ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2041 กระจกสะท้อนไร้ร่าง
บทที่ 2041 กระจกสะท้อนไร้ร่าง
ในอดีตเขาไม่ได้ฉุกคิดเลยแม้แต่น้อย แม้แต่ตอนเปิดใช้งานกระจกใบนั้น เขาก็ทำไปเพียงเพราะบังเอิญได้เข้าด้ายเข้าเข็มร่วมสัมพันธ์รักกับจิ้งเอ๋อร์จนบรรลุเงื่อนไขการเปิดใช้แบบงง ๆ เท่านั้น
หลังจากนั้นเรื่องกระจกใบนี้ก็ถูกเขาละทิ้งความสนใจไปนานแสนนาน
และเมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายที่ดวงจิตของจิ้งเอ๋อร์พลัดพรากแตกซ่านจนต้องมาสถิตอยู่ในร่างเขาในตอนนี้ เขาก็ไร้ความสามารถที่จะเปิดใช้งานมันขึ้นมาได้อีก ผสมปนเปกับความกังวลที่ว่าจะต้องมาทนเห็นของต่างหน้าของหญิงสาวอันเป็นที่รักแล้วยิ่งชอกช้ำใจ เขาจึงไม่ได้หยิบเอากระจกทองสัมฤทธิ์ที่เป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ใบนี้ออกมาอีกเลย
ในตอนนี้ เขาหงายฝ่ามือขึ้นแล้วหยิบกระจกทองสัมฤทธิ์ใบนั้นออกมาด้วยความสะท้าน ลวดลายสลับซับซ้อนเหนือพรรณนาบนใบกระจกใบนั้นเขาจดจำฝังลึกได้ถึงวิญญาณ การที่เขาได้กำกระจกใบนี้ไว้อีกครั้งก็ราวกับว่าเขายังคงกอบกุมอดีตเอาไว้ได้
หน้ากระจกในยามนี้ไม่มีความมันวาว กลับดูเหมือนถูกฉาบด้วยไอหมอกที่หนาทึบ
ภาพที่กระจกสะท้อนออกมาให้เห็นจากบรรยากาศรอบกายในตอนนี้นั้นดูพร่ามัว คล้ายกับความตั้งใจที่มันอยากจะผนึกเอาภาพฉากเหล่านี้ไว้เป็นเพียงเรื่องราวในความหลังเท่านั้น
จ้าวอู่เจียงค้นพบสัจธรรมที่น่าหวั่นใจประการหนึ่ง คือหน้ากระจกใบนี้… ไม่สะท้อนใบหน้าของเขาให้เห็นเลย
เขายึดกระจกไว้ในมือแท้ ๆ แต่ในกระจกใบนั้นกลับไม่มีตัวตนของเขาเนี่ยนะ?
‘สิ่งนี้มันกำลังสื่อความหมายอะไรอยู่กันแน่?’
‘หรือกระจกทองสัมฤทธิ์ใบนี้จะแสดงให้เห็นเพียงสิ่งที่จะยังดำรงอยู่จริงในอนาคตข้างหน้าเท่านั้น?’
เช่นตึกทรงรูบิคหลังนี้ ต่อให้ในอนาคตอันยาวนานข้างหน้าอารยธรรมจะถึงกาลพินาศลง แต่อย่างน้อยร่างที่แท้จริงของตึกหลังนี้ก็ยังตั้งอยู่ เพียงแต่ต้องอยู่ท่ามกลางเศษละอองฝุ่นเท่านั้น
‘แล้วทำไมภาพของเขา จ้าวอู่เจียง ถึงไม่อยู่ในนั้น? เพราะเขาคือคนที่มี “ไม่มีตัวตน” ในอนาคตงั้นหรือ?’
‘หรือความจริงแล้ว ในวันพรุ่งที่กำลังจะมาถึง… ตัวเขาจะไม่ได้สถิตอยู่บนโลกใบนี้แล้วจริง ๆ?’
