึ้นเช่นกัน ก่อนดึงมือหลี่เหวินโหวมาจับไว้ และมีท่าทางอาลัยอาวรณ์มาก
“แม้ข้ากับแม่ทัพจะติดต่อคบหากันเพียงสั้น ๆ แต่กลับนับถือท่านแม่ทัพนัก น่าเสียดายที่มิอาจอยู่เคียงข้างข้าได้”
หลี่เหวินโหวพยักหน้าไม่หยุด เขาประทับใจเล่าเจี้ยงมากจริง ๆ แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่ใช่พวกเดียวกัน
“แม่ทัพหลังมิต้องทำเช่นนี้ เมื่อเราปราบเปียนจางได้สำเร็จ มาดื่มเหล้าสังสรรค์กันก็ยังมิสาย หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล”
เล่าเจี้ยงมาส่งหลี่เหวินโหวจนถึงนอกเมือง พลางมองหลี่เหวินโหวนำทหารม้าพันกว่าคนของเขาจากไปอยู่อย่างนั้น
ใช่ นำทหารม้าไปมากกว่าหนึ่งพันคน ส่วนที่เหลือถูกตี่หยางฆ่าตายสิ้น
“แม่ทัพตี่ เจ้าทำได้ดีมาก”
เมื่อเห็นรอยยิ้มเปื้อนเต็มดวงหน้าของเล่าเจี้ยง ตี่หยางก็รู้สึกโล่งใจ ก่อนกุมมือตอบ
“ข้าน้อยไม่ค่อยเข้าใจทหารซีเหลียงเท่าไรนัก และกลัวปลาจะหลุดรอดแหไปได้ จึงพยายามคัดแยกหลายครั้ง!”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า และส่งสายตาเชิงยืนยันให้ตี่หยาง
“แม่ทัพตี่ลำบากแล้ว เจ้าไปทำงานของเจ้าเถิด!”
“ข้าน้อยขอตัว!”
ตี่หยางมักจะถ่อมตัวมาตลอด ใช้คำว่าข้าน้อยนำหน้าเสมอ หลังจากทักทายแล้ว เขาก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในเมือง
“นายท่าน ตี่หยางผู้นี้โหดเหี้ยมจริง ๆ ฆ่าคนไปมากมาย ไม่กลัวเป่ยกงปั่วอวี้มาเอาเรื่องกับเขาหรือไร!”
กาเซี่ยงมองแผ่นหลังที่จากไปของตี่หยาง นัยน์ตาฉายความนับถือแวบผ่านเข้ามา
“ฮ่า ๆ ๆ ไม่โหดเหี้ยมไม่นับเป็นชายชาตรี เขาคิดว่านี่คือบททดสอบ แต่ความจริงแล้วข้าจับเขาได้นานแล้ว!”
“นี่เรียกว่าอะไรนะ? ฉลาดเกินไปจึงเสียรู้ ฮ่า ๆ ๆ!”
เล่าเจี้ยงยังคงหัวเราะร่วน ทว่าในน้ำเสียงเปี่ยมด้วยการดูถูก เยาะเย้ย และดูแคลนตี่หยางที่คิดว่าตัวเองฉลาด!
เมืองเหมยหยางห่างไปยี่สิบลี้ ค่ายกองทัพซีเหลียง
ภายในกระโจมผู้บัญชาการทหารซีเหลียง เปียนจางยังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งประมุข และผู้บัญชาการแต่ละหน่วยยังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งของตน เพียงแต่ตำแหน่งที่สองทางด้านซ้ายว่างมาตลอด
ข่าวหลี่เหวินโหวยึดเมืองไม่สำเร็จ แถมยังถูกจับแพร่มาถึงค่ายทหารซีเหลียงในวันรุ่งขึ้น พร้อมกับข่าวที่ว่าหลี่เหวินโหว ยอมจำนนต่อกองทัพทางการแล้ว
เป่ยกงปั่วอวี้ได้ยินข่าวนี้ก็โกรธเกรี้ยวมาก และโยนความผิดทั้งหมดนี้ให้หันซุย
เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับหลี่เหวินโหวมาก ทั้งสองเป็นสหายพี่น้องกันมานานหลายปี ตอนนี้เพราะแผนของหันซุย กลับถูกกองทัพทางการจับตัวไป!
