ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 414 สองสาวล้มละลาย! (2)
ผู้กำกับทำหน้าอึ้งไปเลย!
‘ฮ่าๆๆ สภาพผู้กำกับคือสภาพฉันตอนนี้เลย ฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจแต่รู้สึกว่าสุดยอดมาก’
‘ในฐานะคนชนบทที่บ้านทำสวน สิ่งที่มหาเศรษฐีพูดมา… ฉันยังไม่รู้เลย แต่ที่ดินที่บ้านก็ตรงตามเกณฑ์ที่เขาวางไว้เลยละ’
‘เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์กลับมาอีกครั้ง!’
‘ฮ่าๆๆ มหาเศรษฐีคนนี้ไม่ใช่แค่ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์ รู้สึกว่าน่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติเลยมากกว่า!’
‘ผู้กำกับเหมือนคนไร้การศึกษาที่สิ้นหวังเลย’
‘ประโยคที่มหาเศรษฐีบอกว่า คนที่มีความรู้รอบตัวอยู่บ้างก็น่าจะรู้ มันกระทบฉันเต็มๆ เลย บ้าจริง ฉันไม่มีความรู้รอบตัวเรื่องนี้เลยสักนิด’
‘ฉันก็ไม่มีเหมือนกัน’
‘บวกหนึ่ง’
ผู้ชมรู้อยู่แล้วว่า หลินจือไป๋ มีความรู้ด้านนี้กว้างขวางมาก แต่พอได้ฟังเขาอธิบายวิธีแยกแยะว่าดินอุดมสมบูรณ์หรือไม่ ทุกคนก็ยังอดทึ่งไม่ได้ เพราะยังไงคนเราก็มักจะเลื่อมใสคนที่รอบรู้อยู่แล้ว ท่าทางพูดจาฉะฉานของอีกฝ่ายดูมีเสน่ห์เสียจริง
“อะแฮ่ม”
ผู้กำกับตัดสินใจไม่ซักไซ้เรื่องดินต่อแล้ว รีบเปลี่ยนประเด็น “แล้วคุณจะปลูกอะไรในที่ดินนี้เหรอครับ?”
“ตัวเลือกมีไม่มากครับ เพราะต้องคำนึงถึงเรื่องฤดูกาลด้วย”
หลินจือไป๋ เอ่ย “ตอนนี้เดือนกันยายนใกล้ตุลาคมแล้ว ที่เหมาะจะปลูกที่สุดก็น่าจะเป็นหัวไชเท้า เพราะระยะเวลาเติบโตสั้น มีหลายสายพันธุ์ที่เดือนเดียวก็กินได้แล้ว นอกจากนี้ต้องคำนึงถึงรสชาติที่ผมชอบด้วย อย่างพวกกะหล่ำปลีม่วง ผักกาดขาวเล็ก ผักสลัด ผักโขม อะไรพวกนี้ ปลูกไว้อย่างละหน่อย แล้วก็อาจจะปลูกถั่วลันเตาด้วย แน่นอนว่ายังเน้นไปที่ผักใบเขียวเป็นหลักครับ”
“แล้วเอ่อ…” ผู้กำกับกลืนน้ำลาย “คุณต้องการผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำไหม?”
หลินจือไป๋ มองผู้กำกับด้วยสายตาเหมือนมองคนบ้า “คุณคิดว่าผมจำเป็นต้องมีไหมครับ?”
ผู้กำกับ : ……
หมอนี่คือสุดยอดผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์อยู่แล้ว เผ่นดีกว่า!
ผู้กำกับรีบโกยหนีไปทันที ไม่อยากอยู่กับ หลินจือไป๋ ต่อแล้ว ผู้ชมพากันหัวเราะลั่น คอมเมนต์ถาโถมอย่างรวดเร็ว
‘ฉันเข้าใจความรู้สึกของผู้กำกับเลย เสียศักดิ์ศรีเกินไป’
‘แล้วทีมงานกะจะฟันเหรียญดอกท้อจากคนเช่าที่ดิน ปรากฏว่าคนเช่าเป็น หลินจือไป๋ แค่เงินส่วนเดียวทีมงานก็อย่าหวังว่าจะได้เลย!’
‘หลินจือไป๋ คือสารานุกรมพฤกษศาสตร์เคลื่อนที่ชัดๆ!’
‘ความรู้พวกนี้เอามาใช้ในรายการ ‘เยือนเขาลี่ซาน’ ได้ดีสุดๆ เลย!’
