ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2096 เส้นทางขึ้นสู่เทพ
“ตกลง”
จ้าวอู่เจียงพยักหน้าอีกครั้งด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“วางใจเถอะ มีข้าแก่อย่างพวกเราอยู่ ภายในสิบสองเทวสถานไม่มีใครสามารถทำร้ายนายได้!” เซวียนหยวนซวิ่นตบอกตัวเองดัง ๆ
เกี่ยวกับเรื่องของจ้าวอู่เจียงนั้น ในใจของเหล่าตาเฒ่าทั้งหลายยังคงมีความรู้สึกผิดอยู่บ้าง บัดนี้เมื่อเรื่องราวถูกเปิดเผยออกมาพูดกันตรง ๆ เขาสามารถสัมผัสได้ชัดเจนว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกตนกับจ้าวอู่เจียงนั้นห่างเหินกันมากขึ้น ทั้งยังมีความรู้สึกกินแหนงแคลงใจต่อกันเพิ่มขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง
จ้าวอู่เจียงเป็นคนมีเหตุผลและมีจิตใจเมตตา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีความขุ่นเคืองอยู่เลยแม้แต่น้อย
“ผมเข้าใจ” จ้าวอู่เจียงสัมผัสได้ว่าซวนหยวนซวิ่นกำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อประสานความสัมพันธ์ที่แตกร้าวนี้ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
“ค่อย ๆ ก้าวเดินแต่ละก้าวให้ดีก็แล้วกัน”
“คนมีเหตุผลนี่พูดจาไม่เหมือนใครจริง ๆ ” เซวียนหยวนซวิ่นชื่นชม
“ไม่ต้องใช้คำพูดมาบีบผมหรอก” จ้าวอู่เจียงพูดว่า
“ผมจะไม่กลับคำพูดของตัวเอง”
“ฮ่าฮ่า ฉันรู้ พวกเราจะไม่รู้ได้ยังไงล่ะ?” เซวียนหยวนซวิ่นไม่ได้มีท่าทีขัดเขิน ใบหน้าแก่ชรานั้นยิ้มร่าจนรอยย่นดูเหมือนดอกเบญจมาศที่กำลังเบ่งบาน
……
ทุกอย่างเตรียมการไว้พร้อมสรรพ
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ จ้าวอู่เจียงไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย ทุกอย่างเป็นฝีมือการจัดการของพวกเซวียนหยวนซวิ่นและเฟิงฉางอี้ทั้งสิ้น
คนกลุ่มใหญ่ร่วมเดินทางกันอย่างเอิกเกริก ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งดวงดาว มุ่งหน้าไปยังสิบสองเทวสถาน
เพื่อรับประกันความปลอดภัยของจ้าวอู่เจียง คราวนี้มีพวกตาเฒ่าออกโรงพร้อมกันถึงสิบสามคน
นอกจากพวกเฉินหัว จู๋คง และจู๋เฉิน ที่จ้าวอู่เจียงเคยเจอมาก่อนหน้านี้แล้ว ยังมีพวกสัตว์ประหลาดเฒ่าในกลุ่มทายาทแห่งทวยเทพคนอื่น ๆ ที่ถูกประธานเซวียนหยวนเฉียนเชิญมาด้วย
เรียกได้ว่าเป็นบอยแบนด์รุ่นเดอะ ที่ร่วมกันคุ้มครองจ้าวอู่เจียงไปเข้าร่วมบททดสอบ
จ้าวอู่เจียงขี่ม้า สวมชุดหรูหราสง่างามท่าทางองอาจ แผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายที่เย็นชาเฉียบคม
ส่วนคนอื่น ๆ ที่เหลือนั่งอยู่บนหลังของจู๋เฉินแห่งสายเลือดจู๋จิ่วหยิน ซึ่งจู๋เฉินได้คืนร่างเดิม กลายเป็นเหมือนงูดำยักษ์สี่ขา แหวกว่ายไปในห้วงอวกาศ
ตามปกติแล้วม้าไม่มีทางวิ่งแซงจู๋จิ่วหยินได้อยู่แล้ว ยิ่งจู๋เฉินที่เป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตดาราจักรใหญ่ขั้นสูงสุดที่มีผลแห่งมรรคาถึงสองผลด้วยแล้ว
แต่เสี่ยวหงกลับควบทะยานไปในห้วงอวกาศด้วยความเร็วที่แทบจะทัดเทียมกับจู๋เฉิน ราวกับแสงสีแดงเพลิงที่พาดผ่านดวงดาว
แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นเพราะพวกจู๋เฉินและเหล่าตาเฒ่าคนอื่น ๆ ช่วยชะลอฝีเท้าลงเพื่อรอจ้าวอู่เจียงกับเสี่ยวหง แต่อีกส่วนหนึ่งก็มาจากพลังและความเร็วในตัวของเสี่ยวหงเองด้วย
