ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2094 แผนการลับในเงามืด
“A1 เจ้าปีศาจร้ายตัวนี้!”
ภายในเทวสถานเทพแห่งห้วงอวกาศแห่งสิบสองเทวสถาน อัครทูตสวรรค์มิคาเอลทนไม่ได้ที่จะสบถด่าออกมาด้วยความโกรธแค้นหลังจากได้รับทราบข่าว
A1 ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือราชาปีศาจทั้งเจ็ดโจมตีสิบสองเทวสถานเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากสงครามครั้งนี้จบลง ยังปล่อยไวรัสพันธุกรรมไปทั่วมรรคาตะวันตกอีกด้วย
หากพูดให้ถูกต้องก็คือ A1 ได้แอบวางกำลังและติดตั้งไวรัสพันธุกรรมแบบเดียวกับที่ใช้ในมรรคาตะวันออกเอาไว้ทั่วทั้งมรรคาตะวันตกตั้งนานแล้ว และได้ทำการจุดระเบิดมันขึ้นอย่างสมบูรณ์ในวันนี้
ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง เหล่าสาวกของสิบสองเทวสถานซึ่งประจำการอยู่ตามดวงดาวต่าง ๆ ก็พากันรายงานข่าวเข้ามาว่า สถานการณ์บนดวงดาวเหล่านั้นใกล้จะถึงกาลล่มสลายจนแทบจะเป็นที่แน่นอนแล้ว
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า การปะทุของไวรัสพันธุกรรมในครั้งนี้จะรุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นในมรรคาตะวันออกมากนัก ดังนั้นความเร็วในการแพร่ระบาดจึงเหนือกว่ามรรคาตะวันออกในตอนนั้นหลายเท่าตัว
“เขาต้องการฆ่าทุกคนเลยหรือ?” มิคาเอลยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธแค้น การที่เขาเพิ่งพ่ายแพ้ให้แก่ลูซิเฟอร์ผู้เป็นพี่ชายในวันนี้ ทำให้เขามีโทสะคุกรุ่นอยู่ในใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ในยามนี้ เขาไม่มีเค้าลางแห่งความอ่อนโยนและศักดิ์สิทธิ์เหมือนในยามปกติเหลืออยู่เลย ในใจมีแต่ความหงุดหงิดกระวนกระวาย
หนึ่งในสี่มหาเทพที่ยังเหลืออยู่ อพอลโลที่สี่ขมวดคิ้วมุ่นพลางนิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจา วันนี้เขาเองก็ต้องเผชิญกับความปราชัยเช่นกัน ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับ A1 ไม่คาดคิดเลยว่าจะพ่ายแพ้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนั้น
ความแข็งแกร่งของ A1 นั้นแข็งแกร่งอย่างรอบด้าน ก่อนหน้านี้เขาเข้าใจว่า A1 เก่งกาจในสามด้าน คือพลังแห่งผู้บำเพ็ญโบราณของมรรคาตะวันออกพลังวิวัฒนาการทางชีวภาพจากสายเทคโนโลยีชีวภาพ และพลังอาวุธยุทโธปกรณ์จากเทคโนโลยีเครื่องจักรกล
แต่หลังจากที่เขาได้ประมือกับ A1 ในวันนี้ กลับต้องพบกับความตกตะลึงว่า ภายในร่างกายของ A1 กลับมีพลังเทพแฝงอยู่ด้วย!
หากวัดจากความไพศาลของพลังเทพแล้ว A1 มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะถูกเรียกว่าเป็นมหาเทพได้เลยทีเดียว!
หากไม่ใช่เพราะ A1 ดูเหมือนจะไม่มีเจตนาฆ่าพวกเขาทั้งสี่มหาเทพมากนัก วันนี้เขาอย่างน้อยก็ต้องบาดเจ็บสาหัส
แต่ในขณะเดียวกัน การที่ A1 ไม่มีเจตนาฆ่าพวกเขามากนัก กลับทำให้เขารู้สึกถึงความดูหมิ่นของ A1
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่อพอลโลที่สี่สัมผัสได้ถึงความดูแคลนจากน้ำมือของชาวตะวันออก!
“ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะทำอะไร…” แฟนนี่ เอ็ดวิก เจ้าแห่งเขตต้องห้ามห้วงเวหาแห่งสิบสองเทวสถานเอ่ยขึ้น เขาอยู่ในชุดคลุมยาวสีเหลืองสว่าง เส้นผมสีทองเป็นประกายเจิดจ้า พลางขมวดคิ้วใช้ความคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อว่า
“คราวนี้เทวสถานเทพแห่งห้วงอวกาศเตรียมการไปถึงไหนแล้ว?”
