จากขยะตระกูลสู่มหาเทพด้วยระบบอัปเกรด - บทที่ 11 หมัดดินระเบิด
บทที่ 11 หมัดดินระเบิด
“ฮึ่ม!”
เล่ยเป่ยหรงปลกปล่อยโทสะออกมาอย่างชัดเจน ใบหน้าบิดเบี้ยวพลังปราณเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างรุนแรงเสียงของเขาเย็นชาเหมือนคมมีด “แน่นอนว่าเจ้ามีฝีมือขั้นเบิกภพระดับสอง ไม่แปลกที่เจ้าจะกล้าลงมือเช่นนี้ แต่น่าเสียดายที่คนไร้ค่าก็คือคนไร้ค่า ต่อให้ฝึกฝนมาเกือบสิบปี ใช้ทรัพยากรของตระกูลมากมาย แต่ฝึกฝนได้ถึงขั้นเบิกภพระดับสองเท่านั้น สุดท้ายก็ยังหนีชะตากรรมที่ต้องถูกขับไล่ไปไม่พ้น”
ลูกน้องคนนั้นมีฝีมือขั้นเบิกภพระดับหนึ่ง เขาไม่สามารถฆ่าได้ตามอำเภอใจแต่ก็อยากจะสั่งสอน ดังนั้นจึงต้องใช้พลังขั้นเบิกภพระดับสองที่สูงกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่คิดว่าเล่ยเป่ยหรงจะมองออกในชั่วพริบตาที่เขาปล่อยพลังปราณออกมา
“แล้วท่านล่ะ?”
เล่ยถิงถามกลับอย่างไม่เกรงกลัวว่า “ท่านอาเจ็ดที่เคารพ หากข้าจำไม่ผิด ระยะเวลาฝึกฝนของท่านมากกว่าข้าถึง 20 ปี ทรัพยากรที่ท่านใช้ไปก็มากมายมหาศาลเกินกว่าข้าจะเปรียบได้ แต่สุดท้ายท่านก็ยังต้องพึ่งพาการลักลอบใช้โอสถร้อยลมปราณจากบุคคลท่านหนึ่ง เพื่อทะลวงสู่ขั้นเบิกภพระดับสี่ได้อย่างหวุดหวิด เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว หลานชายคนนี้ก็แค่เด็กน้อยเมื่อเทียบกับท่านแล้วก็ไม่มีค่าอะไรเลย”
“เจ้ากำลังหาที่ตายอยู่หรือ!”
พอพูดถึงเรื่องนี้ เล่ยเป่ยหรงก็เหมือนถูกเหยียบหาง เขาขาดสติและปลดปล่อยพลังขั้นเบิกภพระดับสี่ออกมาทั้งหมด แรงกดดันอันมหาศาลพุ่งเข้าใส่เล่ยถิง
แต่เขาไม่รู้เลยว่าเล่ยถิงนั้นทะลวงขั้นเบิกภพระดับสี่แล้ว จะไปหวั่นไหวกับเขาได้อย่างไร
“ไม่เลวเลยนี่!”
เล่ยเป่ยหรงเห็นเล่ยถิงสงบนิ่งเฉยชาจึงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เล่ยถิงตอบอย่างสงบเสงี่ยมว่า “หากท่านต้องการสิ้นเปลืองพลังลมปราณต่อไปข้าก็จะไม่ขัดขวาง แต่หากท่านทำให้ของมีค่าในบ้านของข้าเสียหาย ท่านก็ต้องชดใช้”
บ้านของเล่ยถิงจะมีของมีค่าอะไรกัน แต่ในเมื่อเล่ยเป่ยหรงทำเป็นเอาเปรียบเขาก่อนทำไมเล่ยถิงจะเอาคืนบ้างไม่ได้ โลกใบนี้ใช้กำลังเป็นใหญ่ ตราบใดที่เล่ยถิงมีพลังมากพอต่อให้เป็นก้อนหินเขาก็สามารถพูดว่าเป็นสมบัติล้ำค่าได้และเล่ยเป่ยหรงก็ทำได้เพียงยอมจำนนเท่านั้น
“ว่ายังไงนะ!”
