ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2066 ชีวิตเหมือนละครและโลกของเกม
นี่คือช่วงเวลาที่แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่อง
ทุกอย่างเรียบร้อย เตรียมการเสร็จสิ้น
“ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก…”
“ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว…”
“ปิ้ว…ปิ้ว! ปิ้ว! ปิ้ว! ปิ้ว! ปิ้ว! ปิ้ว…”
“ตูมตูมตูมตูมตูม…”
เสียงปืนและระเบิดต่าง ๆ ดังก้องไปทั่วทุกทิศ
โลหิตและเปลวเพลิงโบยบินไปพร้อมกัน
พลังปีศาจของจ้าวอู่เจียงแผ่กระจาย ร่างกายปกคลุมด้วยปราณกระบี่ เขาไล่ล่าสังหารเหล่าผู้ติดเชื้อที่โหมกระหน่ำเข้ามาล้อมกรอบอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อคุ้มกันเรือดาราที่อยู่ด้านหลังให้เตรียมออกตัวได้อย่างราบรื่น
สวี่คุนอาสาขอร่วมคุ้มกันผู้รอดชีวิตที่ยังไม่ติดเชื้อเหล่านี้ด้วยตัวเอง เขากวักปืนพกกระบอกเล็กที่พกติดตัวออกมาแล้วรัวยิงอย่างต่อเนื่อง
ซีเหมินฉางชิ่งได้รับการคุ้มครองจากแสงศักดิ์สิทธิ์สีเขียวหม่นของหนอนปลิงกงล้อ เขาใช้แสงศักดิ์สิทธิ์ยิงกวาดผู้ติดเชื้อที่บุกเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
พวกผู้ติดเชื้อเหล่านี้เหมือนแมลงเมาบินเข้ากองไฟ ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งจะถูกหลอมละลาย
เสียงคำรามของยานอวกาศขณะออกเดินทางดังกลบเสียงสู้รบที่กำลังระเบิดพรั่งพรูอยู่ชั่วขณะ คลื่นความร้อนเผาไหม้ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วทุกทิศทาง
จ้าวอู่เจียงเห็นยานอวกาศออกเดินทางได้อย่างราบรื่น จึงเพียงแตะปลายเท้าแล้วทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ซีเหมินฉางชิ่งเก็บรวบรวมแสงศักดิ์สิทธิ์ แสงนั้นเปลี่ยนเป็นปีกขนสีเขียวอมเทา เขากระพือปีกโบยบินไปในท้องฟ้ากว้าง มุ่งหน้าออกไปนอกดาวเสี่ยวชาง
สีหน้าของสวี่คุนเต็มไปด้วยความตื่นเต้นขณะยิงปืนไปมากมาย การเผชิญหน้าและสังหารผู้ติดเชื้อเหล่านี้โดยตรงนั้น ให้ความรู้สึกสมจริงและตื่นเต้นกว่าเกมวันสิ้นโลกที่เขาเคยเล่นมาทั้งหมด
ภาพศีรษะและแขนขาที่ถูกตัดขาดปลิวว่อนไปมา เลือดที่พุ่งกระเซ็นไปทั่วทำให้อะดรีนาลีนในตัวเขาพลุ่งพล่าน จมอยู่ในความรู้สึกนั้นชั่วขณะ
จนกระทั่งเขาเริ่มพบว่าฝีมือการยิงปืนของตัวเองแย่ลงเรื่อยๆ และกระสุนแต่ละนัดไม่สามารถล้มศัตรูเป็นฝูงได้เหมือนก่อน เขาจึงได้สติขึ้นมาในทันใด แล้วเงยหน้ามองซีเหมินฉางชิ่งและจ้าวอู่เจียงด้วยสีหน้าเหมือนคนสิ้นหวังในชีวิต
“เดี๋ยวก่อน ผมยังไม่ได้ขึ้นยานเลย”
ในอีกไม่กี่วินาทีต่อมา ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีการยิงสกัดกั้นแล้วก็ล้อมเข้ามาโจมตี
……
ภาพตัดกลับมา
ภายในยานอวกาศ เหล่าผู้รอดชีวิตต่างมีอารมณ์ความรู้สึกที่ปั่นป่วน พวกเขาไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าบนเส้นทางอันแสนไกลที่รออยู่ข้างหน้านั้น โชคชะตาจะเป็นเช่นไร บ้านหลังใหม่จะดีจริงหรือไม่?
พวกเขาจะต้องอาศัยอยู่ใต้ชายคาของผู้อื่นหรือไม่? จะถูกกักบริเวณในพื้นที่บางแห่งตลอดไป และถูกชาวพื้นเมืองของบ้านใหม่ติดป้ายว่า “ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นพาหะของไวรัส” หรือเปล่า?
