จากขยะตระกูลสู่มหาเทพด้วยระบบอัปเกรด - บทที่ 17 หอการค้าเป่ยฉาง
บทที่ 17 หอการค้าเป่ยฉาง
ลานหน้าบ้านของเล่ยถิง
แม้ว่าสถานการณ์ของเล่ยถิงจะไม่ค่อยดีนัก แต่ยังไงเสียเขาก็เป็นลูกหลานสายตรง การได้รับจัดสรรในเรือนขนาดเล็กแยกเป็นเอกเทศ เพียงแต่บรรยากาศอันสงบสุขในอดีตนั้นไม่มีแล้ว แทนที่ด้วยความอึมครึมและเสียงสะอื้นเบา ๆ
“อย่าร้องไห้เลยสิ!”
เล่ยถิงใช้มือเช็ดน้ำตาให้เยี่ยหลานอย่างอ่อนโยน
เยี่ยหลานอ้อนวอนว่า “คุณชาย พวกเราหนีไปจากที่นี่กันเถอะนะ อย่าไปประลองกับคน ๆ นั้นเลย!”
เล่ยถิงกุมมือเยี่ยหลานเพื่อปลอบโยนว่า “เจ้าอย่ากังวลไปเลย ข้าไม่ได้โง่พอจะไปตายเปล่า ๆ หรอก ยิ่งไปกว่านั้นพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษของตระกูล จะไม่อนุญาตให้มีการฆ่าฟันกัน ต่อให้เล่ยกวงนั่นจะหยิ่งผยองแค่ไหน เขาก็คงไม่กล้าทำอะไรมากมาย”
“แต่ว่า…”
“ไม่เป็นไรหรอก”
เยี่ยหลานยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่เล่ยถิงกลับปิดปากนุ่ม ๆ ของนางเสียก่อน แล้วพูดว่า “ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ข้าเริ่มหิวแล้วนะ เจ้าช่วยไปเตรียมอาหารให้ข้าได้หรือไม่”
“ค่ะ!”
ผืนฟ้าช่างกว้างใหญ่ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือปากท้อง
ต่อให้เยี่ยหลานจะมีสิ่งที่อยากพูดมากแค่ไหน นางก็ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องของเล่ยถิงก่อน นี่คือหน้าที่ของสาวใช้ประจำตัว
เล่ยถิงมองตามเยี่ยหลานจนลับสายตาไป ก่อนจะหันไปทางเยี่ยหมิงไค ที่ยืนรออยู่ข้าง ๆ ตลอด แล้วพูดว่า “เอาล่ะ ดูท่าทางเจ้าแล้วเหมือนจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับเล่ยหนานเทียนล่ะสิ มีอะไรก็พูดมาตรง ๆ เลย”
การที่พ่อลูกเรียกชื่อกันตรง ๆ แบบนี้ แค่คิดก็รู้ว่าสัมพันธ์เป็นอย่างไร แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพราะบาปที่ใครบางคนก่อเอาไว้ การกระทำของ เล่ยถิง จึงไม่มีอะไรน่าตำหนิ
เยี่ยหมิงไค นำโอสถโลหิตสีชาดออกมามอบให้เล่ยถิง จากนั้นก็ทวนคำเตือนของเล่ยหนานเทียนให้ฟังอย่างครบถ้วน
“สวรรค์ไม่เป็นใจให้ข้า!”
