จากขยะตระกูลสู่มหาเทพด้วยระบบอัปเกรด - บทที่ 12 อัพเกรดฝ่ามือเมฆาอัคคี
บทที่ 12 อัพเกรดฝ่ามือเมฆาอัคคี
จุดแข็งหลักของตระกูลเล่ยคือกลุ่มผู้อาวุโสที่สามารถเข้าร่วมได้ก็ต่อเมื่อบรรลุขั้นสวรรค์ โดยแบ่งออกเป็น 4 ทิศทาง ได้แก่ ตะวันออก ตะวันตก เหนือ และใต้ เล่ยหนานเทียนและเล่ยถิงเชื้อสายจัดอยู่ในทิศใต้ ขณะที่เล่ยเป่ยหรงจัดอยู่ในสายเหนือ บิดาของเขาคือผู้อาวุโสเป่ยหนึ่งในสามผู้อาวุโสใหญ่
เล่ยถิงจับมือเล็ก ๆของเยี่ยหลานอย่างนุ่มนวล พลางปลอบประโลมว่า “อย่าคิดมากนัก แม้ข้าจะไม่สามารถเข้าร่วมในกลุ่มผู้นำได้ด้วยพลังปัจจุบัน แต่ข้าก็ยังสามารถได้รับสิทธิ์เข้าฝึกฝนวิชายุทธ์อยู่บ้าง พวกเขาจะไม่กล้าก่อกวนข้าอย่างเปิดเผย หากจะลงมือก็ต้องทำในที่ลับหลัง”
แต่เยี่ยหลานกลับพูดว่า “แต่ว่าผู้อาวุโสเป่ยมักจะคุ้มครอง…”
เยี่ยหลานไม่ทันได้พูดจบประโยค ร่างกายของนางก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างควบคุมไม่ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความน่าสะพรึงกลัวของผู้อาวุโสเป่ย
เล่ยถิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจำต้องตอบอย่างเสียใจว่า “เอาเถอะ เนื่องจากพวกเราถูกขับไล่ออกจากตระกูลหลักและถูกส่งตัวมายังชนบท เราก็คงต้องเก็บข้าวของแล้วออกจากที่นี่โดยเร็วเพื่อความปลอดภัย”
การออกจากสถานที่แห่งนี้ไปยังที่ ๆ ห่างไกล จะทำให้เล่ยถิงสามารถใช้ระบบอัพเกรดไร้ขีดจำกัดเพื่อพลังได้สะดวกขึ้น
“ได้สิ ข้าจะไปเก็บข้าวของทันทีเจ้าค่ะ”
เยี่ยหลานดูเหมือนจะคว้าโอกาสนี้ไว้ได้ นางรีบตอบรับแล้วก็วิ่งออกไป
เล่ยถิงเตือนว่า “อีกอย่าง อย่าลืมบอกเยี่ยไคด้วย ข้ารู้ว่าเขาได้ให้เงินแก่เจ้าอยู่บ่อย ๆ หากเขาต้องการมาอยู่กับพวกเราก็เชิญเขามาด้วยเลย”
“ได้เลยเจ้าค่ะ!”