ตอนนี้เองโทรศัพท์ของ หลินจือไป๋ ก็ดังขึ้น
ที่แท้เย่อิงส่งข้อความมาเรียกให้เขาไปที่คอกแกะ บอกว่ามีเรื่องจะปรึกษา
หลินจือไป๋ มุ่งหน้าไปยังคอกแกะ แล้วก็ได้เห็นเย่อิง หานเยว่ช่วง และกู่สิง ทั้งสามคนกำลังสวมหน้ากากอนามัยและถุงมือกำลังเก็บขี้แกะอยู่
เพราะวันนี้ฝนเพิ่งตกไป กลิ่นในคอกแกะจึงรุนแรงเป็นพิเศษ หลินจือไป๋ ไม่รู้เลยว่าทั้งสามคนทนอยู่ได้อย่างไร ขนาดวันฟ้าใสเขายังทำใจไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับวันฝนตกแบบนี้
“มีอะไรก็กลับไปคุยที่บ้านแล้วกันนะ”
“เอ๊ะ อย่าเพิ่งไปสิ!” เย่อิงอ้อนวอน “อยู่เป็นเพื่อนพวกเราหน่อยน่า!”
หลินจือไป๋ ขนลุกซู่ “คุณจะอ้อนก็ได้ แต่อย่ายืนอ้อนในคอกแกะแบบนี้สิ”
“แบะ~”
“แบะ~”
แกะร้องไม่หยุด เย่อิงลูบหัวแกะ ตามหลักแล้วการลูบหัวแกะจะเป็นภาพที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ถ้าไม่ใช่เพราะขี้แกะถูกป้ายไปบนหัวแกะละนะ
หลินจือไป๋ หาแท่นหินนั่งลง “ตกลงเรียกผมมามีธุระอะไรครับ?”
หานเยว่ช่วงพูดพลางมือก็ยังง่วนกับงานว่า “ก็เรื่องการแข่งขันนั่นไงคะ เกมมะรืนนี้ไม่ใช่แข่งร้องเพลงเหรอคะ ผู้กำกับสั่งให้แต่ละกลุ่มเตรียมการแสดงสองชุด พวกเราสามคนกะว่าจะเตรียมเพลงมาร้องรวมกันสักหนึ่งเพลง แล้วอีกเพลงเจ้านายช่วยเตรียมให้เป็นไงคะ?”
“ได้สิ”
หลินจือไป๋ ไม่ได้สนใจเรื่องแพ้ชนะในเกมนั้นเลย อันดับหนึ่งได้รางวัลเป็นเหรียญดอกท้อแค่ไม่กี่เหรียญเอง ไม่น่าสนใจเอาซะเลย
“งั้นเจ้านายลองแต่งเพลงให้พวกเราไหมคะ?” หานเยว่ช่วงเอ่ยอย่างคาดหวัง
“ได้อยู่แล้ว” หลินจือไป๋ ปรายตามองฝูงแกะ แล้วจู่ๆ ก็เอ่ยว่า “ผมสอนพวกคุณเอง”
หยุดไปครู่หนึ่ง หลินจือไป๋ ก็ร้องว่า
“อย่ามองว่าฉันเป็นแค่แกะตัวหนึ่ง เพราะฉันหญ้าเขียวถึงหอมกว่าเดิม เพราะฉันท้องฟ้าถึงสีครามสดใสกว่าเดิม เพราะฉันปุยเมฆขาวถึงอ่อนนุ่มละมุน”
พรืด! หานเยว่ช่วงขำก๊าก “นี่มันอะไรกันเนี่ย?”
กู่สิงเองก็อดขำไม่ได้ “นี่เป็นเพลงเด็กของฉินโจวเหรอ?”