จ้าวอู่เจียงพยายามใช้ชายเสื้อขยี้ถูเช็ดกระจกอย่างแรง ทว่าความพร่ามัวบนใบหน้าของมันกลับไม่ลดเลือนลงเลยแม้แต่กระผีกเดียว
กระจกทองสัมฤทธิ์ตอนนี้ก็เปรียบเสมือนสิ่งที่ไร้ลมหายใจ ไม่มีการส่องรัศมีพลังชี่ใด ๆ และดูจะเป็นเรื่องที่ยากเย็นเหลือเกินที่จะหาทางปลุกมันให้ฟื้นกลับคืนชีพมาอีกครั้ง
จ้าวอู่เจียงทอดถอนหายใจและจัดการเก็บกระจกเข้าที่ เขากวาดสายตามองไปรอบตึกซึ่งตกแต่งด้วยข้าวของที่ดูคุ้นตาเป็นครั้งสุดท้าย แล้วจึงเริ่มก้าวเดินตามห้องหับและทางเชื่อมต่าง ๆ เพื่อสำรวจส่วนอื่น ๆ ภายในอาคาร
ทว่าก็น่าเสียดายที่เขาหาใครไม่พบแม้แต่เพียงเงาคนเดียว สิ่งที่เจอเพียงอย่างเดียวคือรูขนาดใหญ่บนพื้นที่ส่วนฐานอาคาร ซึ่งเขาวิเคราะห์จากร่องรอยแล้วว่าน่าจะเป็นอานุภาพที่เกิดจากความรุนแรงของการระเบิด
ภายใต้รูที่ระเบิดออกนั้นเป็นพื้นที่สนามหญ้าและท้องถนน ที่มีเหล่ากลุ่มผู้ติดเชื้อซึ่งดวงตาเต็มไปด้วยอาการหลงผิดเลื่อนลอยมาชุมนุมออกันอยู่ พวกมันต่างพากันแหงนหน้าจับจ้องมาทางเขาราวกับจะทำหน้าที่แทนกัน จ้าวอู่เจียงจึงถะยานร่างโดดลงมาจากความสูงพุ่งตรงเข้าไปกลางดงศัตรูเหล่านั้นทันที
บรรดาผู้ติดเชื้อในสภาพที่ชุดฉีกขาดสะบักสะบอม เนื้อตัวสกปรกพุพองไปทุกสัดส่วนพากันคำรามแผดร้องแล้วพุ่งตรงมาเพื่อฉีกทึ้งตัวเขา
ตึง!
ทันทีที่เขาร่วงหล่นถึงพื้น รัศมีจากตัวของเขาก็กระแทกร่างของผู้ติดเชื้อรายหนึ่งจนร่างแหลกจมดินไปทันที เลือดสีดำคล้ำที่ดูน่ารังเกียจกระเซ็นสาดซ่าน กอปรกับรัศมีพลังชี่ที่แสนจะกล้าแข็งระเบิดส่งผ่านออกมารอบตัว ส่งผลให้ศัตรูหน้าไหนก็ตามที่โถมเข้ามา ต่างพากันถูกคลื่นพลังปัดจนลอยเคว้งและปลิวว่อนล้มไม่เป็นท่าไปคนละทิศคนละทาง
เขารีบหันไปจ้องมองชายลึกลับผู้นั้น ปลายนิ้วยังไม่ทันขยับ แต่ข้างกายของเขาก็ปรากฏยันต์อสนีสวรรค์ที่ค่อย ๆ ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“จ้าวอู่เจียง ผู้หญิงแซ่หลิวคนนั้นน่ะ ยังคงอยู่ในห้องปฏิบัติการของบริษัทเราอยู่นะ”
ชายคนนั้นไม่มีท่าทีหวาดเกรงจ้าวอู่เจียงเลยแม้แต่นิดเดียว ก่อนจะกล่าวต่อไปด้วยเสียงเยือกเย็น
“ถ้าคุณไม่จัดการคราบเลือดพวกนี้ทิ้งเสียตอนนี้ มันจะเป็นตัวเร่งให้แหล่งกบดานผู้รอดชีวิตใต้เท้าคุณถึงกาลพินาศเร็วขึ้น! ซึ่งแหล่งกบดานแห่งนี้ ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมที่มันควรจะถูกทำลาย”
จ้าวอู่เจียงไม่มีคำตอบใดหลุดจากปาก ยันต์อสนีสวรรค์เป็นตัวทำหน้าที่ตอบแทนเจตนารมณ์ของเขา มันพุ่งเข้าโจมตีใส่ชายผู้นั้นในทันที
ชายในชุดเกราะดำเพียงแค่ดีดนิ้วเบา ๆ ทันใดนั้นรอบกายเขาก็แผ่คลื่นเสียงที่มองไม่เห็นออกมาสลายยันต์สายฟ้าจนแตกละเอียด เขายิ้มออกมาพลางเอ่ยว่า
“ผมอยากจะทดสอบระดับฝีมือของคุณมานานแล้ว
คุณน่ะพัฒนาได้รวดเร็วดีนะ แต่ก็เก่งได้แค่นี้แหละ ในเมื่อเป็นเพียงขั้นขอบเขตดาราจักรเล็กเหมือนกัน คุณไม่มีทางเป็นคู่มือของผมได้หรอก”
ตอนนี้จ้าวอู่เจียงจำเจ้าของเสียงนี้ได้แม่นยำแล้ว และข้อสงสัยหลายประการก็คลี่คลายลงในชั่วอึดใจเดียว
อย่างเช่นว่า ทำไม A1 ถึงได้รู้ว่าเขากำลังตามหาดวงจิตของจิ้งเอ๋อร์อยู่ อีกฝ่ายไปได้ข้อมูลมาจากที่ไหน?
