ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 412 ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์ หลินจือไป๋ (1)
“ทุกคนดูสิว่าผมเจออะไร นี่คือเจี้ยนโสวชิงที่โด่งดังในแถบเขาลี่ซานครับ”
หลินจือไป๋ แสดงเห็ดป่าที่ตนเพิ่งค้นพบให้กล้องของช่างภาพที่เดินตามหลังเขาดู
“เจี้ยนโสวชิงมีสายพันธุ์มหาศาลอยู่ในวงศ์เห็ดตับเต่า ส่วนใหญ่จัดอยู่ในสกุลเห็ดตับเต่า แน่นอนว่ายังมีสกุลอื่นอีก อย่างสกุลเห็ดตับเต่าก้านเหลือง สกุลเห็ดตับเต่ากำมะหยี่ แล้วก็สกุลเห็ดตับเต่าแป้ง เป็นต้น”
“แน่นอนว่าที่ผมพูดไปพวกคุณคงจะรู้สึกว่าน่าเบื่อ คนบนบลูสตาร์อย่างเรา เวลาเห็นเห็ดป่าแบบนี้ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวเลยก็คือ… มันกินได้หรือเปล่า?”
หยุดไปครู่หนึ่ง หลินจือไป๋ เผยยิ้มแล้วเอ่ยว่า
“มีเจี้ยนโสวชิงส่วนน้อยที่กินไม่ได้ อย่างเช่นเห็ดตับเต่าตาข่าย เห็ดตับเต่าผงเหลือง และเห็ดตับเต่าเขียวเหลือง แต่อันที่อยู่ในมือของเรานี้คือเจี้ยนโสวชิงสีชมพู กินได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยครับ”
“แต่มีจุดหนึ่งที่ต้องเตือนทุกคนไว้คือ เงื่อนไขในการกินเจ้าพวกนี้คือต้องปรุงให้ถูกวิธี ไม่อย่างนั้นกินเข้าไปมีโอกาสสูงที่คุณจะเห็นภูตจิ๋วเต้นระบำในอากาศ…”
นี่คือสาเหตุที่ผู้ชมพากันตกตะลึง!
ทุกคนกังวลว่า หลินจือไป๋ จะชี้ซั้วเก็บเห็ดป่ามากินจนเกิดปัญหา แต่ผลปรากฏว่า หลินจือไป๋ กลับให้ความรู้เรื่องเห็ดป่ากับผู้ชมในระหว่างไลฟ์สด!
ที่สำคัญที่สุดคือ หมอนี่ดูเหมือนจะมีความเข้าใจมาก เขาไม่ใช่พวกชาวบ้านที่มาให้ความรู้ง่ายๆ แบบที่บอกแค่ผลลัพธ์แต่พอถามว่าทำไมพวกเขากลับอธิบายไม่ได้ รู้แค่ว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตที่คนรุ่นก่อนส่งต่อกันมา
การให้ความรู้ของ หลินจือไป๋ เป็นวิชาการเจาะลึกมาก! เจาะลึกเสียจนหลายคนถึงกับฟังไม่เข้าใจ!
และ หลินจือไป๋ ดูเหมือนจะรู้ว่ามีบางคนฟังไม่รู้เรื่องว่าวงศ์อะไรสกุลอะไร จึงรีบพูดประเด็นที่ทุกคนสนใจอย่างรวดเร็ว อย่างเช่นกินได้หรือเปล่า
“ที่เรียกว่าปรุงให้ถูกวิธีก็คือ ก่อนทำต้องล้างให้สะอาด จากนั้นระหว่างขั้นตอนการปรุงก็ต้องใช้น้ำมันปริมาณมาก และต้องแน่ใจว่าใช้ความร้อนสูงตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นจะเห็นคนแคระได้ง่ายมาก แม้ไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ทางที่ดีทุกคนอย่าไปเห็นภาพหลอนแบบนั้นจะดีกว่าครับ”
“หลินจือไป๋ เพิ่งเห็นข่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า มีชายคนหนึ่งกินเจี้ยนโสวชิงเข้าไปแล้วเกิดภาพหลอน นึกว่าตัวเองขับรถชนเด็กชายคนหนึ่ง เลยรีบโทรแจ้งตำรวจ พี่ชายคนนี้ยอมเชื่อว่าตัวเองชนคนตาย มากกว่าจะรู้ตัวว่าตัวเองโดนพิษเห็ด โหหห!”