โชคดีที่เปียนจางและคนอื่น ๆ โน้มน้าวไว้ ถึงทำให้เป่ยกงปั่วอวี้สงบลงได้ แต่ถึงกระนั้น หันซุยก็ยังถูกเป่ยกงปั่วอวี้ทุบตีเสียยกใหญ่
วันนี้ทุกคนมารวมตัวกันในกระโจมผู้บัญชาการ เดิมวางแผนว่าจะเข้าโจมตีเมืองเหมยหยางอย่างไร และถือโอกาสช่วยเหลือหลี่เหวินโหวไปด้วย
เมื่อเป่ยกงปั่วอวี้เห็นที่นั่งว่าง ความโกรธก็พรั่งพรูขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
“หันซุย หากเกิดอะไรขึ้นกับหลี่เหวินโหว เจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุขเลย!”
เป่ยกงปั่วอวี้ตบโต๊ะอย่างแรง ทำให้หันซุยสะดุ้งจนตัวสั่น ในหัวฉายภาพถูกทุบตีเมื่อวานขึ้นมาอีกครั้ง
“แม่ทัพเป่ยกงโปรดระงับโทสะด้วย ตอนนี้แม่ทัพหลี่ไม่เป็นอันตรายใด ๆ อีกอย่างการช่วยเหลือเขา เรายังต้องร่วมมือร่วมแรงใจกัน!”
เป่ยกงปั่วอวี้โกรธเกรี้ยวเช่นนี้ นอกจากเปียนจาง ก็ไม่มีใครกล้าออกไปพูดแล้ว ด้วยกลัวว่าเป่ยกงปั่วอวี้จะพาลมาระบายความโกรธกับตัวเอง
“เฮ้อ! สหายที่น่าสงสารของข้า ถูกคนชั่วทำร้ายเช่นนี้!”
เป่ยกงปั่วอวี้ยังคงไว้หน้าเปียนจางอยู่มาก จึงไม่ได้ตำหนิหันซุยอีก ทว่าในคำพูดก็ยังไม่ยอมปล่อยหันซุยไป
ถูกคนชั่วทำร้าย แล้วคนชั่วเป็นใคร? เห็นได้ชัดว่าหมายถึงหันซุย
หันซุยทำได้เพียงหดตัวอยู่ข้าง ๆ ไม่กล้าแสดงความไม่พอใจออกมาแม้แต่น้อย ได้แต่เสียใจอย่างมาก เขากล้าโกรธทว่าไม่กล้าพูดออกมา
หันซุยเคยเป็นบัณฑิตมีชื่อเสียงในเลียงจิ๋ว เป็นขุนนางท้องถิ่นคนสำคัญที่ได้รับการแต่งตั้งจากราชสำนัก แต่กลับติดตามคนป่าเถื่อนเลอะเลือนผู้นี้ก่อกบฏ
ก่อกบฏก็ช่างปะไร หันซุยไม่มีอะไรต้องเสียใจ แต่เขาต้องทนทุกข์กับความอัปยศอดสูตลอดเวลา แค่ผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ถูกทุบตีและดุด่า
แล้วเปียนจางเล่า? เมื่อก่อนเปียนจากก็เหมือนกับหันซุย คนหนึ่งเป็นขุนนางผู้ช่วยแคว้นเลียงจิ๋ว อีกคนเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการแคว้นเลียงจิ๋ว หากว่ากันตามหลักแล้วระดับของเปียนจางยังไม่สูงเท่ากับหันซุย แต่ตอนนี้สถานะของพวกเขากลับต่างกันราวฟ้ากับเหว!
