ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 686 เจ้าช่างน่าชื่นชมยิ่งนัก!
- Home
- ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
- บทที่ 686 เจ้าช่างน่าชื่นชมยิ่งนัก!
บทที่ 686 เจ้าช่างน่าชื่นชมยิ่งนัก!
มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวเก่ง จะเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
ชีวิตที่แล้ว จินเฟิงเป็นหนุ่มนักศึกษาสายวิทย์ ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ค่อยได้คลุกคลีกับสตรีเพศ จึงไม่รู้วิธีเอาใจเพศหญิง
แต่เมื่อมาอยู่แคว้นต้าคัง พบปะกับหญิงสาวมากขึ้น จินเฟิงก็เหมือนปลาได้น้ำ เริ่มเรียนรู้คำหวาน ๆ ไปโดยปริยาย
กวานเสี่ยวโหรวก็ใสซื่อ หลังจากถูกจินเฟิงโน้มน้าวอยู่พักใหญ่ นางก็หายโกรธ
“แล้วเหตุใดจึงไม่เห็นเสียวเป่ยเลยเล่า?”
จินเฟิงปลอบประโลมกวานเสี่ยวโหรว แล้วจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย
“ช่วงนี้หอการค้ายุ่งมาก เสียวเป่ยเข้าเมืองตั้งแต่เมื่อวาน คาดว่ากว่าจะกลับก็คงบ่าย”
กวานเสี่ยวโหรวกล่าว “แล้วก็ยังมีตงตง ช่วงนี้ก็ยุ่งมากเช่นกัน”
“ตงตงยุ่งอะไรหรือ?”
“น่าจะยุ่งอยู่กับกี่ทอผ้าลาย”
“เช่นนั้นไปดูโรงงานทอผ้ากันเถอะ”
จินเฟิงมั่นใจว่ากวานเสี่ยวโหรวสงบสติอารมณ์ได้แล้ว จึงค่อย ๆ จากไป
ภายในโรงงานทอผ้านั้น ยังคงคึกคักไปด้วยเหล่าสตรีที่ทำงานกันอย่างขะมักเขม้น เมื่อพวกนางเห็นจินเฟิง ต่างก็พากันมารายล้อมทักทาย
เดิมทีพวกนางก็ชอบพูดหยอกล้อกับเขาอยู่แล้ว บัดนี้มีสตรีหลายนางได้จดทะเบียนสมรสกับจินเฟิง กลายเป็นสามีภรรยากันในนาม พวกนางจึงยิ่งพูดหยอกล้อกับเขาอย่างไม่หวั่นเกรงมากขึ้น
แม้แต่จินเฟิงผู้มีใบหน้าหนา เมื่อเดินผ่านโรงงานอุตสาหกรรมออกมา ครานี้ก็มีสีหน้าแดงก่ำ
เมื่อฝ่าฟันผ่านโรงงานอุตสาหกรรมจนถึงห้องทำงานของถังตงตงได้ ก็พบว่านางไม่ได้อยู่ที่โรงงานสิ่งทอ แต่กลับไปที่โรงหลอมเหล็กเสียแล้ว
จินเฟิงรู้สึกจนใจ จึงจำต้องกัดฟันเดินฝ่าโรงงานอุตสาหกรรมกลับไปอีกครั้ง
ทันทีที่ออกมาจากโรงงาน เขาก็เห็นองค์หญิงเก้าประทับยืนอยู่ที่หน้าประตูโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมกับทอดพระเนตรมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยปนรอยยิ้ม “ท่านอาจารย์ช่างเป็นคนมีคนรักใคร่มากมายเสียจริง”
จินเฟิงได้ยินดังนั้นก็ลูบจมูกตัวเองอย่างเขินอาย ก่อนเอ่ยถามว่า “เหตุใดองค์หญิงจึงมิได้ประทับพักผ่อนอยู่ที่ตำหนักเล่า เสด็จมาที่นี่ มีธุระอันใดหรือ?”
