ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 708 เทพสงคราม
สงครามที่ต้าหม่างพัวได้เลื่องลือไปถึงเมืองหลวง เหล่านักเล่าเรื่องต่างไม่ยอมพลาดโอกาสนี้ พวกเขานำเรื่องราวของสงครามมาเรียบเรียงเป็นนิทานเล่าขานกันไปทั่ว
เรื่องราวที่ได้รับความนิยมมีอยู่สามเรื่องด้วยกัน
เรื่องแรกแน่นอนว่ายังคงเป็นเรื่องของจินเฟิง
เรื่องที่สองคือเรื่องราวขององค์หญิงเก้า ผู้ที่เป็นสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ที่รัวกลองศึก
เรื่องที่สามคือเรื่องราวของเหล่าผู้คุ้มกันจากสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยน
โดยเฉพาะจางเหลียง ที่นำทัพกลุ่มชุดเกราะดำห้าร้อยนายฝ่าวงล้อมออกมาได้ และยามศึกตัดสินที่แย่งชิงธงแม่ทัพจากข้าศึก ยิ่งถูกเหล่านักเล่าขานกล่าวขวัญถึงจนเลื่องลือไปทั่ว
หลายเดือนมานี้ ชาวเมืองหลวงที่ผ่านไปผ่านมาหน้าสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยน ล้วนแต่สรรเสริญด้วยความชื่นชม
แต่สำหรับเหล่าขุนนาง ข้าราชการทั้งเจ็ดระดับ ก็ยังมีการแบ่งชนชั้นอยู่
พวกเจ้าหน้าที่ในเมืองหลวง แม้ในเมืองจะทำตัวราวกับเป็นรองผู้อื่น แต่พอออกไปข้างนอกพวกเขากลับกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่
ครั้นได้พบกับเจ้าหน้าที่ต่างถิ่น พวกเขามักจะไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยซ้ำ
เมื่อเผชิญหน้ากับสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยน พวกเจ้าหน้าที่ก็มีสีหน้าสับสนปนเปกันไป
ในแง่หนึ่ง พวกเขาก็รู้สึกว่าตนเองนั้นมีเงินเดือนประจำ งานก็มั่นคง ไม่ต้องระหกระเหินตากแดดตากฝนเหมือนอย่างผู้คุ้มกันภัย
แต่ในอีกแง่หนึ่ง พวกเขาก็อิจฉาสวัสดิการของเหล่าผู้คุ้มกันภัยและชื่อเสียงของสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนยิ่งนัก
ลองดูม้าศึกสูงใหญ่ที่เหล่าผู้คุ้มกันภัยขี่มา เมื่อเทียบกับล่อที่พวกตนขี่อยู่ เจ้าหน้าที่ทั้งสองก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขมขื่นอยู่ในใจ
ยิ่งไปกว่านั้น น้ำเสียงของจินเฟิงเมื่อครู่ก็ไม่สุภาพเอาเสียเลย เจ้าหน้าที่ที่อายุน้อยกว่าจึงเกือบจะตวาดออกไป
แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก ก็ถูกเจ้าหน้าที่ผู้อาวุโสตวัดสายตามองอย่างตำหนิ
เจ้าหน้าที่ผู้อาวุโสย่อมผ่านโลกมามากกว่า ดวงตาจึงกร้านโลกยิ่งนัก
เพียงเห็นเหล่าผู้คุ้มกันภัยรายล้อมจินเฟิงไว้ตรงกลาง ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาไม่ใช่ผู้คุ้มภัยธรรมดา
จึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหยั่งเชิงว่า “สหาย ท่านผู้นี้คือ?”
ลั่วหลานอาศัยอยู่ในเมืองหลวงมานาน รู้ซึ้งถึงนิสัยเจ้าหน้าที่ในเมืองหลวงเป็นอย่างดี พวกนี้ล้วนแต่เจ้าเล่ห์ เห็นแก่ได้ หากไม่สามารถปรามไว้ พวกเขาคงไม่ยอมปริปากเอื้อนเอ่ยสิ่งใดเป็นแน่
หันกลับไปมองจินเฟิง พบว่าจินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อยและเอ่ยว่า “ผู้นี้คือหัวหน้าแห่งหอการค้าและสำนักคุ้มภัยของพวกข้า ชิงสุ่ยหนาน – ท่านอาจารย์จิน!”
“ท่านอาจารย์จินหรือ? ท่านอาจารย์จินแห่งชิงสุ่ยกู่ที่เอาชนะชาวตั่งเซี่ยงงั้นหรือ?”