ที่ผ่านมาเขาเคยแต่หลอกลวงผู้อื่นไม่เคยมีใครหลอกลวงเขาเลย เล่ยเป่ยหรงรู้สึกว่าคำพูดเยาะเย้ยของเล่ยถิงเป็นการตบหน้าเขา พลังปราณในกำปั้นปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมที่จะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
เล่ยเป่ยหรงโกรธมากแต่เขาก็รู้ว่าที่นี่คือตระกูลเล่ย เล่ยถิงไม่ว่าจะยังไงก็เป็นทายาทสายตรงของตระกูลเล่ย เขาจึงไม่สามารถทำอะไรตามใจชอบได้
เล่ยเป่ยหรงผู้ข่มกลั้นความโกรธไว้ได้ตะคอกด่าว่า “เล่ยถิง ตีสุนัขน่ะต้องดูเจ้าของมันด้วย! เจ้าเป็นหนี้ข้าและทำร้ายคนของข้า หากไม่ให้คำตอบที่น่าพอใจวันนี้ไม่ว่าใครจะมาวิงวอนก็ไร้ประโยชน์ทั้งสิ้น”
เมื่อพูดจบ เล่ยเป่ยหรงก็หัวเราะเยาะมองไปยังเยี่ยหลานพร้อมกล่าวว่า “แต่ถ้าเจ้าส่งสาวใช้ของเจ้ามาให้ข้าเล่นสักสองวัน หนี้สินระหว่างเราก็จะถือเป็นโมฆะ”
แววตาสังหารแวบขึ้นมาในดวงตาของเล่ยถิง
นับตั้งแต่เล่ยถิงถูกตรวจพบว่ามีพรสวรรค์ต่ำต้อย การปฏิบัติต่อเขาก็ตกต่ำลงเรื่อย ๆ มีเพียงเยี่ยหลานเท่านั้นที่ใกล้ชิดเขามากที่สุด ตอนนี้คนบัดซบที่หมกหมุ่นในกามารมณ์และไม่รู้ว่าเล่นสนุกกับสาวใช้แสนสวยจนตายไปกี่คนแล้ว กลับมาหมายตาสิ่งสุดท้ายที่เขาห่วงใยนี่มันท้าทายเขามากเกินไปแล้ว!
ทันใดนั้น ความโกรธที่ไม่อาจระงับได้ก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในใจของเล่ยถิง ทำให้เขารู้สึกกระสับกระส่ายไปทั้งตัว ร่างกายราวกับกำลังจะลุกไหม้
“ดูท่าเจ้าคงไม่คิดจะให้ความร่วมมือสิท่า”
เล่ยเป่ยหรงหัวเราะอย่างชั่วร้าย เขามอบทางเลือกให้แล้วแต่ในเมื่อเล่ยถิงยังไม่ยอมรับฟัง ก็ต้องใช้วิธีที่ตรงไปตรงมาเพื่อให้ได้สิ่งที่เขาต้องการ
คิดได้ดังนั้น เล่ยเป่ยหรงก็พุ่งหมัดออกไปอย่างไม่มีปราณี พลังอันมหาศาลพัดกระหน่ำศีรษะของเล่ยถิงราวกับพายุหมุน
วิชายุทธ์ของเล่ยเป่ยหรงเป็นพลังธาตุน้ำแข็งคือวิชายุทธ์ ‘พายุเยือกแข็ง’ เป็นวิทยายุทธที่อยู่ในระดับเดียวกับวิชายุทธ์ ‘เพลิงผลาญ’ ของเล่ยถิงแต่เหนือกว่าในด้านพลัง แม้เล่ยเป่ยหรงจะมีพรสวรรค์ที่ต่ำ แต่เขาก็ได้ฝึกฝนมากว่า 30 ปี หมัดเดียวก็สามารถฆ่าควายที่แข็งแรงได้ หากเล่ยถิงมีพลังเพียงขั้นเบิกภพระดับสองวันนี้เขาคงไม่รอดแน่
ต้องบอกว่า เล่ยเป่ยหรงกล้าลงมือฆ่าหลานชายอย่างเล่ยถิงของตนเองในบ้านตระกูลเล่ย นับเป็นการบ้าคลั่งอย่างสุดขีด
หมัดดินระเบิด!