“เปิ่นกงเคยสั่งทำผ้ากับตงตงไว้ผืนหนึ่ง เพียงแต่มาถามนางว่าจะสามารถส่งมอบได้เมื่อใด” องค์หญิงเก้าตอบ
นางคุมกองทัพไว้ในกำมือ เบี้ยหวัดทหารมิใช่มีเพียงเงินตรา แต่ยังมีข้าวปลาอาหารและผ้าผ่อน
น้ำน้อยย่อมรดต้นข้างรั้วก่อน ซื้อผ้าไยจะไปหาที่อื่น ต้องหาถังตงตง
“ตงตงไปโรงหลอมเหล็กแล้ว ข้าก็จะไปหานางเช่นกัน ไปด้วยกันเถิด”
จินเฟิงอาสาเดินนำหน้าไป
“ท่านอาจารย์ กลับไปบอกท่านพี่เสี่ยวโหรวเถิด ว่าข้าไม่คิดแย่งชิงสิ่งใดกับนาง บอกนางอย่าได้กังวล”
องค์หญิงเก้ารีบตามจินเฟิงและ กล่าวด้วยเสียงเบา
ไม่รอให้จินเฟิงตอบ นางกลับก้าวเท้าออกไปอย่างรวดเร็ว
จินเฟิงมองแผ่นหลังขององค์หญิงเก้า อ้าปากค้าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร
เมื่อมาถึงโรงหลอมเหล็ก เดินเข้าประตูมาก็เห็นถังตงตงและคนงานหญิงในโรงหลอมเหล็กไม่กี่คนกำลังรุมดูเครื่องทอผ้า ส่วนว่านเฮ่อหมิง ลูกศิษย์คนเล็กของจินเฟิงกำลังอธิบายอยู่
“ถวายบังคมองค์หญิง!”
ถังตงตงและคนงานหญิงเห็นองค์หญิงเก้า ต่างพากันทำความเคารพ
ส่วนว่านเฮ่อหมิงกลับวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้าไปหาจินเฟิง แล้วเงยหน้าถามว่า “ท่านอาจารย์กลับมาเมื่อใดหรือ?”
“เพิ่งกลับมา”
จินเฟิงมองว่านเฮ่อหมิง ในใจก็รู้สึกเหนื่อยใจนัก
เขารับศิษย์มาสามคน ว่านเฮ่อหมิงอยู่กับเขานานที่สุด เรียนรู้จากเขามากที่สุด
ภายหลังเขามีเรื่องให้ต้องจัดการมากมาย งานสอนศิษย์จึงยิ่งน้อยลงไปทุกที
โจวจิ่นศิษย์รองยังพอมีโอกาสได้ร่ำเรียนวิชาแพทย์อยู่บ้าง แต่พอรับว่านเฮ่อหมิงเข้ามาเป็นศิษย์แล้ว เขาก็ยุ่งอยู่ตลอด ไม่ได้สั่งสอนอย่างจริงจัง
“ท่านอาจารย์ ดูเครื่องทอผ้าที่ข้าปรับปรุงสิ!”
ว่านเฮ่อหมิงดึงจินเฟิงมาที่หน้าเครื่อง มือเล็ก ๆ ชี้พร้อมเอ่ยอย่างตื่นเต้น “หลังจากข้าปรับปรุงแล้ว ประสิทธิภาพของเครื่องทอผ้าสูงขึ้นกว่าเดิมถึงห้าส่วน!”
“จริงหรือ?”
จินเฟิงได้ยินดังนั้น จึงพินิจพิจารณาเครื่องทอผ้าตรงหน้าอย่างตั้งใจ
องค์หญิงเก้าเองก็ทรงเผยสีหน้าประหลาดใจ
ห้าส่วน อาจจะกล่าวได้ว่าไม่มาก แต่ทว่าสามารถประหยัดแรงงานคนได้มากโข
“ท่านอาจารย์ ท่านดู!”
ว่านเฮ่อหมิงรีบรุดไปสาธิตในทันที
“ประสิทธิภาพนั้นต้องกล่าวว่าเพิ่มขึ้นถึงห้าส่วนเป็นอย่างน้อย!”