เล่ยถิงได้ฟังแล้วรู้สึกหมดหนทาง
ต้องรู้ว่าเขาอาศัยภารกิจรองในเทือกเขาเฉินเจี้ยว เพื่อความอยู่รอด ไม่เช่นนั้นเขาจะตอบรับคำท้าของเล่ยกวงได้อย่างไร ตามแผนของเล่ยถิง หากให้เวลาเขาหนึ่งเดือนเขาจะสามารถล่าสัตว์อสูรวิญญาณในเทือกเขาได้มากพอ เมื่อนั้นการเลื่อนขั้นสามระดับจะไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป แต่แผนนี้ยังไม่ทันได้ลงมือทำก็ถูกคำเตือนของเล่ยหนานเทียนขัดขวางไว้ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มต้น เล่ยถิงจะไม่หงุดหงิดได้ยังไง
เมื่อเห็นนายน้อยของตนทำหน้าไม่สบอารมณ์ เยี่ยหมิงไคก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อเได้แค่เฝ้ารออยู่ข้าง ๆ เงียบ ๆ
เล่ยถิงครุ่นคิดสักพักแล้วถามว่า “เยี่ยหมิงไค เจ้าฝึกฝนวิชายุทธ์เพลิงผลาญใช่ไหม”
เยี่ยหมิงไคพยักหน้ารับ “ใช่ วิชายุทธ์เพลิงผลาญเป็นคุณชายแอบถ่ายทอดให้ข้าเมื่อครั้งก่อน เพียงแต่…”
เยี่ยหมิงไค ไม่กล้าพูดประโยคต่อไป ตอนนั้นเล่ยถิงไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไร ยอมเสี่ยงต่อการถูกตระกูลลงโทษและถ่ายทอดวิชายุทธ์เพลิงผลาญอันล้ำค่าให้เยี่ยหมิงไค ก็เป็นตอนนั้นเองที่เล่ยถิงได้รับความจงรักภักดีจาก เยี่ยหมิงไคอย่างสมบูรณ์ เพียงแต่ต่อมา ไม่ว่าเล่ยถิงจะพยายามเพียงใดก็ฝึกฝนไม่ได้ ส่วนเยี่ยหมิงไคกลับอาศัยพรสวรรค์เหนือผู้อื่น เข้าใจ วิชายุทธ์เพลิงผลาญอย่างรวดเร็ว และก้าวหน้ากว่าในภายหลัง
“วิชาธาตุอัคคีสินะ”
เล่ยถิงยิ้มขึ้นมาอย่างกะทันหัน และยื่นโอสถโลหิตสีชาดให้เยี่ยหมิงไค
เยี่ยหมิงไคงุนงงด้วยความไม่เข้าใจ
เล่ยถิงกล่าวว่า “เดี๋ยวข้าจะถ่ายทอดวิชายุทธ์ขั้นสูงให้แก่เจ้า มื่อใช้คู่กับโอสถโลหิตสีชาด บางทีลูกอาจจะสร้างตำนานความเร็วในการฝึกฝนของตระกูลก็ได้”
ร่างของเยี่ยหมิงไคนิ่งชะงักไปชั่วขณะจ้องมองไปที่เล่ยถิง
เห็นได้ชัดว่าเล่ยถิงไม่ได้พูดเล่น
เยี่ยหมิงไคที่ตระหนักได้ จึงรีบปฏิเสธทันที “คุณชาย อย่างนี้จะได้อย่างไรกัน โอสถโลหิตสีชาดนี่เป็นความหวังที่ท่านจะเอาชนะเล่ยกวง นะขอรับ หากเพราะความโลภของข้าแล้วทำให้การฝึกฝนของคุณชายล่าช้าไป ข้าก็จะไม่มีหน้าพบใครอีกแล้ว!”
เล่ยถิงตำหนิอย่างไม่ปรานีว่า “ไม่ต้องพูดให้มากความ ข้าให้เจ้าก็คือให้ หากเจ้าปฏิเสธก็ไม่ต้องตามข้ามาอีก”
เยี่ยหมิงไคยังคงยืนกราน “แต่คุณชาย…”
“ไม่มีแต่!”
เล่ยถิงขัดคำพูดของเยี่ยหมิงไค “คุณชายของเจ้ามีหนทางเลื่อนขั้นมากมาย ไม่จำเป็นต้องใช้โอสถโลหิตสีชาดนี้หรอก”
ด้วยพรสวรรค์ของเล่ยถิง แม้จะมีโอสถโลหิตสีชาดช่วยเหลือ ความเร็วในการฝึกฝนก็ไม่ได้เร็วขึ้นมากนัก อย่างไรเสียเล่ยถิงก็มีระบบอัพเกรดไร้ขีดจำกัดที่ช่วยในการทะลวงขั้น ความหมายของโอสถโลหิตสีชาดจึงแทบจะละเลยได้ แทนที่จะสิ้นเปลืองแบบนี้สู้ให้เยี่ยหมิงไคผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นจะดีกว่า
เยี่ยหมิงไคถึงกับแนะนำว่า “คุณชาย ในเมื่อท่านไม่อยากฝึกฝน ไม่สู้พวกเราเอาโอสถโลหิตสีชาดไปประมูล แลกเป็นโอสถร้อยลมปราณที่จำเป็นกว่ามา ถ้ามีโอสถร้อยลมปราณรวมกับพรสวรรค์ของคุณชายแล้วละก็อย่างน้อยก็เลื่อนขั้นได้หนึ่งขั้น แบบนี้คุณชายก็จะมีพลังที่แข็งแกร่งขึ้นเพื่อเผชิญกับการท้าทายของเลย์คว่าง”
“ประมูล?”
