ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2113 ตื่นจากฝันครั้งใหญ่
จ้าวอู่เจียงถูกโอบกอดไว้แน่น สัมผัสที่ได้รับนุ่มละมุนดุจหยก กลิ่นหอมกรุ่นของสตรีค่อย ๆ โชยเข้าหา
เขาได้แต่มองร่างที่กอดเขาไว้อย่างเหม่อลอย นางอยู่ในชุดกระโปรงสีขาว ทั่วทั้งกายเปี่ยมด้วยความอ่อนโยน
“หมิงเยว่…” เขาขมวดคิ้วแน่น ยังไม่ทันตั้งสติ รู้สึกสงสัยและประหลาดใจ
ตู๋กูหมิงเยว่กอดจ้าวอู่เจียงแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เสียงพร่าเหมือนจะร้องไห้
“ท่านทำเอาพวกเราตกใจแทบตาย…”
“พี่เขย ในที่สุดท่านก็ฟื้นเสียที” เสียงใสแจ๋วของชิงเอ๋อร์ดังขึ้นข้าง ๆ เต็มไปด้วยความดีใจ
“ท่านกุนซือจางซวีคุนช่างคาดการณ์ได้แม่นยำดั่งเทพจริง ๆ ที่บอกว่าวันนี้พลังใจของท่านพลุ่งพล่านที่สุด และเป็นวันที่ท่านจะตื่นขึ้นมาได้ง่ายที่สุด…”
จ้าวอู่เจียงอ้าปากค้างแต่กลับพูดไม่ออก ราวกับมีคำพูดนับพันหมื่นคำจุกอยู่ที่ลำคอ เขามองไปทางชิงเอ๋อร์ และเห็นนางกำลังจูงมือเสี่ยวเนี่ยนเซี่ยอยู่
เสี่ยวเนี่ยนเซี่ยยังคงไร้เดียงสาน่ารัก ในมือน้อย ๆ ถือขนมไว้ครึ่งชิ้นพลางเบิกตากลมโตมองมาที่เขา
บางทีเนี่ยนเซี่ยอาจยังเยาว์วัยนัก จึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้เพียงแค่ว่าท่านพ่อเป็นคนขี้เกียจตัวใหญ่ที่นอนหลับไปนานแสนนาน
“ท่านพ่อ?” เสี่ยวเนี่ยนเซี่ยกัดขนมคำหนึ่งพลางเคี้ยวอย่างละเอียด ในที่สุดก็รู้สึกตัวว่าท่านพ่อฟื้นแล้ว นางสลัดมือของน้าสาวแล้ววิ่งมาอย่างร่าเริง โถมเข้ากอดจ้าวอู่เจียงผู้เป็นบิดาทันที
“อืม” เมื่อถูกบุตรสาวสวมกอด ความเหม่อลอยและทึ่มทื่อบนใบหน้าของจ้าวอู่เจียงก็จางหายไปไม่น้อย เขาขานรับอย่างอ่อนโยน จ้องมองบุตรสาวด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก
“ภัยพิบัติผ่านพ้นไปแล้ว…” ตู๋กูหมิงเยว่เห็นจ้าวอู่เจียงดูมีสติมากขึ้น นางจึงคลายอ้อมกอด ปาดน้ำตาบนใบหน้าแล้วพยายามฝืนยิ้มออกมา
“ราชวงศ์เซียนต้าโจวเพิ่งผ่านพ้นความวุ่นวาย ช่วงนี้เซวียนหยวนจิ้งจึงต้องคอยช่วยจีปออิงจัดการกิจการบ้านเมืองอยู่ตลอด… นางมาหาท่านที่บรรพสถานตระกูลจีทุกวัน เมื่อเช้านี้นางก็เพิ่งมา ท่านนักพรตจางบอกว่าวันนี้ท่านอาจจะฟื้น นางจึงรออยู่ตั้งหนึ่งชั่วยามกว่า ๆ แต่ท่านก็ยังไม่ตื่น…”
ตู๋กูหมิงเยว่ค่อย ๆ เล่าให้จ้าวอู่เจียงฟังถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างที่จ้าวอู่เจียงหลับอยู่
วันแรกของปีใหม่ ปีอี๋โฉ่ว วันที่หนึ่งเดือนอ้าย
จ้าวอู่เจียงได้เห็นความทุกข์ยากของปวงประชาจนโศกเศร้าเสียใจถึงที่สุด เขาขบคิดทุกวิถีทางเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ จนกระทั่งนึกถึงความไม่ยอมสยบก่อนตายของหลี่ฉวนจวิน และเชื่อมโยงไปถึงวิชากระบี่นิทราของหลี่ฉวนจวิน
จ้าวอู่เจียงจึงเข้าสู่นิทรา เพื่อใช้ร่างกายของตนเองต้านทานภัยพิบัติ
ท่ามกลางความสิ้นหวังเหล่าราษฎรต่างพากันช่วยเหลือตนเอง ขุมกำลังใหญ่ต่าง ๆ ต่างร่วมแรงร่วมใจกันตามข้อตกลงที่เคยเจรจาไว้ หลังจากผ่านพ้นไปกว่าหนึ่งเดือน ในที่สุดก็สามารถก้าวผ่านมหาภัยพิบัติไปได้ในขั้นต้น
