จากขยะตระกูลสู่มหาเทพด้วยระบบอัปเกรด - บทที่ 15 หนึ่งในสองอัจฉริยะแห่งตระกูลเล่ย
บทที่ 15 หนึ่งในสองอัจฉริยะแห่งตระกูลเล่ย
คนไร้ค่าที่เลื่องชื่อแห่งมณฑลหนานซานกลับเอาชนะยอดฝีมือขั้นเบิกภพระดับห้าที่สูงกว่าได้ ผลการประลองครั้งนี้ดุจระเบิดที่ทำให้ลานประลองปั่นป่วน
ไม่ต้องพูดก็รู้ว่าเล่ยถิงโด่งดังเป็นพลุแตก กลายเป็นบุคคลสำคัญในตระกูลเล่ยในพริบตา
“ไปกันเถอะ”
เล่ยถิงไม่สนใจเสียงโห่ร้องทั้งในและนอกลานประลอง เขาพยักหน้าให้เยี่ยหมิงไค จากนั้นก็เดินตรงไปยังบ้านของเขาทันที ในฐานะบุคคลที่โด่งดังที่สุดในเวลานี้ ทุกที่ที่เล่ยถิงผ่านไปผู้คนต่างก็หลีกทางไม่ว่าฝูงชนจะหนาแน่นเพียงใด พวกเขาก็จะหลีกทางให้เล่ยถิงผ่านไปโดยสมัครใจ
การปฏิบัติเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เล่ยถิงเคยได้รับในอดีต
แต่สำหรับเขาแล้วสิ่งเหล่านี้ล้วนไร้ค่า ความลับของระบบอัพเกรดไร้ขีจำกัดนั้นจะต้องไม่รั่วไหลออกไปได้ แต่ยิ่งเขามีชื่อเสียงมากเท่าใด ความเสี่ยงที่จะถูกเปิดเผยก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เมื่อครู่นี้ไม่อาจอดกลั้นได้แล้ว หากยังอดทนได้ในสถานการณ์เช่นนั้นละก็ นั่นก็ไม่ใช่ความอดทนอดกลั้นแล้วหากแต่เป็นความอ่อนแอ
“นายน้อยมาแล้ว!”
“โอ้โห นั่นนายน้อยจริง ๆ ด้วย!”
“นายน้อยช่างน่าเกรงขามยิ่งนัก ดูเหมือนว่าการบ่มเพาะขั้นพลังของเขาจะก้าวหน้าไปมาก”
ทันใดนั้น บุคคลคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นทำให้บรรยากาศยิ่งคึกคักผู้คนต่างโห่ร้องและส่งเสียงชื่นชมกันอย่างไม่ขาดสาย
เมื่อได้ยินชื่อนี้ เหล่ยถิงและเยี่ยหมิงไคก็หยุดฝีเท้าลง
ฝูงชนต่างก็หลีกทางออกเป็นสองฟาก ชายร่างกำยำดุจหมีเดินเข้ามาอย่างช้า ๆ เขาคือหนึ่งในสองอัจฉริยะแห่งตระกูลเล่ย ลูกศิษย์คนเดียวของผู้อาวุโสเป่ยและเป็นอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ล้นเหลือ ชื่อของเขาคือ ‘เล่ยกวง’ อายุเพียง 18 ปีแต่พลังขั้นเบิกภพระดับเจ็ด เป็นอัจฉริยะที่มีความเย่อหยิ่งไม่เกรงกลัวใครโดยกำเนิด
ถ้าหากว่าหอฝึกยุทธ์เปรียบเสมือนสถานที่อันสูงส่งสำหรับเหล่าข้ารับใช้ทั่วไปและเป็นสถานที่ฝึกฝนในอุดมคติ เล่ยกวงอัจฉริยะซึ่งครองตำแหน่งยอดฝีมืออันดับหนึ่งของหอฝึกยุทธ์มายาวนานกว่า 3 ปี ก็ยิ่งเป็นบุคคลที่อยู่เหนือกว่าผู้อื่นโดยสิ้นเชิง
ตอนเล่ยกวงอายุ 14 ปี ก็สามารถทะลวงสู่ขั้นเบิกภพระดับสี่ได้สำเร็จ และเข้าร่วมหอฝึกยุทธ์ ในวันแรกที่ร่วมฝึกฝนเขาก็ถูกผู้อาวุโสฝ่ายเหนือหมายตาและรับเขาเป็นศิษย์เอกโดยตรง หลังจากนั้นเขาก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉลี่ยทะลวงหนึ่งขั้นพลังต่อปี ปัจจุบันเล่ยกวงได้กลายเป็นสมาชิกหลักของตระกูลเล่ยไปแล้ว มีสิทธิ์สิทธิ์รับรู้ความลับของตระกูล และค่อย ๆ กลายเป็นต้นแบบอันดับหนึ่งของคนรุ่นใหม่ที่เริ่มฝึกฝน
เล่ยกวงเดินตรงมาหาเล่ยถิง ทุกคนต่างหลีกทางให้กับเขา
แต่เล่ยถิงไม่ได้สนใจยังคงเดินต่อไปเยี่ยหมิงไคก็กลั้นใจเดินตามเล่ยถิง ไม่ยอมถอยแม้แต่น้อย สุดท้ายเล่ยกวงก็หยุดเดินตรงหน้าเล่ยถิง
เล่ยกวงผู้น่าสะพรึงกลัวร่างกำยำกว่าหมีดำ มองมาที่เล่ยถิงด้วยสายตาดูถูก แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เจ้าไม่กลัวข้างั้นหรือ”
เล่ยถิงถามกลับว่า “ทำไมข้าจะต้องกลัวเจ้าด้วยล่ะ”
“น่าสนใจดีนี่!”