“ฉินโจวไม่มีเพลงเด็กเพลงนี้นะ” หานเยว่ช่วงยิ้มกล่าว “ต้องเป็นเพลงที่เขาเพิ่งแต่งเองแน่ๆ”
หลินจือไป๋ ร้องต่อ “อย่ามองว่าฉันเป็นแค่แกะตัวหนึ่ง ความฉลาดของแกะนะเกินจินตนาการ ฟ้าจะสูงแค่ไหน หัวใจก็ยังโลดแล่นออกวิ่งไล่ตามดวงอาทิตย์ทุกวัน”
“แต่งต่อเลย” เย่อิงมอง หลินจือไป๋ พลางพึมพำ
หลินจือไป๋ รู้สึกสนุกดี ยิ้มแล้วร้องว่า
“ต่อให้มีปัญหาอะไรมาเหนี่ยวรัง ฉันจะไม่เสียใจ ต่อให้มีอันตรายใดอยู่ตรงหน้า ฉันจะไม่ลนลาน ต่อให้ฝูงหมาป่าไลตะครุบ ฉันจะถือเป็นเกมสักตา ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ชอบมีความสุข รอยยิ้มคลี่สยายโบยบิน ต่อให้ล้มลงก็ลุกขึ้นยืนได้ใหม่ ไม่มีวันย่อท้อ หมดหวัง มีพลังทำให้ผู้คนหัวเราะ ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นเช่นไร… ถึงแม้ว่าฉันจะเป็นแค่แกะ”
หยุดไปครู่หนึ่ง หลินจือไป๋ ผายมือ
เย่อิงเอ่ยอย่างประหลาดใจ “เพลงนี้คุณคิดเองสดๆ เลยจริงเหรอ!?”
ถึงจะเป็นแค่รูปแบบเพลงเด็ก เนื้อร้องทำนองอะไรเรียบง่ายมาก แต่การจะแต่งสดตรงนี้กลับไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
“ไม่สำคัญหรอก” หลินจือไป๋ ขยิบตา ไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ
ขณะที่ฟังเพลง ผู้ชมก็พากันวิเคราะห์ ‘แต่งสดแน่เลยใช่ไหม!’
‘จะบังเอิญขนาดนั้นได้ไง พวกเย่อิงกำลังเก็บขี้แกะอยู่ ท่านมหาเศรษฐีก็ดันมีเพลงเกี่ยวกับแกะที่เขียนไว้ยังไม่ได้ปล่อยพอดีเนี่ยนะ?’
‘โอกาสที่จะแต่งสดมีสูงมากเลยนะ!’
‘ฉันรู้สึกว่ามันเพราะดีซะงั้น!’
‘ฉันก็อยากพูดเหมือนกัน เพราะดีนะ ทำนองติดหูมากเลย ตอนเที่ยงแต่งเพลงให้ฉีเจียนเจีย ตอนเย็นมาแต่งเพลงให้แกะอีกสินะ?’
‘ฮ่าๆๆๆ ขำจะตายอยู่แล้ว’
เย่อิงถาม “แล้วเพลงนี้ชื่อว่าอะไร?”
หลินจือไป๋ ตอบโดยไม่ต้องคิด “อย่ามองว่าฉันเป็นแค่แกะ” (Pleasant Goat and Big Big Wolf)
หานเยว่ช่วงเอ่ยอย่างพูดไม่ออก “เจ้านายคะ ก่อนหน้านี้คุณมีเพลงที่ชื่อว่า ‘ฉันคือปลาตัวหนึ่ง’ ใช่ไหมคะ นี่ถือเป็นซีรีส์เดียวกันหรือเปล่า?”
‘ขำจะตายแล้ว ท่านมหาเศรษฐีนี่เป็นอัจฉริยะในการตั้งชื่อจริงๆ!’
‘ฉันคือปลาตัวหนึ่ง? อย่ามองว่าฉันเป็นแค่แกะ? ชอบแต่งเพลงให้สัตว์ตัวเล็กๆ ขนาดนี้เลยเหรอ’
‘อยากฟังเพลงฉันคือปลาตัวหนึ่งอะ’
‘ฉันมีไฟล์เพลงรวมของท่านมหาเศรษฐีอยู่นะ ใครอยากได้ทิ้งเมลไว้เลย’
‘abc@we.com’ / ‘ส่งให้ฉันที่ 91cloud_445564#’
ในคอมเมนต์มีชาวเน็ตจำนวนมากทิ้งอีเมลและอื่นๆ ไว้
หลินจือไป๋ ยิ้มกล่าว “จะว่าไปความจริงผมยังเคยแต่งเพลง ‘เพลงของหมู’ ด้วยนะ”
กู่สิงร้องเท้าความเหย้าแหย่ว่า “อาจารย์ไป๋ตี้คะ นี่คุณตั้งใจจะแต่งเพลงให้สัตว์ทุกชนิดเลยใช่ไหมคะ?”