‘ท่านมหาเศรษฐีมีความรู้กว้างขวางจังแฮะ!’
‘ฮ่าๆๆ เจี้ยนโสวชิงเหรอ แถวบ้านเราก็มีเยอะเลย กินได้หมด แต่ตอนทำต้องระวังหน่อย มีครั้งหนึ่งฉันกินเสร็จมองเห็นหมาอยู่บนหัวพอดีด้วยละ’
‘โชว์ใหญ่เลยนะ!’
‘น่าจะเป็นเรื่องฟลุกมากกว่า มีความรู้เรื่องเจี้ยนโสวชิงพอดีละมั้ง?’
‘เจี้ยนโสวชิงสดใหม่ อร่อยสุดๆ เลย!’
แม้ว่าการให้ความรู้ของ หลินจือไป๋ จะดูเป็นวิชาการและวางมาดผู้รู้ แต่ผู้ชมส่วนใหญ่ต่างก็คิดว่าเขาแค่ฟลุก บังเอิญไปเจอเห็ดชนิดที่ตัวเองรู้จักพอดี
“เราหากันต่อ”
หลังจากใส่เจี้ยนโสวชิงลงในตะกร้าที่เตรียมมา หลินจือไป๋ ก็ยิ้มแล้วเอ่ยว่า
“ความจริงแล้วในธรรมชาติมีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่มากมายครับ สิ่งที่เราต้องการก็คือดวงตาที่สามารถมองเห็นขุมทรัพย์เหล่านั้นได้ อย่างเช่นอันนี้พวกคุณรู้จักไหมครับ?”
หลินจือไป๋ ชี้ไปที่กลุ่มดอกไม้สีเหลืองเล็กๆ ริมทาง
“ใช่ครับ นี่คือแดนดิไลออน แต่ภาษาท้องถิ่นในหลายๆ ที่ชอบเรียกมันว่าโผวโผวติง”
‘ฮ่าๆๆ!’
‘ความลับแตกแล้วสินะ?’
‘แดนดิไลออนใครจะไม่รู้จัก?’
‘เมื่อกี้ฉันโดนเขาสะกดจนอึ้งไปเลยจริงๆ นึกว่าเป็นยอดฝีมือซะอีก นึกไม่ถึงว่าหันมาก็มาอวดแดนดิไลออนซะแล้ว เรื่องนี้ใครไม่รู้บ้าง’
หลินจือไป๋ ไม่เห็นคอมเมนต์ ตอนนี้เขาถือว่าตัวเองกำลังไลฟ์สดนอกสถานที่อยู่
“สรรพคุณของโผวโผวติงมีเยอะมาก แต่เราจะเก็บไปกินกัน วันนี้เจ้านี้ไม่ว่าจะเอาไปลวกแล้วยำ หรือเอาไปผัดเลย รสชาติก็น่าจะดีมากทั้งนั้น นอกจากนี้ยังเอาไปชงชาได้ด้วย ช่วยดับร้อนถอนพิษ ทุกส่วนคือสมบัติล้ำค่าเลย”
‘แดนดิไลออนกินได้เหรอ?’
‘ทุกอย่างกินได้หมดเลยสินะ?’