เจ้าหน้าที่ได้ยินดังนั้นก็ตกใจจนสะดุ้ง
ส่วนเจ้าหน้าที่ที่อายุน้อยกว่าที่อยู่ด้านหลังก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
โชคยังดีที่ผู้อาวุโสของเขายั้งเขาไว้ได้ทัน
หญิงชราที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็เบิกตากว้าง และจ้องมองจินเฟิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ริมฝีปากของนางสั่นเทา ราวกับนางนั้นเป็นคนโง่งม
จินเฟิงมีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวงยิ่งนัก ยามนี้ชาวบ้านทั้งหลายล้วนอ่านหนังสือไม่ออก ชีวิตก็วนเวียนอยู่ในบ้านเกิดไม่เกินสิบกว่าลี้ พูดให้ดีก็คือเป็นคนซื่อ พูดไม่ดีหน่อยก็คือเป็นคนคิดอะไรไม่ถี่ถ้วน พูดตรง ๆ เลยก็คือพวกเขาโง่เขลา นักเล่าเรื่องกล่าวสิ่งใด พวกเขาก็เชื่อสิ่งนั้น
ในใจของชาวบ้านต้าคัง ล้วนเห็นว่าจินเฟิงนั้นสูงส่งราวกับเทพเจ้า
เมื่อได้พบท่านผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ความคิดแรกของหญิงชราคือรีบคุกเข่าคำนับ
“ข้า เหยาชุนหยาง ขอคารวะท่านอาจารย์จิน”
เจ้าหน้าที่ผู้อาวุโสรีบลงจากหลังม้า และค้อมกายทำความเคารพจินเฟิงอย่างนอบน้อม
“พวกตงหมานข้ามแม่น้ำมาแล้วหรือยัง?”
จินเฟิงเอ่ยถามอีกครั้ง
ครั้งนี้เจ้าหน้าที่มิอาจวางท่าใหญ่โตได้ รีบกล่าวตอบว่า “เรียนท่านอาจารย์ ขณะนี้ พวกตงหมานยังมิได้ข้ามฟากมา”
“เช่นนั้น เหตุใดจึงปิดประตูเมือง?”
“เรื่องนี้…ข้าไม่ทราบ” เจ้าหน้าที่ส่ายหน้าและกล่าวว่า “พวกข้าเพียงแต่รับคำสั่งให้ออกมาอพยพราษฎรในรัศมีสามสิบลี้”
“พวกเจ้า ได้รับคำสั่งเมื่อใด?”
“เช้านี้”
“ประตูเมืองปิดแล้ว พวกเจ้าจะกลับกันอย่างไร?”
“ใต้เท้าปู่โถวกล่าวว่า ยามโหย่วสามเค่อ ประตูเมืองจะเปิดให้เวลาหนึ่งก้านธูป พวกข้าจึงจะกลับเข้าเมืองได้”
“เช่นนั้นหรือ ข้าเข้าใจแล้ว พวกเจ้าจงไปจัดการธุระเถิด”
จินเฟิงพยักหน้าให้เจ้าหน้าที่โดยไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดอีก
เนื่องจากอีกฝ่ายเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ผู้น้อย ย่อมรู้เห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างจำกัด ถามไปก็คงมิได้ความกระจ่าง
หลังจากเจ้าหน้าที่จากไป จินเฟิงเงยหน้ามองดวงอาทิตย์พลางกล่าวว่า “พวกเจ้าวางของลง แล้วรีบเดินทางกันเถิด!”
ได้ยินดังนั้น เหยาชุนหยางก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนรวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้น “ท่าน…ท่านอาจารย์จิน…”
เอ่ยจบนางก็ลังเลอีกครั้ง
“ต้าเหนียง มีเรื่องอะไรหรือ?” จินเฟิงเอ่ยถาม
“ท่านอาจารย์ ตามหลักแล้วท่านฝากของไว้กับข้า ข้าก็ควรช่วยดูแลให้ แต่…แต่พวกตงหมานข้ามแดนมา ข้าจำต้องพากุ้ยฟางกับหลานสาวหนีเอาชีวิตรอด…”
“ต้าเหนียง ท่านไปเถิด พวกข้าจะดูแลข้าวของเอง”
จินเฟิงไม่ได้เอ่ยวาจาใดรับรองว่าจะสามารถตีทัพตงหมานกลับไปได้ หรือแม้แต่รั้งรอผู้ใดไว้ เขาเพียงพยักหน้าให้ต้าหลิวหยิบถุงข้าวฟ่างมามอบให้นาง
“ข้าวฟ่างนี้ นับเป็นน้ำใจเล็กน้อยจากพวกข้า โปรดรับไปเป็นเสบียงระหว่างทางเถิด”
“เช่นนี้มิควร” เหยาชุนหยางรีบปฏิเสธ
“ต้าเหนียง หากท่านไม่รับ ก็เท่ากับไม่ให้เกียรติท่านอาจารย์ของข้า” ลั่วหลานเกลี้ยกล่อม “รับไปเถิด ท่านอาจารย์ของข้าเองก็กำลังเร่งรีบ”
หญิงชราเห็นลั่วหลานกล่าวเช่นนั้น จึงจำต้องเก็บข้าวฟ่างเอาไว้
ผู้คุ้มกันภัยและลูกจ้างหอการค้าเริ่มขนของลง ต้าหลิวเรียกชื่อผู้คุ้มกันภัยสองสามคนให้อยู่เฝ้าสินค้า
“ข้าจะทิ้งม้าศึกไว้ให้พวกเจ้าสองสามตัว”
จินเฟิงกำชับว่า “หากมีชาวตงหมานผ่านมา พวกเจ้าไม่ต้องสนใจ รีบหนีลงใต้เข้าใจหรือไม่?”