เล่ยถิงคว้าจับอะไรบางอย่างได้อย่างคลุมเครือ
เยี่ยหมิงไคกล่าวว่า “ใช่ การประมูลของหอการค้าเป่ยฉางที่จะจัดในวันพรุ่งนี้”
“หอการค้าเป่ยฉาง!”
เล่ยถิงได้ยินชื่อนี้ ทันใดนั้นก็ค้นหาในระบบอัพเกรดไร้ขีดจำกัด ในช่วงเวลาต่อมารอยยิ้มของเขาก็กลับมาอีกครั้งและตัดสินใจว่า “ดี พรุ่งนี้พวกเราจะเข้าร่วมงานประมูลกัน”
เยี่ยหมิงไคคลายความกังวลลงเล็กน้อย
เล่ยถิงเปลี่ยนประเด็น กล่าวว่า “แต่พวกเราจะไม่ประมูลโอสถโลหิตสีชาด หากพรุ่งนี้ข้ายังเห็นเจ้าไม่กลืนกินโอสถโลหิตสีชาดเพื่อช่วยการฝึกฝน เจ้าก็ไม่ต้องกลับมาอีก”
เยี่ยหมิงไคเอ่ยอย่างอึดอัดว่า “คุณชาย หากพวกเราไม่ขายโอสถโลหิตสีชาด ก็ไม่มีเงินทองเพียงพอที่จะแข่งประมูลของล้ำค่ากับพวกเขานะขอรับ”
“ใครบอกว่าไม่มี?”
เล่ยถิงยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
……
หอหอการค้าเป่ยฉาง เป็นโรงประมูลที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลหนานซาน และยังเป็นหอการค้าที่แข็งแกร่งที่สุดในมณฑลหนานซานอีกด้วย
พวกเขาเคยประมูลคัมภีร์วิชายุทธ์ที่สมบูรณ์แบบหลายครั้ง แทบจะมีออกมาทุกปี ยาอายุวัฒนะและอาวุธเวทก็มีประมูลแทบทุกครั้ง พวกเขาถึงกับเคยประมูลข้ารับใช้ระดับสวรรค์ ที่ทำให้ผู้คนในตอนนั้นคลั่งไคล้จนต้องแย่งชิงกัน เกือบจะทำให้มณฑลหนานซานแตกกระจายมาแล้ว
อำนาจของหอการค้าเป่ยฉางแข็งแกร่งถึงขั้นที่แม้แต่ตระกูลมู่หรง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งของมณฑลหนานซานก็ไม่กล้าไปยุ่ง ที่น่าตกใจที่สุดคือมีข่าวลือว่านี่เป็นเพียงสาขาเล็ก ๆ เท่านั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าพลังของหอการค้าเป่ยฉาง น่ากลัวขนาดไหน
ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าก่อเรื่องในหอการค้าเป่ยฉาง ทำให้ลูกค้าที่มาประมูลรู้สึกปลอดภัยอย่างยิ่ง
ร้านค้าของหอการค้าเป่ยฉางดูคล้ายกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในภพเดิมของเล่ยถิง ถึงแม้ขนาดจะเล็กกว่าหน่อยแต่ปริมาณสินค้ามากมายจนทำให้เล่ยถิงและเยี่ยหลานที่มาด้วยกันมองจนตาลาย
สิ่งที่ทำให้เล่ยถิงทนไม่ได้คือตลาดข้ารับใช้ คนเหล่านั้นถูกเจ้านายจัดการราวกับสัตว์ บางครั้งถึงกับแหวกช่วงล่างของข้ารับใช้หญิงเพื่ออวดลูกค้า ภาพอันน่ารังเกียจเช่นนี้ทำให้เยี่ยหลานหน้าซีด
“อย่าคิดมากเลย”
เล่ยถิงกุมมือของเยี่ยหลานเบา ๆ
เยี่ยหลานพยักหน้าเงียบ ๆ นางรู้ว่าแม้สถานะของเล่ยถิงจะไม่สูงนัก แต่เขาก็ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาแล้วด้วยพลังขั้นเบิกภพระดับสี่ ในตอนนี้ ถึงแม้จะไม่ได้รับการฝึกฝนอย่างจริงจังจากตระกูลแต่อย่างน้อยก็ไม่ลำบากเหมือนก่อนหน้านี้และไม่ตกต่ำเหมือนพวกข้ารับใช้ที่อยู่ตรงหน้า
แต่เมื่อเล่ยถิงและเยี่ยหลานกำลังจะเดินไปที่อื่น เสียงแหลมเสียดแทงก็ดังมาจากฝูงชนด้านหน้า “นี่ไม่ใช่เล่ยถิงจากตระกูลเล่ยหรอกหรือ ทำไมไม่ซ่อนตัวฝึกฝนอยู่ที่บ้าน มาถึงที่นี่เพื่อทำให้ตัวเองอับอายหรือเปล่า?”