จินเฟิงพินิจพิจารณาการสาธิตของว่านเฮ่อหมิงจนจบสิ้น จึงพยักหน้าเอ่ยชม “เจ้าช่างน่าชื่นชมยิ่งนัก!”
“ฮ่าฮ่า ข้าเพียงแต่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำราของท่านอาจารย์ จึงค้นคว้าสิ่งนี้ออกมาได้!”
แม้ว่านเฮ่อหมิงจะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำถ่อมตน แต่แววตากลับฉายชัดถึงความภาคภูมิใจ
แม้จินเฟิงมิได้ถ่ายทอดวิชาโดยตรงแก่ว่านเฮ่อหมิง แต่ก่อนจะจากซีเหอวานไปกับองค์หญิงเก้า เขาก็ได้มอบตำราความรู้พื้นฐานทางกลไกที่ตนรวบรวมไว้ให้เป็นของกำนัล
เดิมทีว่านเฮ่อหมิงนั้นมีพรสวรรค์ในด้านเครื่องจักรกลอยู่แล้ว ครั้นได้ตำราเล่มนั้นมา ยิ่งเชี่ยวชาญขึ้นไปอีก เรื่องใดที่เคยสงสัยก็พลันกระจ่างแจ้งขึ้นมา ราวกับปลาได้น้ำมีความก้าวหน้ายิ่งนัก
“ท่านอาจารย์ ขอเพียงแค่ปรับปรุงสองชิ้นส่วน เครื่องจักรแบบใหม่ก็จะสำเร็จ แม่พิมพ์ท่านพี่ของข้าก็เตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เพียงท่านอาจารย์พยักหน้า วันนี้ก็สามารถผลิตได้เลย ไม่เกินครึ่งเดือนเครื่องจักรแบบใหม่ก็จะถูกส่งไปยังโรงงานได้”
ว่านเฮ่อหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
ฝ่ายว่านอวี่หงผู้ยืนอยู่ด้านข้างก็มีสีหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยความปลื้มปีติ
น้องชายมีความสามารถเช่นนี้ นางก็พลอยรู้สึกภาคภูมิใจไปด้วย
เฮ่อหมิงสามารถปรับปรุงเครื่องทอผ้าได้เอง นางยินดียิ่งนัก
จินเฟิงค่อนข้างชื่นชมว่านเฮ่อหมิง จากนั้นจึงส่ายหัวกล่าวว่า “แต่เครื่องใหม่ไม่สามารถติดตั้งในโรงงานทอผ้าได้”
“ทำไมกัน?”
ใบหน้าของว่านเฮ่อหมิงหมองลงทันที
ว่านอวี่หงและคนงานหญิงก็เช่นกัน ต่างมีสีหน้าสงสัย
องค์หญิงเก้าและถังตงตงกลับครุ่นคิดสิ่งใดบางอย่าง
“เฮ่อหมิง ไปเถิด ข้าจะพาเจ้าไปดูบางสิ่ง องค์หญิง อวี่หง ตงตง พวกเจ้าก็มาด้วย”
จินเฟิงพาคนกลุ่มนั้นเปิดประตูห้องทดลองที่อยู่ข้างโรงหลอมเหล็ก
ดวงตาวานเฮ่อหมิงเป็นประกายพลางชี้นิ้วไปที่ห้องทดลองแล้วเอ่ยถามว่า “ท่านอาจารย์ ข้าเข้าไปได้หรือ?”
