พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 197 ตั๋งโต๊ะโกรธจัด
บทที่ 197 ตั๋งโต๊ะโกรธจัด
ถอนตัวออกจากตำแหน่ง?
เล่าเจี้ยงอดยิ้มเยาะในใจไม่ได้ ห้าคำนี้เตียวอุ๋นพูดได้อย่างไม่เต็มใจ
“แม่ทัพตั๋งโต๊ะพูดผิดแล้ว!”
ทันใดนั้น แม่ทัพปราบโจรโจวเซิ่นยืนขึ้น และคัดค้านออกมา
ดวงตาเตียวอุ๋นเป็นประกาย โจวเซิ่นมีศักดิ์สิทธิ์เป็นเครือญาติ ต้องพูดแทนเขาแน่
โจวเซิ่นและตั๋งโต๊ะอยู่ในระดับเดียวกัน หากเล่าเจี้ยงยังถ่อมตัวต่อไป ตัวเองก็จะถอนคำสั่งได้อย่างราบรื่น
“หรือแม่ทัพโจวอยากโดนปิดล้อมอีกสักรอบ? หรือยังคิดว่าทหารฮั่นเรายังบาดเจ็บล้มตายไม่พอรึ”
ตั๋งโต๊ะเกลียดเตียวอุ๋นมาก ตอนนี้ได้โอกาสแล้ว ย่อมพยายามโค่นอีกฝ่ายลงจมดินให้ได้
“หึ แม่ทัพตั๋งโต๊ะอย่าอะไร ๆ ก็ให้แม่ทัพเตียวรับผิดคนเดียวสิ!”
ตรงกันข้าม โจวเซิ่นต้องปกป้องเตียวอุ๋นให้ถึงที่สุด หากเครือญาติล้มแล้ว ตนจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร
ครั้นตั๋งโต๊ะได้ยินเช่นนี้ ก็ระเบิดขึ้นมาทันใด
“ไม่ให้เขารับผิด หรือเจ้าจะรับไว้เอง! มีคนตายอย่างอนาถกว่าสองหมื่นคน จะให้เจ้ารับผิดชอบหรืออย่างไร!”
ความโกรธเกรี้ยวได้เขียนอยู่บนใบหน้าแม่ทัพปราบเถื่อนผู้นี้หมดแล้ว เขาผายมือไปที่ซุนเกี๋ยน
“เจ้าลองถามขุนพลอาสาซุนสิ เขาบอกเตียวอุ๋นว่าอย่าวู่วามไล่ตามไปกี่ครั้งกี่หนแล้ว? หากเตียวอุ๋นฟังเข้าหูสักครึ่งหนึ่ง จะเกิดหายนะครั้งใหญ่เช่นนี้ได้หรือ”
“ครั้งนี้หากแม่ทัพหลังไม่นำทัพออกมาช่วย ผู้บัญชาการจูล่งไม่สังหารขุนพลไปสองคน ข่มขวัญกบฏจนล่าถอยไป เจ้ากับข้าจะนั่งอยู่ตรงนี้หรือ”
“กองทัพนับแสน! กองทัพนับแสนเชียวนะ! แค่ศึกนี้หนเดียว เกือบปล่อยให้เตียวอุ๋นทำลายจนสิ้น!”
ซุนเกี๋ยนไม่ได้สนใจทั้งตั๋งโต๊ะ หรือแก้ตัวแทนเตียวอุ๋น ทว่าสีหน้าอึ้มครึมบนดวงหน้าบ่งบอกความคิดของเขาแล้ว
แต่สิ่งที่ทำทุกคนไม่คาดคิดคือ… จู่ ๆ ตี่หยางก็ลุกขึ้น
“แม่ทัพตั๋งโต๊ะ เรื่องนี้ว่ากันตามจริงแล้ว ข้าควรรับผิดชอบ หากข้าไม่หวังสร้างผลงาน แม่ทัพเตียวคงไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับหายนะครั้งนี้ ข้ายินดีรับผิดชอบทั้งหมด!”