เล่ยกวงมองเล่ยถิงเดินผ่านไปแล้วพยักหน้าด้วยความชื่นชม “เจ้าสามารถเอาชนะเหิงกังที่เป็นยอดฝีมือขั้นเบิกภพระดับห้าได้ แสดงให้เห็นว่าฝีมือของเจ้านั้นไม่ธรรมดา และที่สำคัญที่สุดคือเจ้ามีอายุเพียง 16 ปี ยังสามารถพัฒนาได้อีก ตระกูลเล่ยในอนาคตต้องมีที่ยืนสำหรับเจ้าอย่างแน่นอน”
“ไม่จำเป็นหรอก”
หากศัตรูเป็นพวกชอบอวดดีเล่ยถิงก็จะไม่กลัวเพราะเขามีวิธีรับมือมากมาย แต่เล่ยกวงตรงหน้ากลับไม่เหมือนกันนอกจากจะหยิ่งผยองแล้วยังมีพรสวรรค์ด้านการต่อสู้ที่น่าทึ่ง รวมถึงสมองที่เฉียบแหลมอีกด้วยคนแบบนี้จัดการยากที่สุด
แต่แล้วเล่ยกวงก็เปลี่ยนน้ำเสียง พลางกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “น่าเสียดายที่เจ้าเกิดช้าไปหน่อย ต้องอีกสองปีถึงจะสามารถต่อสู้กับพวกเราได้ ทั้งตระกูลเล่ยผู้อาวุโสจะไม่ต่อสู้กับข้า ส่วนไอ้คนตีสองหน้านั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง คนอื่น ๆ ที่เหลือก็ไม่คู่ควรให้ข้าต้องลงมือ”
นั่นหมายความว่าในสายตาของเขา เล่ยถิงในตอนนี้ยังไม่คู่ควรที่จะให้เขาสนใจและยังไม่คู่ควรให้เขาลงมือจัดการด้วย
เล่ยถิงไม่ได้โกรธและถามกลับไปว่า “บางทีในอนาคตอันใกล้นี้ ท่านอาจจะได้พบกับเรื่องที่น่ายินดีก็ได้นะ”
“เรื่องที่น่ายินดี?”
เล่ยกวงพูดด้วยความภูมิใจว่า “ข้าไม่เชื่อเรื่องน่ายินดีอะไรทั้งนั้น ข้าเชื่อแค่หมัดเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าเวิชายุทธ์เพลิงผลาญของเจ้าบรรลุขั้นสมบูรณ์แล้ว แต่ด้วยความเร็วในการฝึกฝนของเจ้า หากต้องการบรรลุขั้นที่สามารถท้าทายข้าได้โดยใช้เวลาไม่ถึงสองปี คงจะเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าเจ้าจะมีโชคดี ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งปี”
“อย่างนั้นหรือ”
เล่ยถิงกลับไม่คิดเช่นนั้น
ด้วยระบบอัพเกรดไร้ขีดจำกัด ความเป็นไปได้ก็ไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน
ทันใดนั้น ชายร่างสูงใหญ่ก็พุ่งเข้ามาคุกเข่าลงต่อหน้าเล่ยกวงพร้อมร้องไห้คร่ำครวญว่า “นายน้อยกวง พี่ชายข้าถูกเล่ยถิงทำร้ายจนพิการ! ท่านคือเกียรติยศของตำหนักเหนือ ข้าขอให้ท่านผู้เป็นใหญ่แห่ง ตำหนักเหนือเป็นผู้ตัดสิน!”