‘หมัดดินระเบิด’ นั้นจัดอยู่ในธาตุไฟ เกิดจากพลังลมปราณภายในร่างกาย เมื่อหายใจเข้าจะเหมือนกับการบรรจุกระสุนเข้าไปในลำกล้องปืน ส่วนการหายใจออกเปรียบเหมือนการจุดชนวนระเบิดดินปืนในปากกระบอก ทำให้กระสุนพุ่งออกมาอย่างรุนแรงที่สุด
ก่อนที่เล่ยถิงจะมาในภพนี้เขาได้ฝึกฝนเทคนิคกังฟูเอาไว้ เมื่อนำมาประกอบกับวิชายุทธ์เพลิงผลาญ กลับกลายพลังระเบิดที่เหนือความคาดหมายจนเกินกว่าที่เล่ยเป่ยหรงจะคาดคิด
ตูม!
เล่ยเป่ยหรงนั้นเป็นผู้อาวุโสกว่าเล่ยถิงอย่างน้อยยี่สิบปี ไม่อาจประคองชัยชนะได้ กลับถูกซัดจนร่างกระเด็นลอยขึ้นสู่อากาศ
อย่างไรก็ดี เล่ยเป่ยหรงเป็นผู้อาวุโสกว่าผ่านการต่อสู้มาไม่รู้กี่ครั้ง เขาจึงไม่ได้ล้มลงอย่างน่าสังเวชเหมือนลูกน้องของเขา แต่ลงสู่พื้นได้อย่างมั่นคง ใบหน้าของเขามีสีแดงก่ำชั่วครู่ก่อนที่จะกลับมาเป็นสภาพปกติ
“ขั้นเบิกภพระดับสี่งั้นเหรอ?”
เล่ยเป่ยหรงมองเล่ยถิงด้วยสายตาสงสัย
แม้ว่าเขาจะไม่ทราบว่าขอบเขตสูงสุดของวิชายุทธ์เพลิงผลาญเป็นเช่นไร แต่ขั้นเบิกภพระดับสี่นั้นเป็นฝีมือที่เขาสัมผัสได้จริง เพียงแต่เขายากจะยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าคนไร้ค่าคนหนึ่งจู่ ๆ ก็กลายเป็นอัจฉริยะได้
ลองคิดดูสิว่า เด็กเหลือขอที่ถูกเมินเฉยในตระกูลมาเกือบ 10 ปี แม้แต่คนรับใช้ยังดูถูกดูแคลน กลับกลายเป็นอัจฉริยะที่มีพลังการบ่มเพาะขั้นเบิกภพระดับสี่ตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี ใครจะไม่ตกตะลึงล่ะ?
แต่เล่ยถิงม่ปล่อยให้เล่ยเป่ยหรงครุ่นคิดมากไปกว่านี้
เขายึดถือหลักการว่าจะต้องทำให้ศัตรูได้รับบาดเจ็บสาหัสและทรมาน ศัตรูจึงจะเกรงกลัวจนจดจำไว้เป็นบทเรียน และตอนนี้เล่ยเป่ยหรงคือเป้าหมายแรกของเขา
มีคำปรัชญากล่าวไว้ว่า ‘หมัดดินระเบิด เคลื่อนไหวดุจเสือข้ามห้วยผ่าสองครา กวาดล้อมดั่งค้นภูเขาแทรกซัด ทุบตีเพิ่มเติมด้วยท่าร่างหมุนเวียน ท้องน้อยเกร็งกั้นควบคุมไฟและน้ำ’
ยังไม่ทันได้ต่อสู้ก็เหมือนเสือข้ามห้วย ซึ่งก็หมายความตามนั้น
อย่างไรก็ตาม เล่ยถิงไม่ได้ก้าวข้ามหุบเหวจริง ๆ แต่ก้าวด้วยท่าเหินฟ้าเสมือนสายฟ้า ที่ในพริบตาข้ามระยะห่างสามเมตรที่เพิ่งถูกดึงออกระหว่างสองฝ่าย หมัดดินระเบิดของเขาพุ่งเข้าหาเสมือนกระสุนปืนใหญ่ ปราศจากการร่ายรำหรือการหลบหลีก มีเพียงแค่ความตั้งใจที่ไม่ย่อท้อ
“เจ้าบ้า…”
เล่ยเป่ยหรงไม่คาดคิดว่าเล่ยถิงผู้ไร้ค่าจะโหดร้ายถึงเพียงนี้ พอได้ที่ก็ไม่ปรานีแม้แต่น้อย เขากำลังจะตวาดด่าว่าก็เห็นเล่ยถิงพุ่งเข้าใส่
เล่ยเป่ยหรงไม่ทันจัดท่าตั้งรับ ก็รู้สึกได้ว่าร่างกายถูกเหวี่ยงขึ้นไปบนอากาศพร้อมกับเลือดที่พุ่งกระจายออกมาอย่างรุนแรง ในจิตสำนึกสุดท้าย เล่ยเป่ยหรงมองเห็นแสงสว่างจ้าระยิบระยับในอากาศที่สานสัมพันธ์กับแสงอาทิตย์
ปัง! โครม!