ตี่หยางมีท่าทางเด็ดเดี่ยวองอาจผึ่งผาย ราวกับเตรียมพร้อมเสียสละตัวเองเพื่อช่วยเตียวอุ๋นไว้ก่อนแล้ว
เตียวอุ๋นคาดไม่ถึงเลยว่าแม่ทัพตี่จะเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอรับผิดชอบแทนตัวเองในสถานการณ์เช่นนี้! จึงไม่รู้สึกกังขาอีก และรู้สึกผิดที่เคยสงสัยในตัวเขาเสียด้วยซ้ำ
“เอาละ ทุกคนไม่ต้องเถียงกันแล้ว”
เรื่องตลกนี้ควรหยุดได้แล้ว ในฐานะผู้ชม เล่าเจี้ยงรู้สึกเบื่อหน่าย จึงออกปากห้ามทุกคนไม่ให้ทะเลาะกัน
“เรื่องที่เกิดขึ้นมันผ่านไปแล้ว คงไม่ดีหากยังหาคนรับผิดชอบอีก แม้กองทัพเราจะประสบความสูญเสียอย่างหนัก ทว่ากองทัพซีเหลียงก็เสียหายไปไม่น้อย สถานการณ์ไม่ถึงขั้นกู้คืนมาไม่ได้หรอก”
“แต่ถึงกระนั้น กองทัพซีเหลียงยังคงแข็งแกร่งมิควรประมาท หากพวกเรายังกล่าวโทษกันและกัน ไม่สามัคคีในการปราบศัตรู สุดท้ายเราก็จะปราชัยให้กับกองทัพซีเหลียง”
“เรื่องส่วนตัวเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เรื่องบ้านเมืองเป็นเรื่องใหญ่ แม่ทัพเตียวได้รับการไหว้วานจากฝ่าบาท ข้าเล่าเจี้ยง ยินดีปฏิบัติตามคำสั่งของแม่ทัพเตียว และคิดว่าไม่จำเป็นต้องถกเรื่องนี้อีก”
หลังจากที่เล่าเจี้ยงพูดจบ บางคนก็ยินดี บางคนก็กังวล แต่ถึงกระนั้นทุกคนก็เงียบลง
เตียวอุ๋นเห็นว่าสถานการณ์คลายลงแล้ว จึงรีบหาโอกาสหนีออกจากสถานการณ์ จะได้ไม่มีใครพยายามบ่อนทำลายเขาอีก
“ในเมื่อแม่ทัพหลังพูดเช่นนี้แล้วข้ายังผลักไส คงดูเป็นคนไร้เหตุผล ข้าจะรั้งตำแหน่งนี้ต่อไปชั่วคราว หวังว่าทุกคนจะชี้แนะข้าให้มาก และขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้!”
เตียวอุ๋นคำนับให้ทุกคนทีละคน เมื่อถึงแม่ทัพหลัง เขาเปลี่ยนท่าทางใหม่ อยากคารวะให้เล่าเจี้ยงอย่างจริงจัง
“หึ มากเล่ห์!”
ตั๋งโต๊ะไม่พอใจอย่างยิ่ง จึงแอบด่าเสียงแผ่วเบา ทว่ายังคงดังไปถึงหูของทุกคน
เตียวอุ๋นแสดงออกว่าใจกว้างมาก ไม่เพียงแต่ไม่โกรธ แต่ยังคำนับกลับมาอีกครั้งด้วย
เดิมทีตั๋งโต๊ะไม่อยากสนใจเตียวอุ๋น แต่เมื่อเห็นเล่าเจี้ยงขยิบตาให้ไม่หยุด จึงยอมคำนับเตียวอุ๋นกลับอย่างไม่เต็มใจ
“เอาละ ข้าหวังว่าทุกท่านจะละทิ้งความแค้นในอดีต และร่วมมือกันปราบศัตรู”
“รับคำสั่ง!”
ในที่สุดเตียวอุ๋นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกได้ เช่นนี้อำนาจของแม่ทัพทหารม้าเกราะหนักก็กลับมาอยู่ในมือตัวเองแล้ว
“ทุกท่าน มาพูดถึงความสูญเสียครั้งก่อนกันก่อนเถิด”
พลันคำพูดของเล่าเจี้ยงไปสะกิดความไม่พอใจของเตียวอุ๋นเข้าทันที เขาแอบตำหนิอีกฝ่ายที่พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด! พลางรู้สึกกังวลขึ้นมาอีกครั้ง
“ทหารม้ารบตายไปหนึ่งหมื่นสองพันนาย บาดเจ็บมากกว่าสามพันนาย ม้าศึกเจ็บตายนับไม่ถ้วน!”
เสียงของตั๋งโต๊ะเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เหตุผลที่เขาเกลียดเตียวอุ๋นมากขนาดนี้ นั่นเพราะอีกฝ่ายเป็นต้นเหตุ!
“ทหารราบตายไป… สองหมื่นสามพันคน บาดเจ็บ… มากกว่าห้าพันคน…”
สิ้นเสียงโจวเซิ่น ตั๋งโต๊ะก็อุทานออกมา
“อะไรนะ! เจ้าว่าเท่าไร ตายไปกี่คนนะ?”
โจวเซิ่นเหลือบมองมาอีกครั้ง เดิมทีไม่อยากตอบ แต่เนื่องจากการไล่บี้ถามของอีกฝ่าย จึงทำได้เพียงพูดซ้ำอีกครั้ง
“รบตายสองหมื่นสามพันคน…”
ตั๋งโต๊ะคว้าคอเสื้อโจวเซิ่น พลางจ้องมองเขาด้วยความโกรธ
“เจ้าบอกว่าตายไปแค่ไม่กี่พันคนมิใช่รึ!”
เห็นได้ชัดว่าโจวเซิ่นประหม่าขึ้นมา จึงทำได้เพียงเถียงด้วยเสียงแผ่วเบา
“ที่ข้าบอกนั้นมีคือจำนวนของผู้บาดเจ็บ…”
“เจ้า!”