เล่ยถิงและเยี่ยหลานหยุดนิ่งมองตรงไปข้างหน้า ก็เห็นชายท่าทางอ่อนแอในชุดผ้าไหมปักลายเดินนำหญิงงามในชุดหรูหราหลายคนเดินออกมาจากฝูงชนที่แออัด และด้านหลังของพวกเขายังจูงเด็กสาวฝาแฝดสองคนที่มีท่าทางอ่อนแรงแต่รูปร่างกลับโดดเด่นอย่างยิ่ง
ใช่แล้ว เหมือนกำลังจูงสัตว์
สาวฝาแฝดทั้งสองมีแผ่นป้ายข้ารับใช้ห้อยอยู่ที่อกอันอวบอิ่ม แม้ว่าแผ่นป้ายนี้จะถูกตกแต่งอย่างพิถีพิถัน แต่ข้ารับใช้ก็คือข้ารับใช้ แผ่นป้ายนี้จะเป็นสัญลักษณ์แห่งความอัปยศของพวกนางตลอดไป
“เจ้าคือ?”
เล่ยถิงจำชายผู้มีอาการป่วยคนนี้ได้ เขาคือ ‘มู่หรงชุน’ บุตรชายคนเดียวของหัวหน้าตระกูลมู่หรง
ต้องยอมรับว่ามู่หรงชุนนี้ราวกับเกิดจากแม่คนเดียวกับเล่ยเป่ยหรง ไม่เพียงแต่มีความสนใจเหมือนกัน แม้แต่อุปนิสัยและพรสวรรค์ก็ยังคล้ายคลึงกัน ภายใต้การสนับสนุนทรัพยากรอันมหาศาลของหัวหน้าตระกูล มู่หรงชุนฝึกวิชามานานถึง 15 ปีจนถึงตอนนี้ก็มีเพียงขั้นเบิกภพระดับสามเท่านั้น หากให้เยี่ยหมิงไคมีทรัพยากรและเงื่อนไขเดียวกัน ตอนนี้คงไม่ด้อยไปกว่าเล่นกวงเลยหรืออาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตามเล่ยถิงรู้จักมู่หรงชุนไม่ใช่เพราะชื่อเสียงของเขา แต่เป็นเพราะเล่ยถิงในอดีตเคยต่อสู้กับมู่หรงชุนและถูกจัดการอย่างสาหัส เป็นคนที่ไร้ค่าที่ยิ่งกว่าคนไร้ค่าอันดับหนึ่งของตระกูลมู่หรงซะอีก ท้ายที่สุดก็ทำให้ชีวิตของเล่ยถิงกลายเป็นโศกนาฏกรรม
มู่หรงชุนเห็นเล่ยถิงก็ราวกับพบเพื่อนที่รู้ใจ เขาทักทายด้วยรอยยิ้มอันแจ่มใส “เล่ยถิง ไม่ได้เจอกันซะนานเลยรู้ไหมว่าข้าคิดถึงเจ้าแค่ไหน?”
เล่ยถิงได้ยินดังนั้นก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว
เล่ยถิงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามู่หรงชุน ผู้นี้มีความชอบที่กว้างขวางยิ่งกว่า เล่ยเป่ยหรงเสียอีก เขาไม่เพียงแต่ชอบผู้หญิง แต่ยังมีใจให้ผู้ชายเป็นพิเศษ หากเล่ยถิงจำไม่ผิดในบ้านของมู่หรงชุนยังมีหนุ่มหล่อหลายประเภทที่อยู่ในความดูแลของเขาด้วย
ตอนก่อนหน้า
บทที่ 16 อัจฉริยะที่ดื้อรั้น
ตอนต่อไป
บทที่ 18 ภัยร้ายเริ่มก่อตัว
แสดงความคิดเห็น
ปิดโหมดสปอย
ส่งความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น
ที่อยู่: 9/70 หมู่ 2 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา ปทุมธานี 12130
เวลาทำการ: 09:00 – 18:00 จันทร์-ศุกร์
โทร: 0654214015 e-mail : support@bookfet.com
เมนูหลัก
ช่วยเหลือ
ดาวโหลดแอพพลิเคชั่นได้ที่