‘คนชนบทขอยืนยันว่าท่านมหาเศรษฐีพูดไม่ผิด’
‘อื้อ โผวโผวติงเอาไปลวกแล้วยำรสชาติดีจริงๆ นอกจากนี้เอาไปชงชาก็ได้ แค่จัดการนิดหน่อยก็ใช้ได้แล้ว ท่านมหาเศรษฐีพูดไม่ผิด’
หยิบพลั่วเล็กออกมา หลังจาก หลินจือไป๋ ขุดโผวโผวติงจำนวนหนึ่งแล้วก็เอ่ย
“พวกคุณว่าถ้าผัดเจ้านี้ให้อิงอิงกิน จะหลอกเอาเหรียญดอกท้อจากเธอได้กี่เหรียญ?”
‘ฮ่าๆๆๆ จอมขูดรีด!’
‘เย่อิง : นายเป็นถึงมหาเศรษฐี ยังจะเอาแต่จ้องจะเอาเงินเล็กน้อยของฉันเหรอ?’
‘ทำตัวให้เหมือนคนปกติหน่อยเถอะ!’
หลินจือไป๋ กำลังล้อเล่น ทุกคนฟังออก บรรยากาศในห้องไลฟ์เล็กๆ นี้ถือว่าดีมากทีเดียว
ยังไงซะในอดีตก็เคยใช้ตัวตนฉู่ฉือไลฟ์สดมาช่วงหนึ่ง หลินจือไป๋ จึงไม่รู้สึกแปลกกับวิธีสื่อสารแบบนี้
“ยังคงเป็นคำเดิม” หลินจือไป๋ ลุกขึ้นเดินหาต่อ “ในธรรมชาติมีสมบัติอยู่มากมาย ในเมื่อพวกเรามาแล้วก็หาของกินให้เยอะหน่อย”
เจอแล้ว!
หลินจือไป๋ ส่งสัญญาณให้ตากล้องซูมภาพ “นี่ไง นี่คือจี้ไช้ เป็นผักป่าที่เป็นตัวแทนได้ดีมากชนิดหนึ่งเลยละ!”
‘นี่นะเหรอจี้ไช้?’
‘แถวบ้านเราเรียกว่าจี้จี้ไช้’
‘โอ้โห ดูเหมือนท่านมหาเศรษฐีจะรู้เยอะจริงๆ นะเนี่ย’
‘อันนี้ฉันก็เห็นอยู่บ่อยๆ กินได้ไหม?’
“ต้องมีคนสงสัยแน่ว่ากินได้ไหม แน่นอนว่ากินได้ครับ แถมปลอดภัยกว่าเจี้ยนโสวชิงด้วย ไม่เสี่ยงมองเห็นคนแคระ”
“แต่เราจะมัวคิดเรื่องกินอย่างเดียวไม่ได้ ทุกคนอาจจะไม่รู้ว่าจี้ไช้เองมีความเป็นวัฒนธรรมแฝงอยู่ด้วยนะครับ”
“อย่างเช่นในคัมภีร์ซือจิงบทกูเฟิง และฉูฉือบทเปยหุยเฟิง ซึ่งเป็นรวมบทกวีที่เก่าแก่ที่สุดสองเล่มของบลูสตาร์เรา ต่างก็มีเรื่องราวของจี้ไช้ปรากฏอยู่”
“ส่วนใหญ่มักจะใช้จี้ไช้เปรียบกับวิญญูชน เพื่อแสดงให้เห็นถึงปณิธานอันสูงส่ง เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของการไม่เกรงกลัวความหนาวเหน็บ อดทนอดกลั้น ถ่อมตนไม่โอ้อวด เหล่านักปราชญ์และกวีมากมายเลยพากันแต่งบทกวีให้มัน…”
นี่คือการให้ความรู้และเป็นการอวดภูมิด้วย แต่การอวดภูมิให้ความรู้แบบนี้ไม่มีใครรู้สึกต่อต้าน
เพราะสิ่งที่เขาพูดนั้น ผู้ชมส่วนใหญ่ไม่รู้เลย และความรู้เหล่านี้ก็เปิดหูเปิดตาให้ทุกคนได้จริงๆ!