อย่างเช่นว่า ทำไมในตอนนั้นตระกูลอวี้ถึงไม่ได้ฆ่าคนปิดปากทุกคนในสถานสงเคราะห์ทิ้งไปให้หมด
และทำไมเมืองเล็ก ๆ อย่างเมืองเปียนอวิ๋น ถึงได้มีคนจำนวนมากถูกหลอกล่อให้เข้าไปลองยาในบริษัทชีวภาพอย่างหย่งเซิงเทคโนโลยี?
นั่นเป็นเพราะที่นี่… คือถิ่นอิทธิพลของชายตรงหน้าคนนี้น่ะสิ
จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้วจ้องเขม็งไปที่ชายผู้นั้น
“ผู้จัดการส่วนตัวของคุณไม่ได้มาด้วยงั้นเหรอ?
แล้วน้องชายของคุณล่ะ? อยู่ในแหล่งกบดานผู้รอดชีวิตข้างล่างนี้ใช่ไหม?
หรือความจริงแล้ว ไอ้พวกลูกน้องที่เดินตามคุณสองคนนั่นก็เป็นคนของหย่งเซิงเทคโนโลยีเหมือนกันหมด?
แล้วอีกอย่าง… แม่หนูเมิ่งหลินน้อยอยู่ที่ไหน?”
ชายที่ยืนอยู่เบื้องหน้าในตอนนี้ ก็คือไอดอลหน้าใหม่ที่จ้าวอู่เจียงเคยพบก่อนหน้านี้ ซีเหมินฉางชิ่ง!
และเขานี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้ A1 ล่วงรู้ว่าเขากำลังรวบรวมดวงจิตของจิ้งเอ๋อร์อยู่
ในฐานะที่เป็นคนใกล้ชิดของแม่หนูเมิ่งหลิน และยังเป็นยอดฝีมือของหย่งเซิงเทคโนโลยี ย่อมต้องล่วงรู้ความพิเศษที่อยู่ในตัวของเมิ่งหลินเป็นธรรมดา!
การที่เขาดึงเอาดวงจิตส่วนที่อาศัยอยู่ในตัวของเมิ่งหลินออกมาในครั้งนั้น ภายหลังย่อมต้องถูกซีเหมินฉางชิ่งจับสังเกตได้ และคงจะรายงานเรื่องนี้ส่งตรงไปยัง A1 เรียบร้อยแล้ว
ย่อมไม่ใช่เรื่องยากที่ A1 จะวิเคราะห์จากการกระทำนี้ว่าตัวเขา จ้าวอู่เจียง กำลังพยายามตามหารวบรวมวิญญาณส่วนที่เหลืออยู่ของจิ้งเอ๋อร์
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมจ้าวอู่อวี้ที่เป็น ‘ลูกนอกสมรส’ ถึงได้มีความเกี่ยวข้องกับดาวเสี่ยวชางมากมายถึงขนาดนี้ นั่นก็เพราะทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของพนักงานจากหย่งเซิงเทคโนโลยีที่ A1 วางหมากไว้อย่างรอบคอบนั่นเอง
“กรุณาเรียกผมว่า A3 เถอะครับ” ซีเหมินฉางชิ่งยิ้มออกมาบาง ๆ
“สำหรับพวกคนที่คุณเอ่ยถึงน่ะ ทั้งหมดล้วนอยู่ในแหล่งกบดานที่ซ่อนอยู่ภายใต้ฝ่าเท้าของคุณตอนนี้ทั้งนั้นแหละ”