ก่อนเปียนจางจะก่อกบฏยังมีความสัมพันธ์ชิดเชื้อกับหันซุย และมักเรียกพี่ชายน้องชายกัน นับตั้งแต่ถูกเป่ยกงปั่วอวี้ปฏิบัติต่อเขาในฐานะแขกผู้มีเกียรติ ก็ค่อย ๆ เพิกเฉยหันซุยไป
ความรู้สึกแย่มหันต์ในใจนี้ได้ทิ่มแทงหันซุยทุกวัน แม้จะอยู่ในตำแหน่งสูง กลับต้องทนทุกข์อยู่ตลอดเวลา
“รายงาน!”
ในเวลานี้เอง ภายในกระโจมมีทหารคนหนึ่งเข้ามา ท่าทางตื่นเต้นอย่างมาก
“เรียนท่านแม่ทัพ แม่ทัพหลี่เหวินโหวกลับมาแล้ว!”
“อะไรนะ! ใครกลับมา”
เป่ยกงปั่วอวี้ตกใจ เดินตรงไปหาทหาร แล้วคว้าตัวเขาไว้
หลังจากหลี่เหวินโหวออกมาจากเมืองเหมยหยาง ก็ใช้เวลาสามชั่วยามกว่าจะมาถึงค่ายกองทัพซีเหลียง
เวลาสามชั่วยาม ระยะทางยี่สิบลี้ หากอยู่ภายใต้การตะบึงอย่างเร่งรีบของทหารม้าซีเหลียงเมื่อก่อน คงใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม
ครั้งนี้ใช้เวลานานถึงหกเท่า ทั้งหมดเป็นเพราะตัวหลี่เหวินโหวเอง!
หลังจากหลี่เหวินโหวถูกเล่าเจี้ยงส่งออกจากเมืองเหมยหยางแล้ว ก็วิ่งตรงไปยังค่ายกองทัพซีเหลียง
ถูกต้อง ‘วิ่ง’ กลับค่ายกองทัพซีเหลียง เพราะม้าศึกทั้งหมดถูกเล่าเจี้ยงยึดไว้
เขาไม่อยากอยู่ต่อแม้แต่สักลมหายใจ ใครจะไปรู้ว่าแม่ทัพเล่าจะเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมากะทันหัน และส่งทหารมาจับเขากลับไปหรือเปล่า!
ยิ่งไปกว่านั้นหลี่เหวินโหวไม่มีม้าศึก แม้แต่ทหารกว่าหนึ่งพันคนยังทำได้เพียงวิ่งกลับเลย หากเล่าเจี้ยงส่งทหารม้ามา ไม่นานก็ตามทัน
แต่ถึงกระนั้น หลี่เหวินโหวก็ไม่มีอาการไม่พอใจเลย ตอนจะจากไปยังขอบคุณเล่าเจี้ยงอย่างล้นหลามอีกด้วย
ท้องฟ้าข้างนอกสวยงามมากจริง ๆ ทำให้หลี่เหวินโหวรู้สึกสบายไปทั้งตัว
นี่แหละคือความรู้สึกเป็นอิสระ!
ทหารไม่มียังสามารถเกณฑ์พวกมันมาได้ ม้าศึกไม่มีก็ไปหาใหม่อีกได้ ขอแค่เขาหลี่เหวินโหวยังอยู่
แผ่นดินอันกว้างใหญ่ให้เขาได้ควบม้าไปทั่วทุกที่ การออกจากเมืองเหมยหยาง ช่างเป็นเหมือนปล่อยเสือคืนป่า มังกรว่ายลงสู่ทะเลกว้างจริง ๆ
แน่นอนว่า มีเพียงหลี่เหวินโหวเองเท่านั้นที่รู้สึกเช่นนี้…