ห้องทดลองแห่งนี้ถือเป็นเขตหวงห้ามแห่งหนึ่งของซีเหอวาน นอกจากจินเฟิงและกวานเสี่ยวโหรวแล้ว มีเพียงหม่านชางกับโจวจิ่นเท่านั้นที่มีกุญแจไข
ที่นี่มีจิ่วจิงและดินระเบิดที่ติดไฟง่าย ว่านเฮ่อหมิงเองก็ยังเด็กนัก จินเฟิงกลัวว่าเขาจะซุกซนจึงไม่ได้มอบกุญแจให้และไม่เคยพาเขาเข้าไป
นี่จึงเป็นสถานที่ที่ว่านเฮ่อหมิงอยากรู้อยากเห็นมากที่สุด
“เข้าไปได้ แต่อย่าลืมว่าที่นี่มีของอันตรายมากมาย เจ้าจงเดินตามข้ามา อย่าไปสัมผัสสิ่งของข้างในเด็ดขาด” จินเฟิงเอ่ยเตือน
“ข้าไม่แตะต้องสิ่งใดแน่นอน” ว่านเฮ่อหมิงรีบพยักหน้ารับคำ
“ท่านอาจารย์โปรดวางใจ ข้าจะดูเขาเอง!” ว่านอวี่หงเอ่ยรับประกัน
“เช่นนั้นก็เชิญเข้ามาเถิด”
จินเฟิงผลักประตูใหญ่เปิดออก พาคนทั้งหลายเข้าสู่ห้องทดลอง
ระหว่างทาง เขาแนะนำว่า “ด้านโน้นคือที่ที่อาจารย์หญิงและหว่านเหนียงปรุงเครื่องหอม ส่วนด้านโน้นคือที่ที่ศิษย์พี่จิ่นเอ๋อร์ของเจ้าสกัดจิ่วจิง จิ่วจิงนั้นอันตรายยิ่งนัก เพียงประกายไฟก็ลุกโชน หากข้าและจิ่นเอ๋อร์ไม่อยู่ เจ้าห้ามแตะต้องจิ่วจิงเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจแล้ว!” ว่านเฮ่อหมิงรีบพยักหน้ารับคำ จากนั้นก็ชี้ไปที่ประตูบานเล็กไม่ไกลจากที่เก็บจิ่วจิง แล้วเอ่ยถามว่า “ท่านอาจารย์ ข้างหลังประตูบานนั้นคืออะไรหรือ?”
“ข้างในนั้นคือดินปืน อันตรายยิ่งกว่าจิ่วจิงเสียอีก”
จินเฟิงเตือนอย่างเคร่งขรึมว่า “หากไม่ได้รับอนุญาตจากข้า เจ้าอย่าแตะต้องประตูนั้นอย่างเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นอย่าหวังที่จะเข้ามาที่นี่อีก จำได้หรือไม่?”
“จำได้แล้ว!” ว่านเฮ่อหมิงตระหนักว่าจินเฟิงจริงจังมาก เขาจึงพยักหน้า
“จำได้ก็ดีแล้ว”
จินเฟิงนำพาหลายคนเดินต่อไปอีก ผ่านฉากกั้นชั้นหนึ่ง จากนั้นชี้ไปยังพื้นที่ว่างเปล่าแห่งหนึ่งและแนะนำว่า “ที่นี่คือสถานที่ที่ข้าและศิษย์พี่หม่านชางประกอบเครื่องจักรกัน”
“โห!”
ว่านเฮ่อหมิงมองดูเครื่องมือมากมายที่แขวนอยู่บนผนังด้วยความตื่นเต้นจนกระโดดขึ้นทันที
สำหรับช่างฝีมือ ที่นี่คือสรวงสวรรค์
จินเฟิงไม่ได้สนใจว่านเฮ่อหมิง แต่เดินไปยังขอบพื้นที่ว่าง
ข้างหน้าของเขาคือเครื่องจักรที่ถูกปกคลุมด้วยผ้าหยาบ
“ตงตง อวี่หง ช่วยข้าเปิดผ้านั้นออกหน่อย”
จินเฟิง ถังตงตงและว่านอวี่หงช่วยกันลงมือเปิดผ้าหยาบผืนนั้นออก
เสียงของทั้งสาม ดึงดูดความสนใจของว่านเฮ่อหมิง เขาหันกลับมามองก่อนจะเดินวนรอบเครื่องจักรนั้นด้วยท่าทีลังเล แล้วเอ่ยถามว่า “ท่านอาจารย์ นี่…ก็เป็นเครื่องทอผ้าหรือ?”