ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 667 ส่งพวกมันไปตามทางได้!
บทที่ 667 ส่งพวกมันไปตามทางได้!
การบรรเทาทุกข์ไม่ใช่ใครอยากทำก็ทำได้ หากเป็นยามปกติ ถึงแม้จินเฟิงจะอยากบรรเทาทุกข์ แต่บรรดาข้าราชการท้องถิ่นก็ทำให้มันยากลำบากไปทุกอย่าง คิดหาวิธีที่จะเอาเสบียงบรรเทาทุกข์มาไว้ในมือตัวเอง อย่างน้อยก็ต้องโกงไปครึ่งหนึ่งก่อน แล้วค่อยแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัย
สถานการณ์เช่นนี้ จินเฟิงเคยพบเจอมาแล้วในชีวิตที่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการปกครองที่ฉ้อฉลในต้าคังอีก
แต่ครั้งนี้ ตั้งแต่จวิ้นโส่วไปจนถึงเสี้ยนลิ่งกลับไม่มีใครกล้ามีปัญหากับหอการค้า
ส่วนเจ้าหน้าที่ระดับล่างกว่านั้นในหมู่บ้านและหัวเมืองเล็ก ๆ ใครกล้าขู่ขวัญ ผู้คุ้มกันภัยจะจับตัวมาตีสักยก
มีเจ้าหน้าที่ระดับล่างหลายคนถูกตีแล้วยังไม่ยอมจำนน วิ่งไปที่จวนว่าการเพื่อหาผู้หนุนหลังของตนเองและร้องไห้ฟ้องร้อง ผลคือถูกผู้หนุนหลังของตนเองจัดการอย่างหนักอีกรอบ
ไม่ใช่เพราะจวิ้นโส่วและเสี้ยนลิ่งเปลี่ยนนิสัย แต่เป็นเพราะข่าวของพวกเขารวดเร็วกว่าเจ้าหน้าที่ระดับล่าง เมื่อรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองซื่อชวนเมื่อไม่กี่วันก่อนก็ได้รู้ว่าองค์หญิงเก้าและชิ่งซินเหยาได้เอาจริงเอาจังแล้ว
พวกผู้มีอำนาจถูกจับกุมไปหมด มีคนหนึ่งถูกตัดหัวแล้วแขวนศพไว้นอกเมือง พวกเขาตัวเล็ก ๆ องค์หญิงเก้าจะมาเห็นอกเห็นใจได้อย่างไร?
ภายใต้การข่มขู่ด้วยวิธีการเฉียบขาดขององค์หญิงเก้า งานบรรเทาทุกข์ดำเนินไปอย่างราบรื่นมาก
ในช่วงเวลาต่อมา ขอบเขตการบรรเทาทุกข์มีศูนย์กลางอยู่ที่ซื่อชวนขยายออกไปในสามทิศทางคือใต้ ตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ
ทุกวันมีชาวบ้านนับไม่ถ้วนมากู้ยืมเสบียงจากโรงแลกเงินจินชวน แล้วในวันถัดไปก็เข้าไปในสถานที่ก่อสร้างต่าง ๆ ที่ใกล้ที่สุด
จินเฟิง องค์หญิงเก้าและคนอื่น ๆ ที่ได้รับข่าวในที่สุดก็วางใจลงได้
“อู่หยางจะจัดการกับชายอ้วนสวีพวกนั้นอย่างไรดี? ขังไว้ในคุกใต้ดินตลอดไปก็ไม่ใช่เรื่อง”
ชิ่งซินเหยาวางถ้วยชาลงแล้วถาม
ช่วงนี้มีคนมาหาเขาหลายคนแล้ว
คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้พูดที่ส่งมาจากตระกูลต่าง ๆ บางคนก็เตือนอย่างลับ ๆ บางคนก็ขู่อย่างเปิดเผย
ทำให้ชิ่งซินเหยารำคาญใจยิ่งนัก
องค์หญิงเก้าได้ยินดังนั้นจึงหันไปมองจินเฟิงโดยไม่รู้ตัว
แต่จินเฟิงก้มหน้าก้มตาราวกับไม่ได้ยินคำพูดของชิ่งซินเหยา
องค์หญิงเก้าเข้าใจความหมายของจินเฟิงทันที จึงกล่าวเสียงเย็นชา “ก่อนหน้านี้ไม่ได้ตกลงกันไว้แล้วหรือว่าจะตัดหัวประจานต่อหน้าฝูงชน?”
“อู่หยาง ข้าได้ส่งคนไปยืนยันแล้วว่าพวกชายอ้วนสวีไม่มีเสบียงแล้ว ไม่อย่างนั้นปล่อยพวกเขาไปดีหรือไม่?”