วันนี้คือวันที่สองเดือนสอง จางซวีคุนได้หยั่งรู้ชะตาฟ้าและกล่าวว่าวันนี้คือวันมังกรเงยหน้า พลังใจของจ้าวอู่เจียงจะพลุ่งพล่านที่สุด และมีโอกาสจะตื่นขึ้นมาในวันนี้มากที่สุด
และในวันนี้จ้าวอู่เจียงก็ฟื้นคืนสติขึ้นมาจริง ๆ
ตู๋กูหมิงเยว่เล่าไปพลางน้ำตาก็พรั่งพรูออกมาอีกครั้ง นางยกมือปิดหน้าสะอื้นไห้อย่างหนัก
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา นางเฝ้าพะวักพะวงถึงจ้าวอู่เจียงทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่รู้เลยว่าเขาจะฟื้นขึ้นมาเมื่อใด ยิ่งเวลาล่วงเลยไป จางซวีคุนก็เคยบอกเป็นนัยกับนางว่า จ้าวอู่เจียงอาจจะจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราโดยไม่รู้ตัว และอาจจะต้องหลับใหลไปเช่นนั้นตลอดกาล
พอคิดถึงผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด นางก็แทบจะล้างหน้าด้วยน้ำตาในทุก ๆ วัน
เสี่ยวเนี่ยนเซี่ยยังเด็กนัก ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ในแต่ละวันนางจะคอยมาเรียกท่านพ่อเสมอ
แต่เด็กน้อยนั้นมีความอดทนจำกัด หลังจากเรียกอยู่ไม่กี่วันแล้วเห็นว่าท่านพ่อขี้เกียจ ไม่ยอมโต้ตอบอะไรกลับมา นางก็เริ่มงอแงตามประสาเด็กและเลิกเรียกไปในที่สุด
มุมปากของจ้าวอู่เจียงค่อย ๆ ปรากฏรอยยิ้มอันอ่อนโยน เขาเช็ดน้ำตาบนแก้มของตู๋กูหมิงเยว่อย่างแผ่วเบา
“ไม่เป็นไรแล้ว…”
หลังจากปลอบประโลมตู๋กูหมิงเยว่ เขาพยายามจะลุกขึ้นแต่กลับพบว่าร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปหมด คงเป็นเพราะหลับใหลไปนานเกินไป ประกอบกับในฝันนั้นซับซ้อนวุ่นวาย ทำให้จิตใจไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ จนส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอเช่นนี้
“อ๊ะ ท่านฟื้นแล้วหรือ?” ที่ประตูบรรพสถาน มีเงาร่างอันงดงามและร่าเริงดุจผีเสื้อพุ่งเข้ามา เว่ยชิงหลิงเอียงคอพลางเอ่ยว่า
“เพิ่งฟื้นเหรอ? ดูท่าทางเซ่อซ่าพิกล… ข้าจะไปตามจางคุนคุนมาเดี๋ยวนี้แหละ…”
ช่วงนี้เว่ยชิงหลิงถูกศิษย์พี่ว่านจื่อพานิสัยเสียไปบ้าง ปกติจึงไม่ค่อยเรียกอาจารย์ แต่กลับเรียกชื่ออาจารย์ตรง ๆ แทน
พูดจบ เว่ยชิงหลิงก็วิ่งปรื๋อออกไปทันที
จ้าวอู่เจียงได้ยินเสียงเว่ยชิงหลิงตะโกนลั่นว่าท่านอาจารย์รีบมาเร็วเข้า บรรพสถานตระกูลจีนั้นอยู่ใกล้กับอารามอู๋เหวยของจางซวีคุนมาก
เพียงไม่นาน จางซวีคุนก็ก้าวเข้ามาในบรรพสถาน พลางด่าทอไปพลางถูกเว่ยชิงหลิงผู้เป็นศิษย์ฉุดกระชากให้วิ่งเหยาะ ๆ ตามมา
ส่วนใหญ่ที่ด่าก็คงเป็นคำจำพวก “ไอ้เด็กบ้า อย่าเอาแต่ตะโกนป่าวร้องทั้งวัน” อะไรทำนองนั้น
จนกระทั่งจางซวีคุนก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาและเห็นว่าจ้าวอู่เจียงฟื้นแล้วจริง ๆ เขาจึงกระแอมออกมาคำหนึ่ง หลังจากพิจารณาสภาพของจ้าวอู่เจียงในตอนนี้แล้ว เขาก็เอ่ยด้วยท่าทางจริงจังว่า
“ตื่นจากฝันตื่นใหญ่ ดูแล้วดูท่าจะเพี้ยนไปหน่อยจริง ๆ …”