ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 726 เสาหลัก
“เหตุใดจึงต้องเป็นฮ่องเต้?”
จินเฟิงมองเป่ยเชียนสวินและเอ่ยถามกลับ “เป็นถึงฮ่องเต้ล้วนแต่ต้องตรากตรำทำงานหนักทุกวัน เป็นฮ่องเต้โฉดเขลาก็จะถูกคนนินทาว่าร้ายลับหลัง ไหนเลยจะสบายเท่าข้าในยามนี้ ใช้ชีวิตอิสรเสรี?
ยิ่งไปกว่านั้นข้าก็มิได้เชี่ยวชาญในการปกครอง ประชาชนต่างใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอยู่แล้ว จะคิดก่อกบฏพลิกฟ้าดินจนเกิดเป็นไฟสงครามทำไมกัน ปล่อยให้พวกเขาได้อยู่อย่างสงบสุข พวกเราก็จะได้ฉวยโอกาสที่บ้านเมืองสงบร่มเย็น หาเงินทองอย่างสุขสบาย”
นี่เป็นเหตุผลที่จินเฟิงถึงยอมช่วยเหลือเฉินจี๋
ความจริงแล้ว ก่อนหน้านี้เขาก็เคยคิดจะโค่นล้มต้าคังเพื่อสถาปนายุคสมัยใหม่
แต่สุดท้ายเขาก็ละทิ้งความคิดนี้
เมื่อบ้านเมืองรุ่งเรือง ประชาชนก็ทุกข์ยาก เมื่อบ้านเมืองล่มสลาย ประชาชนก็ทุกข์ยาก
ไม่ว่าใครจะก่อกบฏ ผู้ที่ต้องทนทุกข์ทรมานเสมอคือประชาชน
แม้ว่าสุดท้ายเขาจะสามารถสร้างยุคสมัยใหม่ได้สำเร็จ ก็ย่อมทำให้บ้านเมืองวุ่นวายอย่างแน่นอน
เขาอายุยังไม่ถึง 20 ชีวิตของเขายังอีกยาวไกล ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการรุนแรงเช่นนี้เพื่อเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง
วิธีที่ดีที่สุด คือช่วยเหลือเฉินจี๋ให้ทรงครองราชย์อย่างมั่นคงเสียก่อน กระทำเช่นนี้จึงจะเกิดผลร้ายต่อราษฎรน้อยที่สุด
เป่ยเชียนสวินพยักหน้ารับคำอย่างเลื่อนลอย เตรียมเอ่ยปากกล่าวต่อ ทว่ากลับได้ยินเสียงแหลมกังวานมาจากทิศหงเต๋อเตี้ยน
“ธนูหัวนกหวีด?”
สีหน้าของจินเฟิงเปลี่ยนไปในทันที เขารีบลุกขึ้นแล้ววิ่งตรงไปยังหงเต๋อเตี้ยนทันที
เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เป็นเครื่องยืนยันแล้วว่าทหารรักษาพระองค์ล้วนมีสายสัมพันธ์กับตระกูลใหญ่ทั้งหลาย ฉินเจิ้นเพิ่งจะได้รับมอบหมายให้ดูแลกองทหารรักษาพระองค์ ยังมิทันได้จัดการใด ๆ จึงไม่กล้าส่งพวกเขาไปคุ้มกันวังหลวง
เมื่อคืนที่ผ่านมาสูญเสียพี่น้องจากกองทัพชุดเกราะแดงไปมากมาย บาดเจ็บล้มตายไปนับไม่ถ้วน ตอนนี้จึงให้ผู้คุ้มกันภัยทำหน้าที่เฝ้าวังหลวงแทนไปก่อน
เฉินจี๋เพิ่งจะเข้าไปยังท้องพระโรงได้ไม่นาน หงเต๋อเตี้ยนก็ลั่นธนูหัวนกหวีดออกมาเสียแล้ว…
กว่าจะช่วยชีวิตเฉินจี๋เอาไว้ได้เล่นเอาหืดขึ้นคอ หากเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีก เขาคงต้องเหนื่อยเปล่าเป็นแน่
องค์หญิงเก้าได้ยินเสียงธนูหัวนกหวีดจึงรีบออกจากห้องทรงงาน นางรีบร้อนจนต้องยกชายกระโปรงวิ่งตรงไปหาหงเต๋อเตี้ยน
จินเฟิงยังไปไม่ถึงตัวหงเต๋อเตี้ยน ทหารผู้คุ้มกันภัยสองกองก็วิ่งตามมาจากข้างหลังเสียก่อน
ผู้คุ้มกันภัยทั้งหลายผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน ความเร็วของพวกเขานั้นเหนือกว่าจินเฟิงมากนัก
แต่เมื่อเห็นว่าจินเฟิงและเป่ยเชียนสวินมีเพียงสองคน หน่วยผู้คุ้มกันภัยทั้งสองก็ชะลอความเร็วลง
ในใจของพวกเขาจินเฟิงสำคัญยิ่งกว่าฮ่องเต้เสียอีก
หากฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ จินเฟิงก็ยังสามารถนำพาพวกเขาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้ แต่หากจินเฟิงเป็นอะไรไป วันดี ๆ ของพวกเขาคงถึงกาลอวสานเป็นแน่
“เหล่าจางเจ้ารออยู่ที่นี่ เหล่าเว่ยเจ้าจงนำคนไปยังหงเต๋อเตี้ยนก่อนเถิด ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องคุ้มครองความปลอดภัยของฝ่าบาทให้ได้!”