ชิ่งซินเหยาถามอย่างหยั่งเชิง
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจนั้นซับซ้อน คราวนี้องค์หญิงเก้าจับคนมามากเกินไป เกือบครึ่งราชสำนักต่างพัวพันอยู่ในเรื่องนี้
หากฆ่าชายอ้วนสวีและพวกของเขา ราชสำนักจะสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
“ปล่อยงั้นหรือ?” องค์หญิงเก้าวางถ้วยชาลงและกล่าวเสียงเย็น “ไม่มีทาง”
“อู่หยาง คนกลุ่มนี้มีแรงหนุนหลังมหาศาล หากข่าวแพร่ไปถึงเมืองหลวง แม้แต่ฝ่าบาทก็จะลำบากใจ”
ชิ่งซินเหยายังคงชักชวน “ทำอะไรควรเผื่อทางไว้บ้าง เพื่อวันข้างหน้าจะได้พบกันอีก พวกเราได้เสบียงที่ต้องการแล้ว จำเป็นอะไรต้องฆ่าให้สิ้นซากหรือ?”
เหตุผลที่ชิ่งซินเหยาพูดนั้น องค์หญิงเก้าไม่เข้าใจได้อย่างไร
ดังนั้น นางจึงหันไปมองจินเฟิงอีกครั้ง
แต่จินเฟิงยังคงจ้องมองถ้วยชา ไม่มีท่าทีจะพูดอะไรเลย
องค์หญิงเก้าถอนหายใจเบา ๆ และกล่าวว่า “ท่านพี่ซินเหยา จริง ๆ แล้วไม่ว่าจะจับหรือฆ่าพวกเขา ความหมายก็เหมือนกัน นั่นคือการฉีกหน้ากับตระกูลที่อยู่เบื้องหลังพวกเขา”
“อู่หยาง เจ้าตัดสินใจดีแล้วหรือ?” ชิ่งซินเหยาถามว่า “เมื่อฟันดาบลงไปแล้ว ก็ไม่สามารถเอากลับคืนมาได้”
“ตัดสินใจแล้ว!”
องค์หญิงเก้าเป็นคนที่เด็ดขาด เมื่อยืนยันว่าจินเฟิงตัดสินใจแน่วแน่แล้ว น้ำเสียงจึงเปลี่ยนเป็นหนักแน่นขึ้น “ถึงเวลาแล้วที่จะให้ตระกูลเหล่านั้นได้เห็นว่าแผ่นดินนี้เป็นของใครกันแน่!”
ชิ่งซินเหยาเห็นดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น “แล้วจะประหารชีวิตเมื่อใด?”
“ถือว่าท่านพี่ซินเหยาได้เตือนข้าพอดี พวกนี้ต้องรีบฆ่าโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นถ้ารอจนกระทั่งมีฎีกาลงมา กลัวว่าจะฆ่าไม่ได้แล้ว”
องค์หญิงเก้าหันไปมองตำแหน่งพระอาทิตย์ในลานแวบหนึ่ง “ชิ่นเอ๋อร์ เจ้าไปสั่งให้คุกใต้ดินเตรียมการ ตอนยามอู่ส่งพวกมันไปตามทางได้!”
“ยามอู่วันนี้หรือ?”
ชิ่งซินเหยาตกใจจนลุกขึ้นยืนทันที
จินเฟิงก็อดเงยหน้าขึ้นมาไม่ได้
ตอนนี้ก็ยามซื่อแล้ว ห่างจากยามอู่ยังไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม
“หากท่านพี่ซินเหยามีความคิดอื่น ก็จัดการเอาแล้วกัน”
น้ำเสียงองค์หญิงเก้ากลับคืนสู่ปกติ
ใบหน้าก็สงบนิ่ง ไม่เหมือนกำลังหารือเรื่องชีวิตความตายของผู้มีอำนาจ แต่เหมือนกำลังคุยเรื่องกินอะไรตอนเที่ยงมากกว่า
“ข้า…”
ชิ่งซินเหยาอ้าปากค้าง แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าพูดอะไร
ปัจจุบันตระกูลชิ่งเผชิญกับแรงกดดันอย่างมากแล้ว หากเขายังแทรกแซงการประหารชีวิตขุนนางเหล่านี้ ขุนนางเหล่านั้นจะต้องทำลายตระกูลชิ่งอย่างแน่นอน
ดังนั้นหลังจากที่ชิ่งซินเหยานั่งลงอีกครั้ง เขาก็เริ่มก้มหน้ามองถ้วยชาและปล่อยให้องค์หญิงเก้าสั่งการชิ่นเอ๋อร์ต่อไป
บรรยากาศในห้องกลายเป็นความเงียบในทันที
ชิ่งมู่หลานรู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างมาก จู่ ๆ ก็นึกถึงคำเตือนของจินเฟิงที่ภูเขาอวี้เหล่ย จึงเอ่ยปากพูดว่า “ใช่แล้ว ท่านอาจารย์ เจ้าไม่ได้ให้ข้าเตือนเจ้าเรื่องฝ้ายหรอกหรือ?”
“ฝ้าย?”
องค์หญิงเก้าก็ถามโดยอาศัยหัวข้อสนทนานี้ว่า “ท่านอาจารย์ ฝ้ายคือสิ่งใดหรือ?”