ผู้ที่ร่ำไห้คร่ำครวญผู้นี้มิใช่ผู้อื่นหากแต่คือเหล่าเหิงผู้เป็นทหารรักษาการณ์ร่างอ้วน
เล่ยถิงที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้จักชื่อของทหารรักษาการณ์ร่างอ้วนสักนิด กลับไม่รู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใด หากแต่กลับมองคนโง่เง่าตรงหน้าด้วยท่าทีที่สนใจใคร่รู้ เขารู้สึกตัวนานแล้วว่าเจ้าหมอนี่แอบยืนดูอยู่ข้าง ๆ โดยตลอด แต่ก็มิได้จัดการแต่อย่างใดเพราะไม่คิดว่าทหารรักษาการณ์ร่างอ้วนจะทำอะไรต่อหน้าสาธารณะเช่นนี้
“ข้ารับทราบแล้ว”
เล่ยกวงโบกแขนเสื้อด้วยความไม่พอใจอย่างมาก กระทั่งทำให้ผู้พิทักษ์พุงน้อย ผู้มีร่างกายหนักอึ้งปลิวไปด้านข้าง
แต่ไม่คาดว่าทหารรักษาการณ์ร่างอ้วนจะยังคงดื้อรั้น คุกเข่าและก้มกราบขอร้องอย่างสุดความสามารถว่า “นายน้อยกวง ขอท่านเมตตาโปรดช่วยเหลือด้วย! คุณชายเล่ยเป่ยหรงได้ออกหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมให้พวกเรา แต่กลับถูกเหล่ยถิงทำให้อาเจียนเป็นเลือด เมื่อสักครู่พี่ชายข้าที่ออกหน้าก็กลายเป็นคนพิการท่านเป็นที่พึ่งพิงเพียงหนึ่งเดียวของพวกเราแล้วหากท่านไม่ช่วยเหลือ ตำหนักเหนือของเราคงจะกลายเป็นที่น่าหัวเราะเยาะ”
“นายน้อยกวง พวกเราหวังพึ่งท่านแล้ว!”
“นายน้อยกวง ท่านต้องออกหน้าจัดการเขา ไม่เช่นนั้นแล้วจะไม่มีใครช่วยกู้หน้าตำหนักเหนือของเราได้!”
“ฆ่าเจ้าเล่ยถิงให้ตาย และตีตำหนักใต้ให้ราบคาบ ทวงความยุติธรรมคืนมาให้ตำหนักเหนือของเรา”
ถ้อยคำที่ปลุกเร้าอารมณ์อย่างที่สุดของทหารรักษาการณ์ร่างอ้วน กระทบความรู้สึกของเหล่าจอมยุทธ์แห่งตำหนักเหนือทั้งหมด พากันส่งเสียงโห่ร้องลั่น จนเกิดเป็นภาพที่เรียกได้ว่าน่าสะพรึงกลัว
ตระกูลเล่ยไม่เคยเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันของสี่ทิศในตระกูล ตะวันออก ตะวันตก เหนือ ใต้ ล้วนแต่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีกัน ไม่ว่าจะเป็นการประลองของตระกูล การแข่งขันความสามารถ การประลองวิชายุทธ์ ไปจนถึงการเปรียบเทียบความมั่งคั่ง แต่ละครั้งล้วนเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีการหลั่งเลือด ทั้งนี้ก็เพื่อให้เหล่าลูกหลานของตระกูลเล่ยมีความสามารถรอบด้านยิ่งขึ้น มีการฝึกฝนที่ชำนาญมากขึ้นและที่สำคัญประโยชน์ก็ได้มากกว่าโทษ ด้วยเหตุนี้เหล่าผู้อาวุโสจึงได้แค่หลับตาข้างหนึ่งทำเป็นไม่สนใจ
เพียงแต่ว่าการแสดงออกอย่างเปิดเผยและรุนแรงเช่นทุกวันนี้ หากนาน ๆ เกิดขึ้นสักครั้งก็ยังพอว่า แต่การที่ทุกคนมุ่งเป้าไปที่เพียงคนเดียวเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายสิบปี หากยังคงปล่อยให้วุ่นวายต่อไปเช่นนี้ เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลก็คงจะต้องออกมาข่มเอาไว้
“หุบปากไปซะ!”
