ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 727 ไม่กลัวศัตรูที่แข็งแกร่งเท่ากลัวสหายผู้โง่เขลา
- Home
- ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
- บทที่ 727 ไม่กลัวศัตรูที่แข็งแกร่งเท่ากลัวสหายผู้โง่เขลา
เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อซิ่วไฉต้องเผชิญหน้ากับเหล่าทหาร ยากนักที่จะอธิบายความบริสุทธิ์ของตน
ยิ่งทหารเหล่านี้ไร้ซึ่งเหตุผล ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก
เมื่อเห็นว่าผู้คุ้มกันขององค์หญิงเก้าลงมือทำร้ายคนจริง ๆ เหล่าขุนนางก็สงบลง เชื่อฟัง ยืนประจำตำแหน่งเดิมโดยดี
“โอหังก็ต้องเจอแบบนี้!”
จินเฟิงพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเดินเข้าไปหาองค์หญิงเก้า แล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงว่า “เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
“ข้าไม่เป็นไร” องค์หญิงเก้าส่ายหน้าแล้วเงยหน้ามองเฉินจี๋
“จินเฟิง จับพวกมันไปขังไว้ที่ซูมี่เยวี่ยนให้หมด! หากผู้ใดขัดขืนเจ้าจงจัดการเสีย! ส่วนเจ้าฉินเจิ้น จงร่วมมือกับจินเฟิง หากผู้ใดก่อความวุ่นวายให้หน่วยข่าวกรองสืบสวนผู้นั้น!”
เฉินจี๋ถูกเหล่าขุนนางกราบทูลจนรู้สึกเดือดดาล ไม่ทรงมีพระทัยจะตรัสสิ่งใดอีก จึงเสด็จออกไปพร้อมกับอิ๋นเชวี่ย
“เขาคือจินเฟิง!”
“บุรุษบ้าระห่ำ!”
เมื่อครู่เหล่าขุนนางต่างสงสัยว่าจินเฟิงเป็นผู้ใด บัดนี้เมื่อได้ยินเฉินจี๋เอ่ยนามของจินเฟิงออกมา พวกเขาจึงรู้ถึงตัวตนของเขา
เมื่อมองไปยังจินเฟิงอีกครั้ง สายตาของเหล่าขุนนางก็เปลี่ยนไป
ในท้องพระโรงต้าคัง ผู้ใดเล่าจะไม่รู้ว่าจินเฟิงเป็นคนบ้า?
การกระทำเมื่อครู่นี้ก็ยิ่งพิสูจน์ข้อนี้
หากมิใช่ผู้เสียสติ ผู้ใดเล่าบังอาจต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้เช่นนี้ กล้าลงไม้ลงมือกับขุนนางราชสำนักถึงหงเต๋อเตี้ยนเช่นนี้!
ยิ่งไปกว่านั้นจินเฟิงยังบังอาจลั่นกระสุน ปล่อยให้กลิ่นดินปืนคละคลุ้งไปทั่วทั้งท้องพระโรง
“พวกเจ้าทั้งหลาย คำตรัสของฝ่าบาทเมื่อครู่ พวกเจ้าคงได้ยินกันถ้วนหน้าแล้วนะ”
จินเฟิงกวาดสายตามองเหล่าขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊พลางเอ่ยเยาะหยัน “ไปสภาขุนนางเสีย อย่ารอให้คนของข้าต้องลงมือ พวกเจ้าล้วนเป็นบุคคลสำคัญ หากบาดเจ็บอันใดขึ้นมาคงไม่งาม”
“หากจะให้ข้าไปยังซูมี่เยวี่ยนก็ยินดี แต่ขอให้ข้าได้แจ้งแก่ทางบ้านสักหน่อย เกรงว่าพวกเขาจะร้อนใจ” ชายชราผมขาวโพลนเอ่ยขึ้น
“เจ้าคิดอะไรอยู่?”
