ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2037 ความรักที่พรรณนาไม่หมดสิ้น
บทที่ 2037 ความรักที่พรรณนาไม่หมดสิ้น
“ฉันอธิบายเองแล้วกัน…” จูกัดเซี่ยวไป๋เดินอาด ๆ มาถึงประตูอย่างเนิบนาบ ก่อนจะเอ่ยตรงไปตรงมาว่า
“นายรู้ไหมว่าทำไมพวกตาแก่ตั้งมากมายถึงไม่ยอมออกไปตามหายากันเอง?
ก็เพราะพวกเขา ‘กลัวตาย’ ไงล่ะ!
ขอบเขตดาราจักร เมื่อพูดถึงชื่อนี้แล้ว เจ้าจงจินตนาการว่าตัวเองเป็นเหมือนดวงดาวดวงหนึ่ง
แต่มันไม่ได้แปลว่าเจ้าจะไร้เทียมทาน วิกฤตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของดวงดาวคืออะไร?
มันคือการ ‘ไร้ซึ่งพลังชีวิต’ ไงล่ะ!
ไม่ใช่ไร้พลังชีวิตแบบที่ตัวเองต้องตายไปในทันที แต่หมายถึง ‘ความแห้งแล้งเหี่ยวเฉา’!
มันคือสภาวะที่สิ่งมีชีวิตบนดาวนั้นล้มหายตายจากไปจนหมด จนในที่สุดดาวดวงนั้นก็จะกลายเป็นดวงดาวที่เงียบเหงาและอ้างว้าง
ในเวลานี้ บรรดาดวงดาวที่ล่มสลายเหล่านั้นเปรียบเสมือนดาวที่ตายแล้ว กลิ่นอายแห่งความตายของสิ่งมีชีวิตที่ดับสูญภายในดาวนั้นจะคอยกัดกร่อนพลังเทพแห่งขอบเขตดาราจักรของเจ้าอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้นจงระวังทุกก้าวย่างให้ดี บรรดาผู้ติดเชื้อพวกนั้นทำอะไรเจ้าไม่ได้หรอก แต่กลิ่นอายแห่งความตายที่ติดอยู่ตามตัวของพวกเขานั่นแหละ ที่จะสร้างบาดแผลให้แก่เจ้า หรือแม้กระทั่งพรากชีวิตเจ้าไปได้เลยจริง ๆ”
จ้าวอู่เจียงพยักหน้าเข้าใจ หลังจากที่จูกัดเซี่ยวไป๋อธิบายเขาก็เข้าใจทันที
กลิ่นอายแห่งความตายของสิ่งมีชีวิต เป็นสิ่งที่ยอดฝีมือขอบเขตดาราจักรต่างพยายามหลีกเลี่ยง เพราะเกรงว่าจะส่งผลเสียต่อตนเอง ด้วยเหตุนี้พวกตาแก่กลุ่มนี้จึงไม่ยอมขยับตัวไปไหน และเลือกที่จะส่งคนอื่นไปรวบรวมข้อมูลแทน
ทว่าเขายังคงสงสัยอยู่เรื่องหนึ่ง คือทำไมจูกัดเซี่ยวไป๋และเฟิงฉางอี้ถึงได้ตื่นเช้ากันนัก? ทำไมต้องมายืนดักรอเขาเพื่อสั่งเสียเรื่องต่าง ๆ ตั้งแต่หัววันแบบนี้?
จ้าวอู่เจียงรู้สึกแปลกใจ แต่แล้วความฉงนก็เพิ่มมากขึ้นเมื่อเห็นเซวียนหยวนซวิ่นเดินเอามือไพล่หลังมาที่ประตูรั้วด้วยอีกคน อีกฝ่ายส่ายหัวพลางมีสีหน้าท่าทางไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไร ก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยเสียงทุ้มว่า
“นายนี่นะ วันหน้าวันหลังก็ควรรู้จักยับยั้งชั่งใจบ้าง!”