เล่ยกวงระเบิดอารมณ์ออกมาในทันที เพียงแค่เสียงตวาดเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ทั้งสถานที่เงียบสงบลงในพริบตาเดียว ลมหายใจอันทรงพลังราวกับหินที่กดทับอยู่บนหน้าอก ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในที่นั้นหายใจไม่ออก
เหลียวมองไปยังทหารรักษาการณ์ร่างอ้วนด้วยสายตาเย็นชา พยักหน้าและกล่าวว่า “เยี่ยมยอดนัก เจ้าคิดจะใช้ข้าเป็นเครื่องมืออย่างนั้นหรือ ข้าไม่ได้ลงมือมานานเกินไปจนบางคนคิดว่าข้าเป็นเพียงคนโง่ที่พวกเจ้าจะจับมาใช้เป็นมีดได้อย่างนั้นใช่หรือไม่”
“หืม”
ทหารรักษาการณ์ร่างอ้วน สัมผัสได้ถึงจิตสังหารของเล่ยกวง ทำให้สีหน้าซีดเซียวและถอยหนีซ้ำแล้วซ้ำอีกพร้อมกับอธิบายว่า “นายน้อย ข้าไม่ได้ข่มขู่ท่านเลย แม้นายน้อยจะให้ข้ามีความกล้าสักสิบเท่า ข้าก็ไม่กล้าพอ”
“แต่เจ้าก็ทำไปแล้ว”
เล่ยกวงโกรธและตบทหารรักษาการณ์ร่างอ้วนจนปลิวไป
เมื่อได้ยินเสียง ‘ผัวะ!’ ทหารรักษาการณ์ร่างอ้วนก็เหมือนกับตุ๊กตาที่ถูกโยนออกไปและตัวปลิวไกลกว่าสามจั้ง ร่างของเขาพุ่งลงมาจากที่สูงชนกับพื้นลานประลองอันแข็งกระด้าง เสียงกระแทกดังสนั่นก่อนจะหยุดนิ่งเมื่อร่างนั้นร่วงลงสู่พื้น ดินรอบ ๆ ก็เต็มไปด้วยเลือดที่ไหลนองตัวเขานอนแน่นิ่งไร้สติ
หลังจากจัดการเรื่องตรงหน้าแล้ว เล่ยกวงก็หันหน้าไปทางเล่ยถิงที่กำลังชมการแสดงอย่างสนุกสนานแล้วถามอย่างเย็นชาว่า “เจ้าจัดการ เล่ยเป่ยหรง จนสำรอกเลือดจริงหรือ”
เล่ยถิงถามกลับว่า “แล้วมันยังไงละ”
“ดีมาก! ยอดเยี่ยมเลย!”
จู่ ๆ เล่ยกวงก็ยิ้มอย่างร่าเริงและตบไหล่ของเล่ยถิงพร้อมกับชมเชยว่า “ข้าเห็นเจ้าพี่ชายนั้นมานานแล้วรู้ว่าเขามันไม่เอาไหน หากไม่เกรงใจท่านอาจารย์ข้าคงฆ่าเขาไปนานแล้ว”
ผู้คนจากตำหนักเหนือต่างก็ตื่นตะลึงกับคำพูดและมองเล่ยกวงด้วยประหลาดใจ
เล่ยถิงกำลังจะพูด แต่เล่ยกวงเอ่ยขึ้นมาก่อน “แต่ถึงยังงั้นเขาก็ยังเป็นพี่ชายของข้า เจ้าทำร้ายเขาจนสำรอกเลือดนั่นก็เหมือนเป็นการทำให้ข้าและอาจารย์อับอาย ข้าถึงต้องมาที่นี่”
เล่ยถิงเยาะเย้ยว่า “หากเจ้าต้องการจะลงมือก็พูดมาตรง ๆ เถอะ ไม่ต้องหาข้ออ้างไร้สาระพวกนั้นหรอก”
เล่ยกวงหน้าแดงไม่ใช่ด้วยความอับอายแต่ด้วยความโกรธ
“ดี! ดีมาก! ยอดเยี่ยม!”
‘นานเท่าไรแล้วนะ?’ เล่ยกวงจำไม่ได้ว่านานเท่าแค่ไหนแล้วที่ไม่มีใครกล้าล่วงเกินเยาะเย้ยตนเองด้วยวาจาเช่นนี้ แม้เขาจะรู้สึกแปลกใจอยู่บ้างแต่ทว่าความโกรธเกรี้ยวนั้นมีมากกว่า
ตอนก่อนหน้า
บทที่ 14 ใครกันแน่ที่เป็นคนไร้ค่า
ตอนต่อไป
บทที่ 16 อัจฉริยะที่ดื้อรั้น
แสดงความคิดเห็น
ปิดโหมดสปอย
ส่งความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น
ที่อยู่: 9/70 หมู่ 2 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา ปทุมธานี 12130
เวลาทำการ: 09:00 – 18:00 จันทร์-ศุกร์
โทร: 0654214015 e-mail : support@bookfet.com
เมนูหลัก
ช่วยเหลือ
ดาวโหลดแอพพลิเคชั่นได้ที่