จินเฟิงมองเขาราวกับมองคนโง่งม “เจ้าคงรู้แล้วว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น? องค์รัชทายาทบุกพระราชวัง หวังโค่นราชบัลลังก์! ตอนนี้ฝ่าบาทต้องการตามหาผู้สมรู้ร่วมคิดกับองค์รัชทายาท เจ้าส่งข่าวกลับบ้านเช่นนี้ คิดจะให้คนในบ้านทำลายหลักฐานหรืออย่างไร?”
“จินเฟิง อย่ามาใส่ร้ายป้ายสีกัน!”
ชายชราผมขาวได้ยินดังนั้น จึงเอ่ยตำหนิด่าทอ
“ข้ากล่าวหาหรือเจ้าทำตัวมีพิรุธ คอยให้ผลการสอบสวนออกมาก็จะรู้เอง!”
จินเฟิงหันไปทางฉินเจิ้น “ท่านแม่ทัพฉิน ข้าเห็นว่าคนผู้นี้มีพิรุธยิ่งนัก ควรให้หน่วยข่าวกรองสืบสวนเขาก่อน!”
“ตกลง!” ฉินเจิ้นพยักหน้าเห็นด้วย
ชายชราผมขาวได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปในทันใด
ขุนนางคนอื่นที่คิดจะโต้เถียงกับจินเฟิง ต่างก็ล้มเลิกความคิดนั้นไปในทันที
“เจ้าช่างเตือนข้าได้ดี” จินเฟิงหันไปมองเฉาตงอีกครั้ง “เจ้าจงจับตาดูพวกเขาให้ดี ห้ามผู้ใดแพร่ข่าวออกไปเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”
“รับทราบ!” เฉาตงรีบพยักหน้ารับคำ
“พาพวกเขาไปยังซูมี่เยวี่ยนเดี๋ยวนี้”
จินเฟิงโบกมือ เฉาตงจึงรีบสั่งการผู้คุ้มกันภัยให้คุมตัวขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ไปยังสภาขุนนางที่อยู่ข้างหงเต๋อเตี้ยน
“ท่านอาจารย์ โชคดีที่ท่านมาทันเวลา มิเช่นนั้นวันนี้คงวุ่นวายไปหมดแล้ว”
ครั้นเมื่อผู้คุ้มกันภัยพาตัวขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ออกไปจนหมดแล้ว องค์หญิงเก้าจึงเอื้อมมือไปช่วยจัดเสื้อผ้าของจินเฟิงที่ยับยู่ให้เข้าที่เข้าทาง
“คนพวกนี้ชอบรังแกคนอ่อนแอ ข่มเหงผู้อ่อนด้อย เห็นทีต้องขู่ให้เข็ดหลาบเสียบ้าง!”
“ว่าไปแล้วก็เป็นเพราะบารมีของเสด็จพ่อไม่มากพอ หากเป็นไท่ซ่างหวงยังอยู่ คิดหรือว่าจะมีผู้ใดกล้าส่งเสียงอื้ออึงในหงเต๋อเตี้ยนเช่นนี้ พวกมันคงถูกลากออกไปโบยจนตายไปนานแล้ว!”
องค์หญิงเก้าถอนหายใจพลางเอ่ยว่า “หวังว่าเรื่องครั้งนี้จะทำให้เสด็จพ่อเปลี่ยนแปลงพระองค์ได้บ้าง”
แท้จริงแล้วจินเฟิงอยากเอ่ยว่า ‘สันดานคนแก้ไขได้ยาก’ แต่ด้วยเกรงว่าจะกระทบความรู้สึกขององค์หญิงเก้า จึงได้แต่เออออไปว่า “ขอเพียงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาล”
ทั้งสองเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ออกจากหงเต๋อเตี้ยน ก็เห็นต้าหลิววิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
“ท่านอาจารย์ ลั่วหลานพึ่งส่งข่าวมา นางติดต่อพี่เหลียงได้แล้ว พวกผู้คุ้มกันรอบ ๆ เมืองหลวง ก็ไปรวมตัวกันที่ปาหลี่โกวเรียบร้อยแล้ว”
แม้ฉินเจิ้นจะยังไม่สามารถกำราบกองทหารรักษาพระองค์ได้ทั้งหมด แต่ก็ถือว่าสามารถควบคุมกองทหารรักษาพระองค์ได้อีกครั้ง ต้าหลิวจึงนั่งกระเช้าไปพบแม่นางลั่วหลานนอกเมืองตั้งแต่เช้าตรู่ และเพิ่งกลับมาโดยกระเช้านี่เอง
“พี่เหลียงมาแล้ว ยอดเยี่ยม!”