เยี่ยหลานไม่ได้คิดมากนัก นางรีบตอบรับแล้วรีบออกไป
เล่ยถิงไม่แน่ใจนักว่าเยี่ยไคจะตัดสินใจออกจากตระกูลหลักมาอยู่กับตนหรือไม่ เพราะหอฝึกยุทธ์เป็นสถานที่ฝึกฝนของคนสำคัญในตระกูล ที่นั่นจะได้รับการสั่งสอนที่ดี หากมีโอกาสก็อาจจะได้รับการถ่ายทอดวิชาจากผู้อาวุโสคนสำคัญ ซึ่งนับเป็นโอกาสทองในการก้าวหน้า
ผู้ที่มีความทะเยอทะยานบางส่วนคงไม่ยอมสละสภาพแวดล้อมการฝึกฝนที่ดีเช่นนี้ เพื่อมาทนทุกข์ทรมานกับเล่ยถิงในชนบท
ห้องเงียบสงบลงอย่างสมบูรณ์
เล่ยถิงไม่ได้จัดเก็บสิ่งของหรือสิ้นเปลืองเวลา แต่นั่งลงเพื่อใคร่ครวญ
เล่ยถิงหยิบคัมภีร์ยุทธ์สองเล่มออกมา เล่มหนึ่งชื่อ ‘ฝ่ามือเมฆาอัคคี’ อีกเล่มชื่อ ‘หมัดทลายภูผา’ ล้วนเป็นวิชาการต่อสู้ที่ใช้กันทั่วโลก วิชาการต่อสู้ทั้งสองชุดนี้เป็นเพียงวิชาขั้นพื้นฐานระดับต้น ถึงขนาดว่าเป็นสินค้าขยะที่มีเงินก็สามารถซื้อได้ เหตุที่เขายังคงเก็บสะสมสิ่งของเช่นนี้ไว้ ก็เพียงเพื่อเป็นการสำรองไว้ป้องกันการขาดแคลนเท่านั้น ในระหว่างที่ขายซากสัตว์อสูรวิญญาณ เขาก็ซื้อของเหล่านี้มาด้วยเผื่อไว้ วิชาการต่อสู้ระดับต่ำเช่นนี้ที่แม้แต่ยาปรุงร่างครึ่งเม็ดก็ไม่คุ้มค่า เพียงแค่ซากสัตว์วิญญาณขั้นที่สองตัวเดียวก็สามารถแลกมาได้แล้ว เขาไม่มีความคิดที่จะฝึกฝนเลย
แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน เขาจำต้องทำด้วยความยากลำบาก
โชคดีที่เล่ยถิงยังมีกระบวนวิชายุทธ์สำรองไว้
เมื่อเล่ยถิงเปิดคัมภีร์ฝ่ามือเมฆาอัคคีในพริบตานั้น เสียงเย็นยะเยือกของระบบอัพเกรดไรขีดจำกัดก็ดังขึ้นทันที [พบวิชายุทธ์ระดับต้น ‘ฝ่ามือเมฆาอัคคี’ โฮสต์ต้องการเรียนรู้หรือไม่?]
“เรียนสิ!”
หากปราศจากการช่วยเหลือจากระบบอัพเกรดไร้ขีดจำกัด เล่ยถิงคงไม่ยอมสิ้นเปลืองเวลาอันมีค่ากับวิชายุทธ์ธรรมดาเช่นนี้ ด้วยวิธีการเดียวกัน เล่ยถิงก็หยิบคัมภีร์ ‘หมัดทลายภูผา’ อีกเล่มขึ้นมาด้วย
แต่นั้นไม่ใช่จุดจบ
แม้ว่า ‘ฝ่ามือเมฆาอัคคี’ ในระดับสมบูรณ์จะสามารถเทียบเคียงได้กับวิชายุทธ์ธรรมดาของตระกูลเล่ย แต่มันก็ยังไม่สอดคล้องกับหลักการแสวงหาความสมบูรณ์แบบของเล่ยถิง เขาจึงเปิดใช้ระบบอัพเกรดไร้ขีดจำกัดอีกครั้ง แล้วคลิกอัพเกรดวิชา ‘ฝ่ามือเมฆาอัคคี’ ในระบบ [การอัพเกรดวิชายุทธ์ระดับต้น ‘ฝ่ามือเมฆาอัคคี’ ต้องใช้ 20 แต้มโชคชะตา โฮสต์ต้องการอัพเกรดหรือไม่?]
เล่ยถิงกด [ยืนยัน]
ทันใดนั้น ระบบอัพเกรดไร้ขีดจำกัดก็แจ้งเตือน [อัพเกรดสำเร็จ! ฝ่ามือเมฆาอัคคี เลื่อนระดับสู่วิชายุทธ์ระดับกลางสำเร็จแล้ว!]
“แค่นี้เองเหรอ?”