‘ไม่เบาเลยนะเนี่ย!’
‘ดูเหมือนท่านมหาเศรษฐีจะมีความรู้มหาศาลเลย’
‘แค่หาผักป่า ถึงกับยกซือจิงกับฉูฉือออกมาเลย!’
‘ฮ่าๆๆๆ พวกนายไม่รู้ละสิ ท่านมหาเศรษฐีมีชื่อในวงการว่าฉูฉือด้วยนะ’
“ยังมีอีก”
หลังจากขุดจี้ไช้เสร็จ หลินจือไป๋ ก็หาผักป่าเจออีกหลายชนิด ทุกครั้งที่เจอผักป่าแต่ละชนิด หลินจือไป๋ ก็จะให้ความรู้กับทุกคน
“นี่เรียกว่าจวี้หมายไช้ เป็นผักป่าที่มีคุณค่าทางยาสูงมาก แคเอาไปหมักง่ายๆ ก็ทำเป็นผักกาดดองได้แล้ว หรือถ้าเอาไปอบแห้งก็ยังเอามาทำเป็นชาผักขมกับผักแห้งได้อีก ไว้ผมจะสาธิตวิธีทำให้ดู ตอนนี้เก็บไปก่อนแล้วกัน”
‘ทำไมท่านมหาเศรษฐีรู้จักไปหมดเลย!?’
‘นี่มันผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์ชัดๆ เลยไม่ใช่เหรอ!’
‘ถ้าแค่ครั้งสองครั้งก็ว่าไปอย่าง แต่เจอพืชหลายชนิดติดต่อกันแล้ว หลินจือไป๋ อธิบายรายละเอียดได้หมดแบบนี้น่ากลัวมากเลยจริงๆ!’
คนธรรมดาขึ้นเขาเรียกชื่อพืชได้สักสองสามอย่างก็นับว่าเก่งแล้ว!
ถึงขั้นต่อให้เป็นคนในพื้นที่ ความสามารถในการแยกแยะก็อาจไม่เก่งเท่า หลินจือไป๋ ด้วยซ้ำ!
“นี่เรียกว่าผักเบี้ยหิน”
หลินจือไป๋ เปลี่ยนไลฟ์สดของตัวเองกลายเป็นรายการให้ความรู้นอกสถานที่ไปแล้ว
“ผักเบี้ยหินมีความสามารถในการเอาตัวรอดแข็งแกร่งมาก เป็นผักป่าที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดตามพื้นดิน รสชาติเปรี้ยวนิดๆ เอามายำอร่อยที่สุด นอกจากกินได้แล้ว ผักเบี้ยหินยังใช้เป็นยาสมุนไพรได้ด้วย”
ผู้ชมก็ไม่รู้สึกเบื่อเลยสักนิด ตรงกันข้ามทุกคนกลับรู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก แถมยังได้ความรู้ด้วย!
“เพราะแบบนี้คนโบราณถึงได้บอกว่า อาศัยป่าหากินกับป่า อาศัยน้ำหากินกับน้ำ ไม่ว่าของที่วิ่งอยู่บนเขาหรือว่ายอยู่ในน้ำ ของอร่อยมีเยอะมาก แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะกินได้ทั้งหมด อย่างเช่นอันนี้…”
หลินจือไป๋ มองไปที่เห็ดชนิดหนึ่ง
เห็ดป่าต้นนี้มีหมวกสีแดงก้านสีขาว สีสันสดใสมาก ให้ความรู้สึกเหมือนว่ามันต้องอร่อยแน่ๆ หน้าตาดูดีกว่าเจี้ยนโสวชิงเยอะเลย เริ่มมีคอมเมนต์ถามแล้วว่าอันนี้อร่อยมากเลยใช่ไหม
หลินจือไป๋ หยิบมือถือออกมาถ่ายรูปเห็ดแดงนี้แล้วร้องเพลงว่า
“ร่มแดงแดง ก้านขาวขาว กินเสร็จก็นอนยาวบนกระดาน นอนในโลงฝังบนเขา”
“ทั้งหมู่บ้านมากินข้าวที่บ้าน ในกับข้าวมีร่มแดงแดง กินเสร็จก็ไปฝังบนเขากันหมด…”
เพลงนี้ชื่อว่า ‘ร่มแดงแดงก้านขาวขาว’ ชาติก่อนหลายคนเคยได้ยิน แต่ในโลกนี้เพิ่งปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก ผู้ชมต่างอึ้งไปเลย!