ที่นี่ห่างจากเมืองหลวงถึงยี่สิบกว่าลี้ ทหารตงหมานมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงเพียงเพื่อข่มขวัญราชสำนัก แม้จะปล้นสะดมก็คงไม่ไปไกลนัก โอกาสที่จะมาที่นี่มีน้อย
ถึงแม้พวกมันจะมาก็คงเป็นเพียงกองกำลังเล็ก ๆ เท่านั้น อีกทั้งควบม้าศึกจากเมืองหลวงมาถึงที่นี่ กำลังของม้าคงถดถอยลงเป็นแน่ หากผู้คุ้มกันภัยคอยระแวดระวังภัย พร้อมทั้งอาศัยความแกร่งกล้าของม้าศึกคู่ใจ การหลบหนีก็ไม่ใช่เรี่องยาก
“รับทราบ!”
เหล่าผู้คุ้มกันภัยและลูกจ้างหอการค้าต่างพยักหน้ารับพร้อมเพรียง
ครั้งนี้พวกเขานำผ้าสู่ปู้มาด้วยเป็นจำนวนมาก เรือนหญ้าคาสองหลังของหญิงชราที่รวมทั้งครัวและโรงเก็บฟืนแล้ว ก็ยังอาจคับแคบจนเกินกว่าจะบรรจุไหว
ผ้ามากมายเช่นนี้ล้วนมีมูลค่าไม่น้อย หากเปลี่ยนเป็นนายจ้างผู้อื่น คงสั่งให้พวกเขายืนหยัดต่อสู้จนตัวตายเป็นแน่
แต่จินเฟิงกลับกำชับพวกเขาว่า หากพบพวกคนเถื่อน ให้ทิ้งผ้าสู่ปู้แล้วรีบหนีไป
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทั้งผู้คุ้มกันและลูกจ้างหอการค้าต่างยอมสละชีพเพื่อจินเฟิง
เพราะจินเฟิงย้ำนักหนาว่า ชีวิตคนสำคัญกว่าสิ่งของ หากเผชิญอันตรายสิ่งสำคัญที่สุดคือรักษาชีวิตตนไว้
ทว่ายิ่งเขาย้ำเช่นนั้น เหล่าผู้คุ้มกันก็ยิ่งยอมพลีชีพมากขึ้นเท่านั้น
นับแต่สำนักคุ้มภัยก่อตั้งขึ้น ระหว่างทางขนส่งสินค้าพวกเขาพบโจรท้องถิ่นมานับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับไม่ค่อยมีผู้คุ้มกันคนใดยอมทิ้งสินค้าเพื่อเอาชีวิตรอด
โดยทั่วไปแล้ว พวกเขามักสู้จนตัวตายนอกเสียจากว่ากำลังรบจะต่างกันอย่างลิบลับจึงจะยอมล่าถอย
ไว้มีโอกาสค่อยกลับมาล้างแค้น
ก่อนหน้านี้ฟางเหลยก็เชี่ยวชาญเรื่องแบบนี้
ในขณะที่เหล่าผู้คุ้มกันและลูกจ้างหอการค้ากำลังขนย้ายสัมภาระอยู่นั้น หญิงชรารวมถึงภรรยาของบุตรชายก็กำลังเก็บข้าวของเพื่อเตรียมตัวหลบหนีเช่นกัน
ส่วนเด็กหญิงร้านน้ำชา ก็ยืนมองดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกล รอคอยมารดาและผู้เป็นย่าอยู่
นางคงจะรอจนเบื่อ เด็กน้อยเงยหน้ามองจินเฟิง “ท่านคือเทพสงครามแห่งจินชวนหรือ?”
“เทพสงครามหรือ?” จินเฟิงชะงักเล็กน้อย
“ท่านอาจารย์ บัดนี้พวกนักเล่าเรื่องในเมืองหลวงต่างพากันร่ำลือว่าท่านคือเทพสงครามแห่งต้าคัง พวกชาวบ้านก็เลยเรียกขานท่านเช่นนั้น” ลั่วหลานอธิบาย
“ข้ายังไม่มีบุตรสาว เหตุใดจึงกล้าเรียกข้าว่าเทพสงครามเล่า”
จินเฟิงอดนึกถึงโฆษณาในชีวิตที่แล้วไม่ได้ เรื่องราวชีวิตของเทพสงครามแต่ละคนล้วนแล้วแต่น่าเศร้าสลดใจยิ่งนัก
ไม่ว่าจะเป็นบุตรสาวที่ต้องอาศัยอยู่ในรังหนู ภรรยาที่ถูกผู้อื่นรังแก หรือแม้กระทั่งบิดามารดาและวงศ์ตระกูลที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เหลือทิ้งไว้เพียงแต่บาดแผลลึกและความแค้นที่ฝังแน่นอยู่ในใจ
แม้เรื่องราวของเจ้าของร่างเดิมจะน่าสงสาร แต่ก็ไม่ได้น่าเวทนาเช่นนั้น