พูดจบเขาก็สะบัดหน้าเดินจากไปทันที
จ้าวอู่เจียงงุนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูก ‘มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย?’
จูกัดเซี่ยวไป๋หัวเราะออกมาเบา ๆ “นายไปหาผู้ป่วยเมื่อวานนี้เถอะ”
จ้าวอู่เจียงพยักหน้า เขาควรจะไปจัดการเรื่องสำคัญที่เป็นธุระหลักเสียก่อน
หลังจากที่เขาเดินพ้นจากลานพักไปทางทิศที่เฟิงฉางอี้ชี้บอก
เมื่อจ้าวอู่เจียงจากไปแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของจูกัดเซี่ยวไป๋ก็ยิ่งกว้างขึ้น เขาหยิบยื่นมือไปทางเฟิงฉางอี้
“เอาล่ะ ในเมื่อกล้าพนันก็ต้องกล้ายอมรับความพ่ายแพ้ เอามาให้ฉันเสียดี ๆ”
สีหน้าของเฟิงฉางอี้สลัวลงทันที
ตาแก่ทั้งสามคนร่วมพนันกันเมื่อคืนนี้ โดยจูกัดเซี่ยวไป๋บอกว่าจ้าวอู่เจียงมีความสามารถในการปราบหญิงสาวและมีความอึดที่ยาวนานเป็นเลิศ ซึ่งแน่นอนว่าเฟิงฉางอี้และเซวียนหยวนซวิ่นไม่เชื่อ เพราะคนเราต่อให้ทนทานแค่ไหนมันจะไปเหนือล้ำขอบเขตของมนุษย์ปกติได้อย่างไร?
แต่ผลปรากฏว่าหลังจากที่พวกเขาลอบไปแอบฟังอยู่พักใหญ่ จูกัดเซี่ยวไป๋ก็ชนะขาดลอย เพราะจ้าวอู่เจียงนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าคนทั่วไปจะจินตนาการได้จริง ๆ
‘นี่มันไม่ใช่คนแล้ว!’
ผลลัพธ์นี้ทำให้เฟิงฉางอี้และเซวียนหยวนซวิ่นต้องเสียสมบัติล้ำค่าไปคนละชิ้น
ด้วยเหตุนี้เอง เซวียนหยวนซวิ่นถึงได้มีท่าทางหงุดหงิดและต้องพูด “กำชับ” ให้จ้าวอู่เจียงรู้จักรู้จักเพลา ๆ ลงบ้าง
“สวัสดิ์ครับ ผมชื่อจ้าวอู่เจียง คุณน่าจะรู้จักผมนะ” จ้าวอู่เจียงมองไปยังชายหนุ่มที่มีอาการทางจิตตรงหน้าพลางยิ้มให้ “เมื่อวานเราพบกันแล้ว คุณยังแอบยัดกระดาษใส่มือผมอยู่เลย จำได้ไหมครับ?”
“ผม… ผม… ผมจำคุณได้”
ชายในชุดผู้ป่วยลายขวางสีฟ้าสลับขาวเอ่ยขึ้น สภาพของเขาดูทรุดโทรมกว่าเมื่อวานมาก เส้นผมที่เคยยุ่งเหยิงดูสับสนวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม บางส่วนชี้โด่เด่ บางส่วนก็ปรกหน้าผาก ท่าทางดูอ่อนแรงและเครียดจัด
เมื่อได้ยินว่าชายผู้ป่วยคนนี้รู้จักเขา ดวงตาของจ้าวอู่เจียงก็ทอประกายวับขึ้นมาทันที “เราเคยพบกันมาก่อนหน้านี้ หรือว่าคุณเคยได้รับข้อมูลของผมมาจากที่ไหนครับ?”