“พี่คุน กางเกงนายเปียกแล้วนะ…” อวี้เซี่ยวหู่นั่งอยู่นิ่ง ๆ สีหน้าผ่อนคลายลงอย่างที่ไม่ได้เห็นมานาน ทุกอย่างดูเหมือนฝุ่นเริ่มจางหายและเข้าที่เข้าทาง พวกเขาไม่ต้องกังวลเรื่องในอนาคตอีกต่อไป อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นความตาย
สวี่คุนหนีบขาเข้าด้วยกัน แต่ใบหน้าไม่แสดงอาการใด ๆ พูดว่า
“ผู้ติดเชื้อมีมากเกินไป เลือดกระเด็นมาถึงตัวฉัน”
“เขา…” อวี้เซี่ยวหู่มองผ่านหน้าต่างยานอวกาศด้วยแววตาซับซ้อน จ้องไปยังจ้าวอู่เจียงที่เดินทางไปพร้อมกับยานอวกาศในห้วงดวงดาว
“ตกลงเขาคือจ้าวเจียง หรือว่าเป็นจ้าวอู่เจียงกันแน่…”
สวี่คุนเงียบลง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าวจ้างหรือจ้าวอู่เจียงสำหรับพวกเขาทั้งสองคำตอบนั้นชัดเจน
แต่ปัญหาก็คือ จ้าวอู่เจียงนั้นเป็นบุคคลที่สืบค้นประวัติไม่ได้ ราวกับไม่มีตัวตนอยู่จริงและมีเบื้องหลังที่คลุมเครือ ส่วนจ้าวเจียงนั้นมีฐานะที่ไม่ธรรมดาและถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอก
อวี้เซี่ยวหู่อยากถามว่า ความจริงของเรื่องทั้งหมดนี้คืออะไรกันแน่ ทำไปเพื่ออะไร ทำไมต้องสละพวกเขาซึ่งเป็นคนธรรมดาด้วย ทำไมทางการถึงไม่สนใจดูแล
“โลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร… จริง ๆ แล้วมันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคนธรรมดาอย่างพวกเรานักหรอก” สวี่คุนพิงผนังห้องโดยสารที่เรียบลื่น ก้มหน้าลงมองต่ำ
“เม็ดทรายแห่งยุคสมัย เมื่อตกลงบนบ่าของใครสักคน มันก็กลายเป็นขุนเขาได้ทั้งลูก”
“โดยเฉพาะสำหรับคนอย่างพวกเรา ภูเขาใหญ่กดทับจนพวกเราแทบหายใจไม่ออก”
“ความจริงฉันยังถือว่าดีกว่าหน่อย… อย่างน้อยฉันก็พอมีเงินบ้าง ทั้งยังไม่มีความทะเยอทะยาน ขอแค่ได้อยู่อย่างสงบในมุมเล็ก ๆ สักแห่ง ความกดดันเลยไม่ได้มากมายขนาดนั้น…”
“แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ เมื่อต้องเผชิญกับภัยพิบัติในครั้งนี้ พวกเขาไม่มีสิทธิ์เลือกเลยด้วยซ้ำ”
“หรือพูดอีกอย่างคือ…ไม่มีกำลังใจที่จะเลือก…”
“ภายใต้คลื่นลม เราจึงลอยไปตามกระแส…”
อวี้เซี่ยวหู่ยิ้มเล็กน้อย
“พี่คุน ไม่นึกว่า…นาย…จะพูดได้ลึกซึ้งขนาดนี้…”
“เหอะ” สวี่คุนยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“พี่คุนของนายนี่ร้ายกาจไหมล่ะ?”
ดวงตาของอวี้เซี่ยวหู่มีน้ำเอ่อคลอ ใช่แล้ว ลอยไปตามกระแสน้ำ ตระกูลอวี้ล่มสลาย และพวกเขายังเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญ แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับเขากับน้องสาวอวี้มู่หว่านด้วยหรือ?
ไม่เลยสักนิด!
แต่แล้วยังไงล่ะ?
ผิดหรือถูก หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม สิ่งเหล่านั้นไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อช่วยเหลือเขาและน้องสาวได้เลย พวกเขาต่างก็เป็นเพียงคนธรรมดาที่ถูกเม็ดทรายแห่งยุคสมัยกดทับร่างกายเอาไว้เหมือนกัน
“ความจริงแล้ว…” สวี่คุนชายตามองชายหนุ่มรูปงามเหนือใครที่อยู่นอกหน้าต่างเรือ แล้วยิ้มพูดว่า
“คำพูดพวกนี้ เมื่อคืนตอนที่จ้าวอู่เจียงคุยเล่นกับฉัน เขาเป็นคนพูดถึงน่ะ”
“เขายังบอกอีกว่า ทุกอย่างจะดีขึ้น เขาเชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะต้องดีขึ้น และเขายังพูดอีกว่า พวกเรา รวมถึงทางการที่คุ้มครองพวกเรา… คนที่อยู่เบื้องบนเหล่านั้น จะต้องทำให้พวกเรามีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน…”
“คนธรรมดาต้องมีความตระหนักรู้ในแบบคนธรรมดา ต้องเชื่อมั่นและก้าวเดินตามทางการไปอย่างมั่นคง!”
“เพราะคนเหล่านั้นที่หลงคิดว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องเดินตามทางการ… เกือบทั้งหมดล้วนหลงทางหายไปในมหาสมุทรแห่งยุคสมัย ไม่เช่นนั้นก็กลายเป็นอาหารปลาไปหมดแล้ว”
“แต่…” อวี้เซี่ยวหู่ขมวดคิ้วเข้มเมื่อนึกถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
“ถ้าดูในระยะยาว…” สวี่คุนเม้มปาก
“จ้าวอู่เจียงบอกว่า ให้ลองยืดเวลาออกไป แล้วค่อยย้อนกลับมามองปัญหา”
“เรื่องที่ตอนนี้ยังไม่เข้าใจ ในอนาคตก็จะเข้าใจไปเอง”
“คนส่วนใหญ่มักจะสับสนหลงทาง หาเส้นทางที่แท้จริงไม่เจอ แต่นั่นไม่เป็นไร แค่เดินตามผู้นำไปก็พอ…”
“รุ่งโรจน์ด้วยกัน ล่มจมด้วยกัน…”
“เหมือนกับการเกาะขาคนเก่งในเกม…”
“ป๋าในเกมช่วยแบกทีมไง!”
“ไม่ใช่พวกที่ชอบโชว์เดี่ยวหรือหวังพึ่งปาฏิหาริย์…”