การเปิดฉากบททดสอบของเทวสถานเทพแห่งห้วงอวกาศนั้น สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการผลักดันของแฟนนี่ เอ็ดวิก และการที่แผนการทดสอบถูกเร่งให้เร็วขึ้นในวันนี้ ก็เป็นความคิดของแฟนนี่ เอ็ดวิกเช่นกัน
บางเรื่องไม่อาจรอช้าได้อีกต่อไป
ยิ่งช้ายิ่งเกิดความเปลี่ยนแปลง หากเจ็ดจอมมารผนึกกำลังกับ A1 เข้าโจมตีอีกครั้ง สิบสองเทวสถานก็มีแต่จะบอบช้ำหนักกว่าเดิม
“แสงศักดิ์สิทธิ์ช่วยพวกเรากดดันให้ A1 และลูซิเฟอร์ถอยไปได้ก็จริง แต่พลังที่สูญเสียไปนั้น…”
จูดี้ เมอร์คิวรี เทพีแห่งปัญญาจากวิหารเทพแห่งปัญญากำลังใช้ความคิดเช่นกัน และในไม่ช้าเขาก็เริ่มมีความคาดการณ์บางอย่างขึ้นมา
“รู้สึกว่า… พวก A1 มีจุดประสงค์มุ่งตรงมายังเทวสถานเทพแห่งห้วงอวกาศโดยเฉพาะ…พวกเขาต้องการบั่นทอนรากฐานของเทวสถานเทพแห่งห้วงอวกาศให้พังทลายลง…”
“หากเป็นเช่นนั้นจริง แสดงว่า A1 จะต้องล่วงรู้ความลับบางอย่างเป็นแน่” นัยน์ตาสีน้ำเงินครามของเจ้าแห่งเขตต้องห้ามห้วงเวหาสั่นไหวด้วยประกายแสง ก่อนจะเอ่ยถามต่อว่า
“ได้แจ้งข่าวไปยังชาวตะวันออกผู้นั้นแล้วหรือยัง?”
“ม้วนหนังแกะจะบอกเขาเอง” อัครทูตสวรรค์มิคาเอลขมวดคิ้ว พลางเอ่ยถามถึงข้อสงสัยที่เก็บไว้นานออกมา
“ทำไมถึงต้องให้คนตะวันออกคนหนึ่งมาเข้าร่วมการทดสอบของเทวสถานเทพแห่งห้วงอวกาศด้วย? ข้าได้อ่านข้อมูลทั้งหมดของเขาแล้ว เขาไม่มีส่วนไหนที่ดูจะเชื่อมโยงกับเทพแห่งห้วงอวกาศได้เลย อาจจะ… ยกเว้นเพียงแค่… ความเมตตากรุณา…”
ท้ายที่สุดมิคาเอลก็ไม่ได้หลุดคำว่า เจ้าชู้หลายใจ ออกมา เพราะอย่างไรเสียเกียรติภูมิของท่านเทพแห่งห้วงอวกาศก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจลบหลู่ได้
“หากเกิดกรณีที่เขาประสบความสำเร็จในการทดสอบครั้งสุดท้ายขึ้นมา…” คิ้วของมิคาเอลยิ่งขมวดมุ่นลึกลงไปอีก
“นี่พวกเราจะต้อง… ยอมให้ชาวตะวันออกคนหนึ่งขึ้นนั่งบนตำแหน่งจอมเทพทั้งปวงจริง ๆ หรือ เพื่อมาชี้นำหนทางของพวกเราในภายภาคหน้าอย่างนั้นหรือ?”
“เจ้าคิดมากไปแล้ว” เทพเจ้าแห่งแสงสว่าง อพอลโลที่สี่ เอ่ยปากขัดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ เดิมทีเขาก็ไม่ชอบหน้าจ้าวอู่เจียงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจากเรื่องของบุตรเทพอย่างอัสคลิปีอัส และเมื่อได้ยินอัครทูตสวรรค์มิคาเอลกล่าววาจาในเชิงยกยอผู้อื่นเช่นนี้จึงกล่าวต่อว่า
“นี่เป็นเพียงการชี้นำของเทพแห่งห้วงอวกาศเท่านั้น จ้าวอู่เจียงก็แค่มีคุณสมบัติ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขามีความสามารถพอที่จะทำสำเร็จ… ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่มีวันได้เป็นเทพแห่งห้วงอวกาศรุ่นใหม่หรอก”
แฟนนี่ เอ็ดวิก เจ้าแห่งเขตต้องห้ามห้วงเวหา ไม่ได้เข้าร่วมในหัวข้อสนทนาเกี่ยวกับจ้าวอู่เจียง ทั้งตัวเธอ เทพีแห่งดวงจันทร์ และเทพีแห่งปัญญา ต่างก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมให้มิคาเอลกะจ่างแจ้ง
แต่ก็เป็นจริงดังที่เทพเจ้าแห่งแสงสว่างกล่าวไว้ จ้าวอู่เจียงไม่มีทางได้เป็นเทพแห่งห้วงอวกาศรุ่นใหม่ ทั้งในด้านตัวตน ฐานะ หรือพลังความสามารถ ล้วนเป็นไปไม่ได้ทั้งสิ้น
…..