เย่อิงก็ช่วยผสมโรงว่า “งั้นคราวหน้าอย่าลืมแต่งเพลงเกี่ยวกับแมวด้วยนะ ที่บ้านฉันเลี้ยงไว้สามตัวนะ”
“ไปเก็บขี้แกะของพวกคุณต่อเถอะ” หลินจือไป๋ ยังคงทนกลิ่นนี้ไม่ไหว รีบเดินหนีไปทันที
เมื่อกลับมาถึงบ้านสีน้ำเงิน หลินจือไป๋ ก็นำเห็ดและผักป่าที่เก็บได้วันนี้ไปล้างทำความสะอาด จากนั้นก็เตรียมทำอาหาร
“โผวโผวติงครึ่งหนึ่งเอาไปยำ อีกครึ่งเอาไปคั่วทำชาแล้วกัน”
“เห็ดพวกนี้กินคืนนี้ได้เลย เก็บมาเยอะหน่อย เดี๋ยวแบ่งห้องเย่อิงกับคนอื่นๆ ด้วย”
“ปลาพวกนี้ยังไม่ตาย แต่ดูเหมือนอีกไม่นานแล้ว ต้องรีบเอามาทำกินเหมือนกัน”
ฝีมือทำอาหารของ หลินจือไป๋ ทุกคนเริ่มคุ้นเคยดีแล้ว เหล่าผู้ชมต่างพากันเบิกตากว้างจ้องมอง
เมื่อ หลินจือไป๋ ก้าวเข้าห้องครัว รายการ ‘เยือนเขาลี่ซาน’ ก็กลายเป็นรายการทำอาหารทันที
เทียบกับห้องไลฟ์สดอื่นๆ บางคนเก็บขี้แกะ บางคนเก็บขยะ และบางคนก็กำลังทำความสะอาดศูนย์บริการอยู่
โดยพื้นฐานทุกคนต่างต้องดิ้นรนใช้ชีวิตเพียงเพื่อหาเศษเหรียญดอกท้อน้อยนิดที่น่าสงสาร มีแต่ หลินจือไป๋ ที่นั่งอยู่ในห้องครัวขบคิดว่าเย็นนี้จะกินอะไรดี ช่างดื่มด่ำกับชีวิตเหลือเกิน
แล้วเขายังเป็นมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในเขาลี่ซานแห่งนี้ด้วย!
‘ความแตกต่างของมนุษย์เรานี่นะ!’
‘บางคนมาออกรายการเพื่อให้ทุกคนเห็นว่าชีวิตมันลำบากแค่ไหน ส่วนบางคนมาออกรายการเพื่อมาพักผ่อนตากอากาศ!’
‘ไลฟ์สดของท่านมหาเศรษฐีน่าสนุกจริงๆ!’
‘จะว่าไปปลาที่ท่านมหาเศรษฐีทำดูน่ากินจังเลย!’
‘อยากกินกับข้าวฝีมือท่านมหาเศรษฐีจัง!’
เมื่อเห็น หลินจือไป๋ ทำอาหารเลิศรสออกมาทีละอย่าง ผู้ชมแต่ละคนต่างก็หิวจนน้ำลายสอ
อีกด้านหนึ่งเย่อิงและคนอื่นๆ ก็กลับมาแล้ว พอเห็นอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะก็พลันนิ้วชี้กระตุก [1]
“หลินจือไป๋ กับข้าวเยอะขนาดนี้คุณกินหมดเหรอ?”
“กินไม่หมดหรอก ทานด้วยกันสิ”
“ฉันไม่มีเงินแล้วนะ!” เย่อิงกัดฟันพูด
“วันนี้ไม่เก็บเงินพวกคุณแล้ว” หลินจือไป๋ ยิ้มกล่าว “แต่พวกคุณต้องรับผิดชอบล้างจานล้างหมอนะ อีกอย่างเสื้อผ้าผมพวกคุณก็อย่าลืมซักด้วยละ”
“ต้องซักกางเกงในด้วยไหม?” เย่อิงยิ้มกริ่มมอง หลินจือไป๋ “ต้องเพิ่มเงินนะ”
“กางเกงในผมซักเอง” หลินจือไป๋ นึกไม่ถึงว่าเย่อิงจะเล่นแรงขนาดนี้ ล้อเล่นแบบนี้อย่าทำให้ห้องไลฟ์สดปลิวเอาละ
“ก็ได้ คุณรวยคุณว่าไงก็ว่างั้น”
สามสาวกลุ่มน้ำเงินต่างยอมรับชะตากรรมที่ต้องมาเป็นสาวใช้ให้ หลินจือไป๋ ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีก็ต้องเกาะขาท่านมหาเศรษฐีไว้ให้แน่นจริงๆ
[1] คนจีนโบราณเชื่อว่าถ้านิ้วชี้กระตุก แปลว่าจะได้กินของอร่อย