จินเฟิงหันไปถามเป่ยเชียนสวิน “เจ้ารู้จักพื้นที่รอบ ๆ เมืองหลวงดี รู้หรือไม่ว่าที่ใดเหมาะแก่การซ่อนตัว?”
“ประตูเมืองทิศตะวันตก เดินทางออกไปห้าลี้ แล้วมุ่งหน้าไปทางทิศเหนืออีกสามลี้จะพบกับสุสานรกร้าง ที่นั่นมีป่ารกทึบ พวกชาวบ้านไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้ เหมาะแก่การซ่อนตัวยิ่งนัก” เป่ยเชียนสวินกล่าวตอบ
“ประตูเมืองทิศตะวันตกห้าลี้ แล้วไปทางเหนืออีกสามลี้…”
จินเฟิงล้วงหยิบแผนที่ออกมาจากชายแขนเสื้อ พลางกวาดสายตามองหาตำแหน่งที่เป่ยเชียนสวินบอกเล่าเมื่อสักครู่ ก่อนจะพบกับสัญลักษณ์รูปสุสานปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษ
“สถานที่แห่งนี้เหมาะแก่การซ่อนตัวเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งระยะทางก็ไม่ไกลเกินไป”
จินเฟิงเอ่ยขึ้นก่อนจะเก็บแผนที่แล้วหันไปหาต้าหลิว “เจ้าจงส่งคนไปแจ้งข่าวแก่พี่เหลียง ขอให้เขานำกำลังพลไปดูลาดเลาที่สุสานรกร้างแห่งนั้น หากเหมาะสมขอให้เขากับพวกที่เหลือรอสัญญาณจากข้าอยู่ที่นั่น!”
“ทราบ!”
ต้าหลิวเรียกหาผู้คุ้มกันภัยคนหนึ่ง แล้วสั่งให้ไปส่งจดหมาย
“ยังมิได้กินอะไรใช่หรือไม่ ไปหาอะไรกินก่อนเถิด”
จินเฟิงตบบ่าต้าหลิวเบา ๆ
“ทราบ!”
ต้าหลิววิ่งมาตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ ไม่ได้กินอะไรเลยก็ย่อมหิวเป็นธรรมดา
“ท่านอาจารย์ เหตุใดพวกเรามีเร่อชี่ฉิวแล้วยังต้องให้พี่เหลียงหลบซ่อนอีกหรือ?”
องค์หญิงเก้าเอ่ยถามว่า “เหตุใดไม่ยกทัพข้ามแม่น้ำไปตีพวกตงหมานจนแตกพ่ายไปเลย?”
“ตลิ่งฝั่งเหนือเป็นที่ราบกว้างขวาง พวกตงหมานมีทหารม้าถึงสามหมื่น ในขณะที่พวกเรามีเพียงสองพันกว่าคน อีกทั้งส่วนใหญ่ยังไม่มีม้าศึก ยากที่พวกเราจะกำจัดพวกมันได้สิ้นซาก”
จินเฟิงอธิบายว่า “ดังนั้น พวกเราจึงต้องรอคอยต่อไปรอโอกาสที่เหมาะสม”
“ท่านอาจารย์หมายจะกวาดล้างพวกมันจนสิ้นซากหรือ!”
องค์หญิงเก้าเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ในสายตาของนาง เพียงแค่จินเฟิงอาศัยเร่อชี่ฉิวกับระเบิดมือ ไล่ต้อนจนพวกตงหมานแตกพ่ายไป นับว่าเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่แล้ว
ใครเล่าจะคาดคิดว่าจินเฟิงกลับหมายมั่นจะกวาดล้างทหารม้าตงหมานเหล่านี้จนสิ้น!