“ฝ้ายคือ…”
จินเฟิงก็เล่าเรื่องของฝ้ายให้องค์หญิงเก้าและชิ่งซินเหยาฟังอีกครั้ง
“หากแคว้นต้าคังของข้าได้ของวิเศษเช่นนี้ ย่อมสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ราษฎรนับไม่ถ้วนอย่างแน่นอน!”
องค์หญิงเก้าฟังจบแล้ว ใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น “ท่านอาจารย์ ท่านคิดว่าคำพูดของผู้เชี่ยวชาญผู้นั้นเชื่อถือได้หรือไม่?”
ก่อนหน้านี้ที่ซีเหอวาน จินเฟิงเคยบอกนางเรื่องมันฝรั่งและข้าวโพด ตอนนั้นองค์หญิงเก้ารู้สึกทึ่งเป็นอย่างมาก แต่ภายหลังเมื่อใจเย็นลง ก็รู้สึกว่าไม่น่าเชื่อถือเท่าไรนัก
เพราะตามที่จินเฟิงพูด สิ่งเหล่านั้นล้วนมาจากปากของผู้เชี่ยวชาญที่เดินทางท่องเที่ยวไปทั่ว
หากเขาผู้นั้นเคยไปยังพื้นที่อยู่ห่างออกไปนับหมื่นลี้และเคยเห็นมันฝรั่งกับข้าวโพดมาแล้ว เหตุใดถึงไม่นำเมล็ดพันธุ์กลับมาบ้างเล่า
ดังนั้นภายหลังองค์หญิงเก้าจึงฟังราวกับเป็นเรื่องเล่าปรัมปราไป
ผลปรากฏว่า จินเฟิงกล่าวอีกว่าทางตะวันตกของดินแดนตั่งเซี่ยงและถู่ปัวออกไปนับหมื่นลี้ มีของชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ‘ฝ้าย’
หลายหมื่นลี้ในต่างแดนอาจไปไม่ถึง แต่ทางตะวันตกของตั่งเซี่ยงและถู่ปัวนั้นสามารถลองไปได้
สิ่งนี้ทำให้องค์หญิงเก้าตื่นเต้นมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่แน่ใจว่าจริงหรือไม่
“เชื่อถือได้อย่างแน่นอน หากไม่มีการสอนจากเขาผู้นั้น ก็คงไม่มีจินเฟิงในวันนี้หรอก!”
จินเฟิงพูดอย่างหนักแน่นว่า “และไม่ว่าองค์หญิงจะเชื่อหรือไม่ ข้าก็จะไปทำเรื่องนี้ รอจนกว่าจะนำฝ้ายกลับมาได้ องค์หญิงก็จะรู้เอง”
“ท่านอาจารย์ ทางตะวันตกนอกเหนือจากตั่งเซียงและถู่ปัวแล้ว ยังมีดินแดนอื่นอีกหรือ?”
ชิ่งซินเหยาถามด้วยสีหน้าสงสัย
“แน่นอนว่ามี! ครั้งนี้ไปตงไห่ ข้าได้ยินคนจากกองทัพเรือตงไห่พูดว่า ช่วงไม่กี่ปีมานี้มีโจรสลัดชาวตะวันตกปรากฏตัวบ่อยครั้ง หากใต้เท้าชิ่งไม่เชื่อ รอกลับไปเจอใต้เท้าเว่ยแล้วถามเขาก็จะรู้”
“ท่านอาจารย์พูดถึงชาวตะวันตกนั้น ข้าเคยเห็นในสาส์นกราบทูล” องค์หญิงเก้ากล่าวว่า “ในสาส์นที่กราบทูลบอกว่าพวกเขามีผมสีทองและตาสีฟ้าทั้งหมด จริงหรือ?”
“ใช่แล้ว” จินเฟิงกล่าวว่า “ผู้เชี่ยวชาญผู้นั้นเขาเรียกผืนดินที่เราอาศัยอยู่นี้ว่า ‘ย่าโอวต้าลู่*[1]’ พวกเราอยู่ทางตะวันออกสุดของพื้นที่ ส่วนชาวตะวันตกอยู่ทางตะวันตกสุดของพื้นที่ เขาบอกว่าที่นั่นก็มีสงครามปะทุขึ้นนับร้อยปี ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร”
กระบวนการทางประวัติศาสตร์ของต้าคังแตกต่างจากชีวิตที่แล้วโดยสิ้นเชิง จินเฟิงเองก็ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ฝั่งยุโรปเป็นอย่างไร
“เช่นนั้นนอกจาย่าโอวต้าลู่แล้ว ยังมี…ดินแดนอื่น ๆ อีกหรือไม่?”
ชิ่งซินเหยาถามอีกครั้ง
[1] ย่าโอวต้าลู่ (亚欧大陆) คือ ทวีปยูเรเซีย ทวีปที่ใหญ่ที่สุดในโลก เกิดจากการรวมตัวกันของทวีปเอเชียและทวีปยุโรปเข้าด้วยกัน