ความเร็วของเสี่ยวหงทำให้เหล่าตาเฒ่าทั้งสิบกว่าคนต้องมองด้วยสายตาใหม่ ต่างพากันประหลาดใจว่าความเร็วระดับนี้มีที่มาจากไหน
……
ภายในสิบสองเทวสถาน เหล่าเทวทูตที่มารอรับผู้สืบทอดที่จะเข้าร่วมบททดสอบต่างพากันตรวจเช็กรายชื่ออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าผู้สืบทอดทุกคนที่มีชื่อในบัญชีได้มาถึงครบถ้วนแล้ว
นอกจากจ้าวอู่เจียงจากมรรคาตะวันออกเพียงคนเดียว ผู้สืบทอดคนอื่น ๆ ต่างก็เป็นสิ่งมีชีวิตจากมรรคาตะวันตก ซึ่งเดินทางมาถึงกันอย่างรวดเร็ว
วันนี้ล่วงเลยไปเกินครึ่งวันแล้ว แทบจะมากันครบหมดแล้ว
ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง เมื่อผู้สืบทอดคนสุดท้ายจากมรรคาตะวันตกที่มีคุณสมบัติสืบทอดสถานะแห่งเทพของเทพเจ้าหลักเดินทางมาถึง ในรายชื่อก็เหลือเพียงจ้าวอู่เจียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังมาไม่ถึง
“จ้าวอู่เจียงคนนี้คงจะไม่มาแล้วมั้ง?” มีทูตสวรรค์วิพากษ์วิจารณ์กัน
“ถ้าเกิดเขาไม่มาจริง ๆ หรือว่ามาสายขึ้นมา อัครเทวทูตต้องทำโทษพวกเราที่แจ้งข่าวไม่ทั่วถึงแน่ ๆ …”
“อะแฮ่ม…” เทวทูตอีกคนกระแอมเตือน พร้อมส่งสายตาบอกให้เพื่อนที่กำลังนินทาจ้าวอู่เจียงหุบปาก เพราะอัครเทวทูตมิคาเอลมาถึงแล้ว
เหล่าเทวทูตทุกคนเงียบเสียงลงทันที
มิคาเอลที่มีปีกสีทองหกปีกสยายอยู่กลางหลัง มีกลิ่นอายที่แข็งแกร่งและศักดิ์สิทธิ์ เดินเข้ามาอย่างช้า ๆ
เขาหยิบรายชื่อขึ้นมาดู เมื่อเห็นชื่อที่เหลืออยู่ก็ขมวดคิ้ว เขาไม่ได้มีความอดทนมากพอที่จะมานั่งรอจ้าวอู่เจียงจากมรรคาตะวันออกโดยเฉพาะ
การที่จ้าวอู่เจียงยังมาไม่ถึงนั้นมีได้หลายสาเหตุ อาจจะเป็นเพราะระยะทางที่ไกลเกินไปและกำลังอยู่ในระหว่างเดินทาง
หรืออาจเป็นไปได้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะมาเลยแต่แรก ไม่ได้ให้ความสำคัญกับบททดสอบนี้เลยสักนิด
และที่ดูจะเป็นไปได้มากยิ่งกว่าคือ เขากำลังหวาดกลัว!
ก็นี่คือสิบสองเทวสถาน สถานที่ที่สูงส่งที่สุด เป็นหัวใจสำคัญที่สุด และศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของมรรคาตะวันตกทั้งหมด การที่คนจากมรรคาตะวันออกคนหนึ่งจะหวาดกลัวที่แห่งนี้ย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก
ต้องรู้ก่อนว่า ที่นี่ไม่เพียงแต่มีเทวทูตที่แข็งแกร่งจำนวนมาก แต่ยังมีเทพเจ้าหลักถึงสี่องค์ประทับอยู่อีกด้วย!
ตัวเขา มิคาเอลเอง ก็ไม่ได้อ่อนแอไปกว่าเทพเจ้าหลักสักเท่าไหร่นัก
อีกทั้งบรรดาผู้สืบทอดที่มาร่วมบททดสอบการสืบทอด ต่างก็เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์เลิศล้ำและพลังกล้าแข็งกันทั้งนั้น ต่อให้จ้าวอู่เจียงมาจริง ก็คงจะถูกคัดออกในเวลาอันรวดเร็ว
ถ้าเขาจะกลัวว่าจะแพ้อย่างน่าอนาถจนไม่กล้ามา ก็พอจะเข้าใจได้ เพราะหลายปีมานี้ คนที่มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวในมรรคาตะวันออกนั้นมีน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก นี่คือความจริงที่พวกเขาประจักษ์แก่สายตา
ที่สำคัญที่สุดคือ เทพแห่งแสงอพอลโลที่สี่เคยกล่าวไว้อย่างมั่นใจว่า จ้าวอู่เจียงไม่มีทางได้เป็นเทพเจ้าแห่งห้วงอวกาศ หรือราชาแห่งทวยเทพรุ่นใหม่ได้