เล่ยถิงมองคำแนะนำด้วยความสงสัย สายตาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
อย่างไรก็ตาม เล่ยถิงไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น เขาเริ่มฝึกฝน ‘ฝ่ามือเมฆาอัคคี’ ทันที เขาไม่ได้พรวดพราดโบกสาด เพราะที่นี่คือบ้านของเขา เห็นแค่เขายื่นฝ่ามือออก พลังแปลวไฟอันรุนแรงก็ก่อตัวบนฝ่ามือในเวลาต่อมาก็กลายเป็นมือที่กำลังลุกเป็นไฟ แต่เขาไม่ได้รับบาดเจ็บเลย
ด้วยความสงสัย เล่ยถิงจึงปล่อยเปลวไฟลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง ผลปรากฏว่าโต๊ะไม่ได้ลุกเป็นไฟ แต่กลายเป็นขี้เถ้าไปเสียทันที พลังไฟในระดับนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่เปลวเพลิงธรรมดา
เล่ยถิงได้รวบรวมพลังลมปราณพลางแผ่วงฝ่ามือออกสู่อากาศ เปลวเพลิงพลุ่งพล่านระบายออกมาอย่างรุนแรงในพริบตา ปะทุไฟคุกรุ่นอากาศจนลุกโชนเพียงแค่ฝ่ามือเดียวที่เรียบง่าย แต่กลับแสดงให้เห็นถึงพลังระเบิดและพลังทำลายของเปลวเพลิงได้อย่างสุดขีด แม้แต่ยอดฝีมือขั้นเบิกภพระดับห้าก็คงไม่กล้ารับมันด้วยซ้ำ
“นี่คือพลังของวิชายุทธ์ระดับกลางงั้นเหรอ!”
เมื่อเข้าใจแก่นแท้ของฝ่ามือเมฆาอัคคี เล่ยถิงก็เริ่มสั่นสะเทือน เพราะนี่เป็นเพียงระดับกลางเท่านั้น หากเป็นวิชายุทธ์ระดับสูงละก็ ยอดฝีมือขั้นเบิกภพระดับห้าคงไม่อยู่สายตาของเขาอีกต่อไป ถึงตอนนั้นไม่ใช่เพียงแค่ต่อสู้ข้ามขั้นได้ง่ายดายเท่านั้นหรอกหรือ
“อัพเกรด!”
โดยปราศจากการลังเลแม้แต่น้อย เล่ยถิงจึงกด [อัพเกรด] ทันที
ระบบอัพเกรดไร้ขีดจำกัดจึงตอบกลับมาว่า [การอัพเกรดสำเร็จ! ฝ่ามือเมฆาอัคคีได้ก้าวสู่วิชายุทธ์ระดับสูงแล้ว!]
เล่ยถิงไม่ได้ประหลาดใจเช่นเดียวกับครั้งก่อน และไม่รู้สึกเสียดายต่อแต้มโชคชะตา 40 คะแนนที่ใช้ไป จากนั้นก็รวบรวมฝ่ามือเมฆาอัคคีไว้ในฝ่ามือ แล้วค่อย ๆ วางลงบนโต๊ะเบา ๆ ครั้งนี้มิใช่ถูกเผาจนเป็นขี้เถ้า แต่ได้ระเหิดระเหยหายไป บนพื้นผิวโต๊ะปรากฏรูปฝ่ามือที่เรียบร้อย
“อ๋อ…”
เล่ยถิงเห็นอนาคตอันรุ่งโรจน์เบ่งบานในพริบตานั้น
การอัพเกรดวิชายุทธ์ง่ายกว่าการเพิ่มขั้นอย่างมาก เล่ยถิงเพียงแค่ใช้แต้มโชคชะตาไปเพียง 60 คะแนนเท่านั้น ก็สามารถยกระดับวิชายุทธ์ธรรมดาให้กลายเป็นวิชายุทธ์ระดับสูงที่แม้แต่ยอดฝีมือระดับสูงก็ยังต้องหวาดหวั่น ทำแบบนี้คุ้มค่ากว่าการอัพเกรดระดับขั้นโดยตรง
เล่ยถิงได้สำเร็จภารกิจหลักข้อแรก คือการก้าวสู่ขั้นสี่และได้รับรางวัลแต้มโชคชะตา 100 คะแนน รวมกับที่เหลืออยู่ก่อนหน้า 101 คะแนน หักลบกับที่ใช้ไป 60 คะแนนเมื่อครู่ เล่ยถิงจึงมีแต้มโชคชะตาคงเหลือ 141 คะแนนพร้อมใช้งาน
ในยามวิกฤติแต้มโชคชะตา 141 คะแนนนี้อาจเป็นไพ่ตายที่ไว้ช่วยชีวิตได้
แม้เพิ่งได้วิชายุทธ์ระดับสูงมา แต่เล่ยถิงก็ต้องมั่นฝึกฝนก่อน เมื่อเขาฝึกฝนสักพักก็เข้าใจบางอย่างได้ “แปลกจริง ฝ่ามือเมฆาอัคคีมีท่าโจมตีตายตัวเกินไป ไม่มีความหลากหลายเลย หากข้าสามารถผสานกังฟูเข้ากับฝ่ามือเมฆาอัคคีได้ อาจจะมีผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง”
เล่ยถิงผ่านการต่อสู้จริงมาแล้ว จึงรู้สึกว่าท่าโจมตีของฝ่ามือเมฆาอัคคีนั้นพื้นฐานเกินไปขาดความหลากหลาย หากเผชิญกับศัตรูที่ว่องไวหรือเจ้าเล่ห์เกินไปก็คงไม่สามารถเอาชนะได้อย่างแน่นอน เขาจึงอดนึกถึงหมัดดินระเบิดที่เคยใช้ออกมาอย่างกะทันหัน ซึ่งพัฒนาในตอนที่ต่อสู้จริงล้วน ๆ
“รอก่อน! ข้าจำได้ว่ามีภารกิจรองให้ข้าสร้างวิชายุทธ์ที่ไม่มีในโลกนี้ และรางวัลก็ดีพอสมควรด้วย หมัดดินระเบิด ฝ่ามือเมฆาอัคคี ภารกิจรอง…”
เล่ยถิงรับรู้ได้ถึงบางสิ่ง แววตาก็เริ่มมัวหมองขึ้นมา
“คุณชาย เกิดเรื่องไม่ดีแล้วเจ้าค่ะ!”