ไม่ถึงสามพันคน จะไปกวาดล้างทหารม้าสามหมื่นคนได้อย่างไรกัน?
“ปีที่แล้วชาวตงหมานประสบภัยหนาวอย่างรุนแรง หากไม่กักตัวพวกมันไว้ พวกมันจะต้องปล้นสะดมระหว่างทางหนีกลับแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นชาวบ้านที่อยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำก็จะเดือดร้อน!”
จินเฟิงกล่าวว่า “ดังนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พวกเราต้องไม่ปล่อยให้ชาวตงหมานกลุ่มนี้หนีไป!”
เนื่องจากการรุกรานอย่างไม่หยุดหย่อนของชนเผ่าเร่อนทางตอนเหนือ ชาวต้าคังที่อาศัยอยู่ทางเหนือของแม่น้ำฮวงโหจึงมีจำนวนน้อย ผู้ที่มีโอกาสต่างย้ายไปทางตอนใต้ของแม่น้ำกันหมด
ความจริงแล้วเหอเป่ยหรือทางเหนือของแม่น้ำมีที่ราบกว้างใหญ่ เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเพาะปลูก
ราชสำนักต้าคังเพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านไปทำการเพาะปลูก จึงเก็บภาษีในเหอเป่ยน้อยกว่าเหอหนานหรือทางตอนใต้ของแม่น้ำมาก
ดังนั้นชาวบ้านบางคนที่หาเลี้ยงชีพไม่ได้จริง ๆ จึงเลือกที่จะอยู่ที่เหอเป่ยต่อไป เพียงแต่มีจำนวนน้อยลงและอาศัยอยู่กระจัดกระจาย
ครั้งตงหมานยกทัพมา ใจหนึ่งคิดเพียงว่าจะมาเมืองหลวงเพื่อชิงทรัพย์สินอันอุดม จึงมิคิดเสียเวลาค้นหาหมู่บ้านเล็ก ๆ จึงมิได้ปล้นสะดมชาวบ้านที่เหอเป่ยมากนัก
แต่หากพวกมันพ่ายแพ้จากเมืองหลวง ครั้งเดินทางกลับพวกมันจะต้องปล้นสะดมหมู่บ้านเล็ก ๆ อย่างแน่นอน
จินเฟิงมิอาจปล่อยให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้
“ท่านอาจารย์พูดถูกต้องแล้ว” องค์หญิงเก้าพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าจะกราบทูลขอให้เสด็จพ่อทรงระดมทหารไปช่วยเหลือท่าน!”
“ไม่ต้อง!” จินเฟิงรีบโบกมือ
เขาไม่กลัวศัตรูที่แข็งแกร่ง เท่ากลัวสหายผู้โง่เขลา
นอกจากกองทัพเถี่ยหลินของชิ่งไหวและกองทัพเวยเซิ่งที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ที่ต้าหม่างพัวแล้ว จินเฟิงไม่เชื่อใจกองทัพต้าคังอื่นใดอีก
รวมถึงทหารรักษาพระองค์ที่ฉินเจิ้นนำทัพ
เขายอมให้ผู้คุ้มกันภัยอย่างลุยเดี่ยว ยังดีกว่าหาพวกโง่เขลามาร่วมงาน
“ท่านอาจารย์ พวกท่านมีกำลังพลน้อยนัก บริเวณเมืองหลวงก็ไม่มีพื้นที่อันใดเหมาะแก่การศึก หากคิดจะโอบล้อมกวาดล้างทัพตงหมาน พวกท่านคงมิอาจรับมือไหว”
“ทุกสิ่งหากใคร่ครวญให้ถี่ถ้วน ย่อมมีหนทางเสมอ!”
จินเฟิงหยิบแผนที่ขึ้นมาพบว่ารอบกายไม่มีโต๊ะ จึงตัดสินใจคลี่แผนที่ลงบนพื้น “การศึกไม่ได้อาศัยเพียงความได้เปรียบด้านพื้นที่อย่างเดียว หากปราศจากซึ่งทำเลที่เหมาะสม พวกเราก็ต้องร่วมกันหาหนทางอื่น!”