เล่ยเป่ยหรงชนสิ่งของบางอย่าง จากนั้นดูเหมือนเรือนจะพังทลายลงมา เสียงวัตถุตกลงสู่พื้นดังก้องหลายครั้ง
การต่อสู้สิ้นสุดลง
เล่ยถิงไม่มีเวลาสนใจว่าเล่ยเป่ยหรงว่าจะเป็นหรือตาย พลางกล่าวอย่างเฉยเมยต่อพวกลูกน้องของเล่ยเป่ยหรงว่า “จงพานายของพวกเจ้ากลับไปเถิด หากบุกรุกเข้ามาในบ้านข้าอีกจะไม่ใช่เพียงแค่ถูกขับไล่ออกไปเท่านั้น”
“เป็นเช่นนั้น…”
พวกข้ารับใช้ของเล่ยเป่ยหรงต่างตกใจกลัว พวกเขาช่วยพยุงเล่ยเป่ยหรงและลูกน้องอีกคนซึ่งยังสลบอยู่และรีบหนีออกไปอย่างทุลักทุเล
บรรยากาศวุ่นวายได้สงบลงอย่างรวดเร็ว
เยี่ยหลานอดรนทนไม่ไหวจึงถามว่า “คุณชาย แท้จริงท่านมี่พลังขั้นเบิกภพระดับสี่จริง ๆ หรือเจ้าคะ”
เล่ยถิงพยักหน้า
“ดีจังเลยนะเจ้าคะ!”
เยียหลานดีใจจนต้องปรบมือเกือบจะกระโดดโลดเต้น ลืมเหตุการณ์อันตรายร้ายแรงที่เพิ่งผ่านพ้นมาไปเสียสนิท
“อย่าเพิ่งดีใจไปหน่อยเลย”
เล่ยถิงไม่อยากทำลายกำลังใจของเยี่ยหลานมากนัก แต่สถานการณ์ในตอนนี้ยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม จึงยิ้มให้พลางถามขึ้นมาว่า “เจ้าคิดว่าการที่ข้าทะลวงขั้นเบิกภพระดับสี่นั้นน่าทึ่งมากจนสามารถมองข้ามเหตุการณ์วันนี้ได้หรือ”
เยี่ยหลานเงียบลงในพริบตา
เล่ยถิงหัวเราะออกมา “ด้วยนิสัยเคียดแค้นของเล่ยเป่ยหรง เขาจะต้องลงมือด้วยวิธีที่เราคาดไม่ถึงอย่างแน่นอน แต่ถ้ามีแค่เขาก็ยังพอไหว ปัญหาคือเบื้องหลังเขายังมี ‘ผู้อาวุโสเป่ย’ ซึ่งเป็นผู้อาวุโสประจำตระกูลเล่ยที่สามารถให้เขาสิ้นเปลืองยาบำรุงอย่างบัวโอสถร้อยลมปราณได้ บุคคลระดับนั้นเพียงแค่สั่นนิ้วก็สามารถบีบคอเราตายได้”
ใบหน้าของเยียหลานซีดเผือดลงในทันที เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ตอนก่อนหน้า
บทที่ 10 ข้ารับใช้มีสิทธ์พูดด้วยหรือ?
ตอนต่อไป
บทที่ 12 อัพเกรดฝ่ามือเมฆาอัคคี
แสดงความคิดเห็น
ปิดโหมดสปอย
ส่งความคิดเห็น
เอกลักษณ์ แก้วเกลี้ยง
อ่านแล้ว 12 ตอน | 8/6/2568 20:08:46
ยังไม่ได้ทำไห้พิการเลย แปลว่าจะโดนลงโทษไช่มะ
0
ตอบกลับ
1
ที่อยู่: 9/70 หมู่ 2 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา ปทุมธานี 12130
เวลาทำการ: 09:00 – 18:00 จันทร์-ศุกร์
โทร: 0654214015 e-mail : support@bookfet.com
เมนูหลัก
ช่วยเหลือ
ดาวโหลดแอพพลิเคชั่นได้ที่