ตั๋งโต๊ะโกรธจนแทบระเบิดออกมาแล้ว เขาทนกลั้นเอาไว้จนหน้าแดงก่ำ
ทุกคนภายในห้องไม่เข้าใจว่าเหตุใดแม่ทัพปราบเถื่อนถึงโกรธมากเช่นนี้ สงครามที่โหดร้ายมีผู้บาดเจ็บล้มตายเช่นนี้เป็นเรื่องปกติมาก
แม้แต่เล่าเจี้ยงเองก็งุนงง จะบอกว่าแม่ทัพปราบเถื่อนรักทหารก็พอมีหลักฐานปรากฏอยู่บ้าง
สิบกว่าปีก่อน ตั๋งโต๊ะติดตามจางฮ่วนจนสร้างผลงานได้สำเร็จ และตกรางวัลให้ลูกน้องใต้บัญชามากมาย*[1]
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรมีเรื่องใหญ่โตกับโจวเซิ่นขนาดนี้มิใช่หรือ ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็หาใช่ลูกน้องใต้บัญชาเขา
ไม่มีใครเข้าใจตั๋งโต๊ะเลย ว่าเขามีความรู้สึกผูกพันกับเหล่าทหาร
เหตุใดต้องให้ชายผู้นี้ไปรวบรวมทหารประจำเมืองที่เหอตง? เพราะตั๋งโต๊ะเคยเป็นเจ้าเมืองเหอตงอยู่ช่วงหนึ่ง ทหารเหล่านี้เชื่อมั่นในตัวเขามาก และติดตามมาโดยไม่ลังเล
แต่ผลลัพธ์ล่ะ? รบครั้งแรกก็บาดเจ็บล้มตายหนัก พี่น้องชาวตงเหอที่เชื่อใจเขาหลายคนต้องมาตายอยู่นอกบ้านเกิดตัวเองเพราะความโง่เขลาของเตียวอุ๋น
“แม่ทัพตั๋งโต๊ะ คนตายแล้วมิอาจฟื้นคืนมาได้ ข้าขอแสดงความเสียใจด้วย”
“โถ่เอ๊ย!”
ตั๋งโต๊ะเหลือบมองแม่ทัพหลังที่เข้ามาโน้มน้าวตัวเอง ก่อนคำรามแล้วยอมปล่อยโจวเซิ่นในที่สุด
เล่าเจี้ยงพยักหน้าให้เป็นการขอบคุณที่อีกฝ่ายไว้หน้าเขา ทว่าการบาดเจ็บล้มตายอย่างหนักนี้เกินความคาดหมายไปไกลมาก
“รบตายมากกว่าสามหมื่นห้าพันคน บาดเจ็บอีกแปดพันคน! เทียบได้กับเสียทหารไปเกือบครึ่ง…”
ความจริงเล่าเจี้ยงพูดประโยคนี้ให้เตียวอุ๋นฟัง เขาหวังเพียงว่าอีกฝ่ายจะเรียนรู้ และไม่ตัดสินใจเองอีกเด็ดขาด
ทว่าเตียวอุ๋นกลับแปลความหมายต่างออกไป ราวกับเล่าเจี้ยงจงใจทำให้ตัวเองเสียหน้า สีหน้าจึงบิดเบี้ยวขึ้นเรื่อย ๆ
“แม่ทัพหลัง ข้ารู้ว่าทุกอย่างเป็นความผิดของข้า เจ้าไม่ต้องเน้นย้ำอีกจะได้ไหม”
เล่าเจี้ยงได้ยินน้ำเสียงไม่ร้อนไม่หนาวของเตียวอุ๋น ก็หัวเราะระบายความโมโหขึ้นมาทันใด
“หึ หึ หึ หึ หึ หึ…”
“แม่ทัพหลังหัวเราะกระไร?”
เล่าเจี้ยงหุบยิ้ม เพ่งสายตาไปที่ใบหน้าเตียวอุ๋น จ้องเขม็งอยู่อย่างนั้น
จู่ ๆ อีกฝ่ายก็รู้สึกหนาววาบที่สันหลัง ความรู้สึกหวาดกลัวก่อเกิดขึ้นในใจ
“เจ้า… เจ้าจะทำอะไร?”
[1] จางฮ่วน (張奐) เป็นนายกองที่นักวิชาการรุ่นหลังยกย่องว่าเป็น ‘ลูกผู้ชายที่ทำเพื่อบ้านเมืองอย่างแท้จริง’ เคยมีวีรกรรมปราบชนเผ่ามากมาย โดยเฉพาะชนเผ่าซยงหนูทางตอนใต้ และในเมืองเจียงหนาน แม้ภายหลังจะได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางในกรมเกษตร แต่ก็ลาออกไปประจำป้อมปราการเผื่อปกป้องแผ่นดินจากชนเผ่าซยงหนู สมัยตั๋งโต๊ะเข้ารับราชการทหารใหม่ ๆ ได้ร่วมทัพของเขาในการปราบกบฏชาวเกี๋ยง ณ มณฑลเป๊งจิ๋ว เมื่อได้ชัยชนะ จึงได้รางวัลเป็นผ้าไหมเก้าพันม้วน โดยตั๋งโต๊ะเอาไปแจกจ่ายแก่เพื่อนร่วมทัพและผู้ใต้บัญชา