“ผมเคย… ผมเคย…” ชายคนนั้นพูดติดอ่าง “ผมเคยเห็น… เห็นคุณ ในโลกของพระเจ้า”
“หือ?” จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้ว เขาสังเกตเห็นได้ชัดว่าเมื่อเขาเริ่มตั้งคำถาม ชายตรงหน้าจะเริ่มมีท่าทีตื่นตระหนกและกดดันมากขึ้น เขาจึงไม่รีบเร่งบีบคั้นแต่เลือกที่จะปลอบโยนแทน “ไม่ต้องกังวลครับ ผมแค่ถามดูเล่น ๆ ว่าแต่ ผมยังไม่ได้ถามชื่อคุณเลย คุณชื่อว่า…”
จ้าวอู่เจียงยื่นมือออกไป ในใจกลางฝ่ามือปรากฏเงาอวตารเสมือนจริงซึ่งเป็นรูปลักษณ์ของเซวียนหยวนจิ้ง เขาเอ่ยถามว่า “คือคนนี้หรือเปล่าครับ?”
ทันทีที่หลี่ปิ่งวั่งเห็นเซวียนหยวนจิ้ง เขาก็เริ่มมีท่าทีตื่นเต้นขึ้นมาทันที “ใช่…
ใช่! คือคนนี้แหละ เซวียน… เซวียนหยวนจิ้ง… เธอ… เธอหลอกคุณ… คุณต้องระวัง คุณต้องระวังนะ!”
ใบหน้าของจ้าวอู่เจียงสลดลงและเคร่งเครียดขึ้นมาทันที “คุณไปเห็นที่ไหนมาครับ?”
“เห็นใน… เห็นใน…” หลี่ปิ่งวั่งเริ่มมีอาการกล้ามเนื้อหน้ากระตุก เขาเหลียวมองไปรอบ ๆ ห้องพักคนป่วย พลางเอียงคอที่สั่นเทาไปมา “ก็… ก็ในห้องนี้นี่แหละ… ผมเห็นผู้คนมากมายอยู่เสมอ”
จ้าวอู่เจียงกวาดสายตาไปรอบห้องที่ดูว่างเปล่าและสะอาดเรียบร้อย “แล้วตอนนี้ล่ะ?”
“พวกเขา…” หลี่ปิ่งวั่งก้มหน้าลงอีกครั้ง ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว “ก็ตอนนี้นี่แหละ… พวกเขา… กำลังมองเจ้าอยู่”
ชายในชุดผู้ป่วยลอบกลืนน้ำลายเพื่อระงับความตื่นเต้นที่อยู่ในใจ ก่อนจะตอบกลับมาว่า
“หลี่… หลี่ปิ่งวั่ง…”
“หลี่ปิ่งวั่ง…” จ้าวอู่เจียงยิ้มรับ ในฐานะที่เขาเคยทำหน้าที่เป็นหมอ เขาจึงมีความอดทนต่อผู้ป่วยที่มีปัญหาทางจิตเป็นพิเศษ เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลต่อว่า “ที่คุณบอกว่าเห็นผมในโลกของพระเจ้า ช่วยเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ?”
“โลกของพระเจ้า… มัน… ใหญ่มาก!” หลี่ปิ่งวั่งไม่ได้มองมาที่จ้าวอู่เจียง แต่กลับจดจ้องไปที่พื้นเบื้องล่าง นิ้วมือทั้งสองข้างบีบเข้าหากันแน่นด้วยความกังวลอย่างสุดซึ้ง “ผมเห็นผู้คนมากมาย…
มี… มีคุณ…
คุณสวมชุดสีดำ…
แต่เส้นผมของคุณไม่ใช่แบบนี้ ไม่เหมือนกับที่คุณเป็นตอนนี้
พระเจ้า… พระเจ้าต้องการฆ่าคุณ!
คุณ… คุณวิ่งหนี คุณพาผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งหนีไปพร้อมกับคุณ…”
“จะฆ่าผมงั้นหรือ?” จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้ว คำว่า ‘พระเจ้า’ ในที่นี้หมายถึงอะไร? ศัตรู? หรือว่าหมายถึงเทพมรรคา?
แล้วผู้หญิงคนนั้นคือใครกัน? ไม่ใช่จิ้งเอ๋อร์หรอกนะ?