เพียงหนึ่งวันไม่พบหน้า ราวกับผ่านพ้นไปสามฤดู
อาจเป็นเพราะช่วงเวลาที่ผ่านมามีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ความคิดสับสนวุ่นวายจนเกินไป จ้าวอู่เจียงที่เหนื่อยล้าทั้งกายและใจจึงโอบกอดเอวบางของซูฮัวอีเอาไว้แน่น ซุกใบหน้าลงกับความหอมนุ่มละมุน
เขาโอบกอดเธอไว้เช่นนั้น แล้วก็เผลอหลับลึกไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
ภายในห้องเล็ก ๆ ซูฮัวอีโอบกอดจ้าวอู่เจียงอย่างแผ่วเบา พากันเอนกายลงบนเตียง ตบแผ่นหลังของจ้าวอู่เจียงเบา ๆ ราวกับกำลังปลอบประโลมเด็กน้อย
ดวงตาคู่สวยประดุจสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วงของเธอมีระลอกคลื่นแห่งความรักที่ดูอ่อนโยนและนุ่มนวลเหลือเกิน เธอจ้องมองจ้าวอู่เจียงอย่างเงียบสงบ
เธอปรารถนาให้ชั่วขณะนี้คงอยู่ชั่วนิรันดร์ ให้ตัวเธอและจ้าวอู่เจียงได้อยู่ด้วยกันตลอดไป
แต่เธอก็รู้ดีว่า ความนิรันดร์ที่เธอปรารถนานั้นคือความเห็นแก่ตัว และเป็นไปไม่ได้ในโลกแห่งความเป็นจริง
จ้าวอู่เจียงควรต้องก้าวเดินต่อไป เขายังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำ ชั่วขณะนี้ก็เป็นเพียงแค่ชั่วขณะหนึ่ง ไม่อาจกลายเป็นนิรันดร์ได้
เธอรู้ดียิ่งกว่าใครว่า ตนเองนั้นผมขาวโพลนมานานแล้ว อายุขัยก็ใกล้จะสิ้นสุดลง เธอไม่ใช่ซูฮัวอีที่เพิ่งจากจ้าวอู่เจียงมาไม่นาน แต่เธอคือซูฮัวอีจากกาลเวลาอันไกลแสนไกลที่ปรารถนาจะได้พบกับคนในคะนึงหาจนสุดหัวใจ จึงได้ย้อนกลับมาสู่อดีต
การได้พบจ้าวอู่เจียง เป็นเพียงความปรารถนาสุดท้ายก่อนสิ้นใจของเธอเท่านั้น
มนุษย์ทุกคนย่อมต้องตาย นี่คือโชคชะตาที่ไม่อาจหลีกหนีพ้น โดยเฉพาะภายใต้สภาพแวดล้อมของยุคสมัยที่เก้าฟ้าดินไร้กฎแห่งธรรม อายุขัยของผู้คนสั้นนัก แม้ภายหลังปราณจิตจะฟื้นคืนมาก็ช่วยอะไรไม่ได้ ซ้ำยังแฝงไว้ด้วยวิกฤตการณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
อย่าว่าแต่เธอที่ระดับพลังไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดเลย แม้แต่ราชาเซียนจูเก่อเสี่ยวไป๋ที่บรรลุถึงระดับสูงสุดของยุคที่เก้าแล้วมิใช่หรือที่ต้องเผชิญกับอายุขัยที่เหือดแห้งไปเช่นกัน?
ชีวิตนิรันดร์เป็นเพียงคำลวง เป็นความคาดหวังอันสวยงามของชาวโลก เป็นความยึดติดที่ไม่ยอมจำนน เพียงเท่านั้นเอง
ทว่าอายุขัยนั้นมีจุดจบ แต่ความรักอาจจะไม่มี
ความรักสามารถข้ามผ่านสิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย เหมือนดังที่เธอข้ามผ่านกาลเวลาและห้วงอวกาศเพื่อมาหาเขา ณ ที่แห่งนี้