ดังนั้นเทพแห่งแสงย่อมไม่ยอมนั่งมองจ้าวอู่เจียงในฐานะคนจากมรรคาตะวันออก ขึ้นมาเป็นเทพเจ้าของมรรคาตะวันตกแน่ ๆ
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงหน้าตาของสิบสองเทวสถาน รวมถึงมรรคาตะวันตกทั้งหมด
จริง ๆ แล้วแค่ไม่เชิญจ้าวอู่เจียงมาก็จบเรื่อง… จะได้ไม่ต้องมีปัญหาตามมาภายหลัง… มิคาเอลขมวดคิ้ว ในใจเกิดความสงสัยขึ้นมาอีกครั้ง แต่ไม่นานเขาก็คลายคิ้วออกแล้วพึมพำกับตัวเองว่า
“บางทีนี่อาจเป็นคำชี้แนะจากเทพเจ้าแห่งห้วงอวกาศ เป็นความเมตตาปรานีอันกว้างขวางของพระองค์ ที่มอบสิทธิอันเท่าเทียมให้กับสรรพชีวิต…”
……
กุบกับกุบกับกุบกับ
ม้าตัวน้อยควบทะยานไปในห้วงอวกาศอย่างย่ามใจ ดูท่าทางมันจะร่าเริงมากทีเดียว
ร่างของจู๋จิ่วหยินที่ใหญ่โตมหาศาลนั้นผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่ท่ามกลางหมู่ดาว ดูราวกับมังกรสายฟ้าที่แหวกว่ายอยู่ลึกเข้าไปในหมู่เมฆคลึ้ม
จ้าวอู่เจียงมองเห็นเกาะแห่งหนึ่งลอยเด่นอยู่ท่ามกลางดวงดาวมาแต่ไกล ดูคล้ายกับเกาะเซียนในตำนานที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกสีขาวและกลิ่นอายเทพอันอบอวล
แน่นอนว่าตามข้อมูลที่เขาได้รับรู้มา ที่นี่ไม่ใช่เกาะเซียนอะไรนั่น แต่เป็นเกาะเทพอันเป็นที่ตั้งของสิบสองเทวสถานแห่งมรรคาตะวันตก
เขากับเสี่ยวหงพุ่งทะยานผ่านไป เสี่ยวหงทิ้งตัวลงเหยียบลงบนผืนดินของเกาะเทพอย่างหนักแน่น ส่วนพวกเซวียนหยวนซวิ่นและเหล่าตาเฒ่าคนอื่น ๆ ไม่ได้ลงจอด แต่พุ่งตรงไปยังพระราชวังสีทองอร่ามทั้งสิบสองแห่งบนเกาะทันที
เขากับเสี่ยวหงก้าวเดินไปบนดินที่นุ่มละเอียด มุ่งหน้าไปยังสิบสองเทวสถานอย่างช้า ๆ ฝีเท้าดูผ่อนคลาย ไม่รีบร้อน
“ฮี้ฮี้…” เสี่ยวหงร้องเสียงดัง
จ้าวอู่เจียงลูบกระจุกขนขาวบนหน้าผากของเสี่ยวหงยิ้มพูดว่า
“ไม่ต้องรีบ”
เขาไม่ได้รีบร้อน ทุกอย่างเป็นไปตามจังหวะของตัวเอง ระหว่างที่เดินไปเขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความสงบและสันติที่พรั่งพรูออกมาจากพื้นดินอย่างไม่ขาดสาย
กลิ่นอายเหล่านี้ น่าจะแผ่ออกมาจากสสารที่ประกอบขึ้นเป็นผืนดินของเกาะเทพ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับสสารที่ประกอบขึ้นเป็นดวงดาวมาก
เซวียนหยวนซวิ่นและพวกตาเฒ่าอีกไม่กี่คนก็ไม่ได้เลือกที่จะก้าวเข้าไปในสิบสองเทวสถานโดยตรง แต่กลับย้อนวนกลับมาหาเขา
ร่างเดิมของจู๋จิ่วหยินที่ใหญ่โตมหาศาลซึ่งจู๋เฉินแปลงกายอยู่นั้นค่อย ๆ หดเล็กลง กลับคืนสู่ร่างมนุษย์อีกครั้งและลงจอดข้างกายจ้าวอู่เจียง
เซวียนหยวนซวิ่นและเหล่าตาเฒ่าทั้งสิบสองคนก็ลงจอดตามลงมาเช่นกัน
“ตอนขากลับ ให้จู๋คงแบกพวกนายไปก็แล้วกัน!”
ดูเหมือนว่าระหว่างทางจะเกิดเรื่องอะไรบางอย่างที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์นัก จู๋เฉินจึงพูดออกมาด้วยใบหน้าบึ้งตึงและน้ำเสียงหงุดหงิด
“โอ๊ย พี่จูเฉิน ผมก็ไม่ได้ตั้งใจนี่!” เซวียนหยวนซวิ่นฝืนยิ้มประจบ การบริหารหูรูดบ่อย ๆ มันช่วยเรื่องสุขภาพนะ ใครจะไปรู้ว่าทำ ๆ ไปแล้วมันจะมีปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นมา
จูเฉินสะบัดแขนเสื้อ หึดหัดออกมาเย็นชาหนึ่งเสียง
“อะแฮ่ม!” ประธานตงฟางเซวียนหยวนเฉียนกระแอมขัดจังหวะ
“ที่นี่คือเกาะศักดิ์สิทธิ์ อย่าทำให้พวกคนนอกเขาดูเป็นเรื่องตลกเลย…”