‘พรืด!’
‘ขอเพลงโลกคนเป็นหน่อยได้ไหม?’
‘เพลงโคตรหลอน!’
‘นอนบนกระดานนี่คือตายใช่ไหม?’
‘สรุปคืออันนี้กินไม่ได้เหรอ?’
‘ขำจะตายแล้ว นี่มันเพลงอะไรเนี่ย?’
‘เพลงกล่อมเด็กสยองขวัญเหรอ?’
‘ช่วงไลฟ์นี้ใช้ได้เลยนะเนี่ย ตอนตัดต่อจริงคงโดนตัดทิ้งแน่ๆ’
“สรุปคือเห็ดป่าอันนี้มีพิษ! เพลงนะผมแต่งมั่วๆ แต่ขอให้พวกคุณเข้าใจความหมายก็พอ อันนี้เรียกว่าเห็ดอะมานิตา มัสคาเรีย หรือฉายาคือเห็ดคางคก”
“ช่วงนี้ฝนไม่ตก แต่ถ้าฝนตกลงมาสักรอบ จุดสีขาวบนร่มสีแดงจะหายไป และจะดูคล้ายกับเห็ดระโงกที่กินได้มาก ดังนั้นถ้าทุกคนไปเที่ยวป่า ห้ามเก็บเห็ดชี้ซั้วเด็ดขาด พิษของมันรุนแรงมาก แค่ประมาณสิบห้าดอกก็ทำให้เสียชีวิตได้แล้วครับ”
หลินจือไป๋ อธิบายเช่นนี้ เพลงร่มแดงแดงก้านขาวขาวกินเสร็จนอนบนกระดาน เห็ดที่เป็นตัวแทนของเพลงนี้ได้ดีที่สุดก็คือเห็ดคางคกนี่แหละ
“นอกจากเห็ดคางคกแล้ว…”
หลินจือไป๋ หาละแวกใกล้เคียงแถวนั้นต่อ ท้ายที่สุดก็เจอเห็ดสีขาวชนิดหนึ่ง
“อันนี้ก็อันตรายมากเหมือนกันครับ มาจากตระกูลอะมานิตา เรียกว่าเห็ดระโงกหินพิษ ฟังจากชื่อก็รู้แล้วใช่ไหมครับว่าไม่ใช่ของดี?”
หลินจือไป๋ เอ่ย “ตระกูลอะมานิตาในวงการเห็ดเรียกได้ว่าชื่อเสียงอันเหม็นโฉ่ พบเห็นได้บ่อยในชนบท รวมถึงบนเขานี่ก็มีไม่น้อยเลยครับ”
พูดไปพลาง หลินจือไป๋ ก็เดินวนไปรอบๆ เพื่อคอยให้ความรู้เรื่องตระกูลอะมานิตากับทุกคน
“นี่เรียกว่าเห็ดระโงกหินพิษสีชมพูอ่อน… นี่เรียกว่าเห็ดระโงกหินพิษลายเทา… นี่คือเห็ดระโงกหินพิษหมวกเหลือง… ส่วนที่ดูเหมือนเห็ดหอมมากนี่คือเห็ดระโงกหินพิษสีขาว ตระกูลอะมานิตาไม่ค่อยมีพวกใจดีเท่าไหร่ ถึงจะเหมารวมหมดไม่ได้ก็เถอะ”
‘แม่เจ้า!’