จินเฟิงวิ่งพลางออกคำสั่งไปพลาง
“ทราบ!”
ผู้คุ้มกันภัยคนหนึ่งในกลุ่มรีบเร่งควบม้าเร็วขึ้น
เมื่อจินเฟิงเข้ามาในท้องพระโรงหงเต๋อเตี้ยน พบว่าภายในวุ่นวายราวกับตลาดสด เหล่าขุนนางต่างร้องตะโกนเสียงดังโหวกเหวก ดูท่าทางจะร้อนรนกันเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนฮ่องเต้ยังคงประทับบนบัลลังก์สีหน้าบึ้งตึง
ขันทีคนสนิทนำพาองครักษ์หลวงหลายนายและทหารชุดเกราะแดงที่เหลืออยู่เพียงกองเดียว ยืนประจำการอย่างแข็งขันอยู่บนบันได
เบื้องล่างมีผู้คุ้มกันภัยกำลังควบคุมสถานการณ์อยู่
จินเฟิงกวาดตามองโดยรอบ แต่กลับไม่พบองค์หญิงเก้า
ทั้งที่เห็นนางมุ่งหน้าไปยังหงเต๋อเตี้ยน เหตุใดจึงไร้วี่แววเล่า?
จินเฟิงรั้งแขนผู้คุ้มกันภัยนายหนึ่งที่ผ่านมาเอ่ยถามว่า “องค์หญิงอยู่ที่ใด?”
“ทางนั้น!” ผู้คุ้มกันภัยชี้ไปยังกลางโถงใหญ่
กลางโถงใหญ่มีผู้คนมากมายมุงกันอยู่ ทั้งขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ รวมถึงผู้คุ้มกันภัยที่คอยรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งจินเฟิงไม่ได้สังเกตเห็นมาก่อน
บัดนี้เมื่อมองอย่างถี่ถ้วนแล้ว เห็นได้ชัดว่าผู้ที่เหล่าขุนนางล้อมอยู่ตรงกลางนั้นมิใช่ใครอื่น หากแต่เป็นองค์หญิงเก้า!
“เรื่องราวเป็นเช่นไร?” จินเฟิงเอ่ยถามผู้คุ้มกันภัยหัวหน้าหมวดพลางสั่งให้คนเปิดทางไปยังองค์หญิงเก้า “ฝ่าบาทเพิ่งจะเสด็จมาไม่นาน เกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร?”
ผู้คุ้มกันภัยกราบทูลตอบว่า “ฝ่าบาทตรัสว่า เรื่องราวเมื่อคืนย่อมมีผู้ทรงอิทธิพลคอยยุยงองค์รัชทายาทอยู่เบื้องหลัง ในเมื่อเรื่องยังมิได้ข้อยุติ จึงทรงสั่งห้ามขุนนางน้อยใหญ่ออกจากวัง
เหล่าขุนนางต่างคุกเข่ากราบทูลร้องขอความยุติธรรม บ้างก็ว่าฝ่าบาทไม่ทรงเชื่อใจพวกตน บ้างก็ทูลขอลาออกจากราชการกลับบ้านเกิด บ้างก็ร้องห่มร้องไห้ ปั่นป่วนไปทั่ว
ขันทีข้างกายฝ่าบาททรงฟาดแส้ไปหลายครั้งก็ไม่อาจระงับเหตุการณ์ได้ จึงให้พวกข้าเข้ามารักษาความสงบ เหล่าขุนนางจึงพากันรุมทำร้ายพวกข้า หัวหน้ากองพันเห็นกำลังพลไม่เพียงพอ จึงสั่งให้ขุยจื่อไปยิงธนูหัวนกหวีด”
“จากนั้นองค์หญิงก็เสด็จมา เหล่าขุนนางยิ่งทวีความโกรธเกรี้ยว พวกเขารุมล้อมองค์หญิง กล่าวหาว่านางเป็นฆาตกร ให้นางชดใช้ชีวิตและยังมีคำหยาบคายอีกมากมาย สุดท้ายจึงเป็นเช่นนี้!”
“กล่าวหาว่าองค์หญิงอู่หยางเป็นฆาตกร แล้วยังมีหน้ามาด่านางอีกหรือ?”