แต่ความมัวหมองนั้นไม่ได้ดำรงอยู่นาน เยี่ยหลานก็วิ่งตรงเข้ามาอย่างรีบร้อน
เล่ยถิงจึงได้ตระหนักว่าเวลาได้ผ่านไปเกือบครึ่งวันแล้ว เดิมทีเป็นช่วงที่แสงอาทิตย์ส่องสว่าง แต่ตอนนี้ดวงอาทิตย์ได้ลับขอบฟ้าไปแล้ว สิ่งที่แปลกคือเล่ยถิงไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกหิวหรือกระหายเลย แม้แต่ความเหน็ดเหนื่อยเพียงเล็กน้อยก็ไม่มีร่างกายรู้สึกสดชื่นเบิกบานอย่างบรรยายไม่ถูก
เยี่ยหลานวิ่งเข้ามาอย่างเหนื่อยหอบ และพูดอย่างตะกุกตะกักว่า “คุญชาย เยี่ยหมิงไค ไปขอท้าประลองกับเหิงกังที่หอฝึกยุทธ์แล้วเจ้าค่ะ!”
“อะไรนะ!”
เล่ยถิงสะดุ้งเฮือกทั้งตัว
ทั้ง ๆ ที่เยี่ยหมิงไคอยู่ขั้นเบิกภพระดับสี่เท่านั้น แต่เหิงกังคนนั้นกลับเป็นอยู่ระดับห้าแล้ว และกำลังจะก้าวสู่ระดับหกซึ่งเป็นขั้นยอดฝีมือ ระดับของทั้งสองห่างกันเกือบสองขั้น เยี่ยหมิงไคไม่มีทางชนะได้เลย หากเหิงกังลงมือจริง ๆ เขาคงต้องตายอย่างแน่นอน การดวลกันอย่างไม่เท่าเทียมกันแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ยังไ
เยี่ยหลานค่อย ๆ หายใจคืนสู่ปกติ แต่พอสงบลงได้เธอก็รีบอธิบายต่อว่า “คนชั่วร้ายเหิงกังคนนั้น ได้พูดถึงคุณชายในทางที่ไม่ดีต่อหน้าเยี่ยหมิงไค ซ้ำยังด่าท่านคุณชายว่าเป็นคนไร้ค่าอีก เยี่ยหมิงไคจึงอดทนไม่ไหวก็เลยโต้เถียงกลับไป และสุดท้ายลงเอยที่การท้าประลองกัน”
“มันเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง!”
เล่ยถิงรู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาเสียเวลาคิด จึงรีบกระโจนพรวดพราดออกจากประตูไปทันที
ตอนก่อนหน้า
บทที่ 11 หมัดดินระเบิด
ตอนต่อไป
บทที่ 13 ลงนามสัญญาตาย
แสดงความคิดเห็น
ปิดโหมดสปอย
ส่งความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น
ที่อยู่: 9/70 หมู่ 2 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา ปทุมธานี 12130
เวลาทำการ: 09:00 – 18:00 จันทร์-ศุกร์
โทร: 0654214015 e-mail : support@bookfet.com
เมนูหลัก
ช่วยเหลือ
ดาวโหลดแอพพลิเคชั่นได้ที่