‘พวกนี้มันยาพิษธรรมชาติทั้งนั้นเลยนะเนี่ย!’
‘โชคดีนะที่ฉันไม่มีนิสัยกินเห็ดมั่วซั่ว’
‘ไอ้อะมานิต้าอะไรนี่หลังบ้านฉันขึ้นเพียบเลย!’
‘ท่านมหาเศรษฐีเก่งจัง ของพวกนี้แค่ชื่อฉันยังจำไม่ได้เลย เขาแยกแยะเห็ดแต่ละชนิดได้ยังไง!’
‘ท่านมหาเศรษฐีเป็นนักพฤกษศาสตร์จริงๆ เหรอ?’
‘เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์ก็คงประมาณนี้แหละมั้ง!’
หลินจือไป๋ กล่าว “ถ้าหากเผลอกินเห็ดระโงกหินพิษพวกนี้เข้าไป โดยทั่วไปต้องผ่านไปสองสามวันถึงจะเริ่มรู้สึกไม่สบายตัว อ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปทุกส่วนเหมือนเป็นหวัดปกติ”
“คนที่กินเข้าไปจะรอจนถึงสี่ห้าวันจนรู้สึกว่าอาการหวัดหนักขึ้นถึงไปโรงพยาบาล ซึ่งตอนนั้นก็สายเกินไปแล้ว โครงสร้างโมเลกุลของสารพิษในเห็ดระโงกหินพิษเสถียรมาก ใช้หม้ออัดแรงดันต้มนานเป็นสัปดาห์ก็ทำลายสารพิษของมันไม่ได้”
“เพราะฉะนั้นทุกคนต้องลืมตาดูให้ดี ห้ามเก็บเห็ดที่ไม่รู้จักมากินเด็ดขาดนะครับ”
หยุดไปครู่หนึ่ง หลินจือไป๋ ก็เอ่ยว่า “เกือบลืมไปเลยว่าเราออกมาหาของกิน ถึงจะมีเห็ดพิษเยอะมาก แต่ถ้าเทียบตามสัดส่วนแล้ว เห็ดป่าส่วนใหญ่บนเขานี้ก็ยังพอกินได้อยู่ครับ”
พูดไปพลาง หลินจือไป๋ เดินบนเส้นทางให้ความรู้เกี่ยวกับการเก็บผักป่าและเห็ดต่อไป
“ต่อไปพวกเราไปลองหาดูว่าแถวไหนมีเห็ดโคนบ้าง เห็ดชนิดนี้รสสัมผัสเหมือนเนื้อไก่ กลิ่นหอมเป็นพิเศษ เมื่อเช้าตอนผมตกปลากับคุณลุงได้คุยกันนิดหน่อย เขาบอกว่าบนเขามีอยู่ ถ้าโชคดีก็น่าจะหาเจอ”
“แต่ว่าพวกคุณรู้สึกไหมว่า บนเขาเหมือนจะเริ่มมีหมอกลงจางๆ แล้ว?”
หลังจากขมวดคิ้วเล็กน้อย หลินจือไป๋ ก็เอ่ยขึ้นว่า “พวกเราต้องรีบลงเขาแล้วละ ฝนใกล้ตกแล้ว”
‘ดูจากอะไรนะ?’
‘พยากรณ์อากาศเหรอ?’
‘ทำไมฉันดูไม่ออกเลยว่าฝนจะตก?’
‘เมื่อกี้ท่านมหาเศรษฐีบอกว่าบนเขามีหมอกลงจางๆ เป็นสัญญาณก่อนฝนตกจริงๆ นะ’
‘ที่แท้ก็ดูแบบนี้เอง’
‘จู่ๆ ก็รู้สึกว่าความสามารถในการเอาตัวรอดในป่าของท่านมหาเศรษฐีน่าจะแกร่งมากเลยนะ!’