ดวงตาของจินเฟิงหรี่ลงเล็กน้อย น้ำเสียงเย็นเยียบ “เช่นนั้นพวกเจ้าจะทำอันใดกันอยู่ รีบพาองค์หญิงออกมาเดี๋ยวนี้!”
“แต่…พวกขุนนางเหล่านี้จะทำอย่างไร?”
หัวหน้าหมวดผู้คุ้มกันหน้าฉายแววลำบากใจ
เวลานี้องค์หญิงเก้าถูกขุนนางล้อมไว้กลางวง หากจะพาองค์หญิงออกมา พวกเขาต้องฝ่าขุนนางทั้งหลายไป
ขุนนางที่มาเข้าเฝ้าล้วนวัยชรากันทั้งสิ้น ตอนนี้เหตุการณ์วุ่นวายนัก หากผู้คุ้มกันลงมือไป เกรงว่าจะทำร้ายพวกเขาโดยไม่ตั้งใจ
แม้มิได้บาดเจ็บ พวกเก่าคร่ำครึเหล่านั้นอาจปรักปรำสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนได้”
“สนใจพวกมันทำไม รีบพาอู่หยางออกมา!”
จินเฟิงเข้าใกล้วงล้อมแล้ว กำลังจะเอ่ยปากก็เห็นชายชราคนหนึ่งถ่มน้ำลายใส่องค์หญิงเก้า
แม้มิได้ถูกต้องร่างกาย แต่น้ำลายน่ารังเกียจทำให้จินเฟิงโกรธดังไฟสุมทรวง
จินเฟิงชักปืนไฟที่ซ่อนในแขนเสื้อ เล็งเหนือหัวเหนี่ยวไกเสียงดังลั่น!
ปัง!
เสียงดังกึกก้องในทันใดกลบเสียงของเหล่าขุนนางทั้งหมด
คานของท้องพระโรงถูกยิงจนเป็นหลุม เศษไม้ร่วงหล่นลงมา
ท้องพระโรงที่เมื่อครู่ยังวุ่นวายราวกับตลาดสด บัดนี้เงียบสงบลงในพริบตา
จินเฟิงเดินไปหยุดตรงหน้าชายชราที่ถ่มน้ำลายใส่องค์หญิงเก้า เขาจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา
ชายชรานั่นถูกจินเฟิงจ้องมองจนใจคอเริ่มสั่น แต่พอเห็นขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊อยู่รายล้อม ก็กลับฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้ง จึงจ้องเขม็งไปที่จินเฟิงแล้วตวาดว่า “เจ้าเป็นใคร กล้ามาจ้องข้าเช่นนี้!”
“น้ำลายอันน่ารังเกียจนี้…เจ้าเป็นคนถ่มใช่หรือไม่?” จินเฟิงเอ่ยถามพลางชี้ไปที่กองเสมหะบนพื้น
“ข้าถ่มแล้วอย่างไรเล่า!” ชายชรานั่นยังคงยืนกรานเสียงแข็ง
“ดี ยอมรับก็ดี” จินเฟิงกล่าวเสียงเย็น “เป่ยเชียนสวิน! จัดการเขาซะ!”
เป่ยเชียนสวินจึงรีบตรงเข้าไป ไม่พูดพร่ำทำเพลงยกปลอกดาบขึ้นฟาดเข้าที่หน้าของชายชราอย่างแรง
ถึงแม้จะไม่ได้ลงมือเต็มกำลัง แต่ก็ฟาดชายชราจนตาพร่า วิงเวียน ก่อนร่วงลงไปกองกับพื้น
ฟันที่เหลืออยู่ไม่กี่ซี่ก็ถูกตีกระเด็นออกไปอีกหลายซี่
แต่เขายังคงปิดปากพยายามที่จะต่อว่า แต่พอเห็นปลอกดาบของเป่ยเชียนสวินถูกยกขึ้นอีกครั้ง ก็ตัดสินใจก้มหน้าอย่างว่าง่าย
จินเฟิงเหลือบมองเขาครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเสียงเย็น “เฉาตง ข้าสั่งให้เจ้าคุมคนมาดูแลความสงบเรียบร้อยที่หงเต๋อเตี้ยน เจ้ากลับปล่อยให้พวกมันมาแสดงกิริยาต่ำช้าต่อหน้าฝ่าบาทและองค์หญิงเช่นนี้หรือ?
รีบพาคนไปจัดการให้เรียบร้อย! พวกที่มันหาเรื่องก็กระทืบมันให้ตายคาฝ่าเท้า! เกิดเรื่องอันใดขึ้น ฝ่าบาทจะทรงรับไว้เอง!”
“ทราบ!”
ก่อนหน้านี้เฉาตงถูกบรรดาขุนนางเตะไปหลายทีจึงเจ็บใจนัก ครั้นจินเฟิงมาเขาก็เหมือนมีเสาหลักให้ยึดเหนี่ยว
“ตอนนี้พวกเจ้าจงกลับไปยืนที่เดิมเสีย มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่ปรานี!”