Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 508 เจ้าม้าสำแดงเดช

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 508 เจ้าม้าสำแดงเดช
Prev
Novel Info

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 508 เจ้าม้าสำแดงเดช

แสงจันทร์สาดส่องให้เห็นเค้าโครงของขุนเขาและทุ่งหญ้า เป็นความสว่างไสวที่ดูราวกับจะมีอยู่เพียงในยุคสมัยนี้เท่านั้น แม้แต่หมู่เมฆบนท้องฟ้ายังถูกฉาบแสงจนเห็นรูปทรงชัดเจน

บนพงหญ้าเบื้องล่างเกิดแรงสั่นไหวเล็กน้อย

เป็นแมวสามสีตัวหนึ่งกำลังเยื้องกรายเดินไป

เนื่องจากยอดหญ้าสูงท่วมตัวนาง นางจึงต้องก้าวเดินอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้มั่นใจว่าแต่ละก้าวที่ย่างกรายไปจะไม่ทำให้นางตกลงไปในร่องหรือเหยียบเข้ากับสิ่งประหลาดใดๆ ขาหน้าก้าวไปที่ใด ขาหลังก็เหยียบลงซ้ำรอยเดิมโดยไม่ต้องเสียเวลาเล็ง

ทว่าเบื้องหลังกลับมีเสียงนักพรตดังขึ้น

“แม่นางสามสีไม่ต้องไปหรอก อยู่ที่นี่แทนข้าเถิด คอยเฝ้าที่นี่ไว้”

“เมี๊ยว”

“เยวี่ยโจวคนน้อย ปีศาจชุกชุม คืนนี้เป็นคืนแรกที่ถึงเยวี่ยโจว ข้าเดาว่าคืนนี้คงจะมีแขกไม่ได้รับเชิญมาป่วน”

“เจ้าเดาหรือ”

“ใช่ ข้าเดา” ซ่งโหยวเบาเสียงลง คล้ายเกรงจะรบกวนผู้อื่น พลางก้มลงสบตากับแมวในพงหญ้า “แม่นางสามสีหูไวตาไว เคลื่อนไหวปราดเปรียว อีกทั้งยามนี้ยังเก่งกาจนัก หากคืนนี้มีปีศาจเข้ามาทำร้ายคนหรือก่อความวุ่นวายในค่ายพักจริง พื้นที่กว้างขวางเช่นนี้ เกรงว่าจะมีเพียงแม่นางสามสีเท่านั้นที่ตอบโต้ได้ทันท่วงที”

“มีเพียงแม่นางสามสี!”

“ต้องเป็นแม่นางสามสีเท่านั้น!”

“เมี๊ยว!”

เจ้าแมวมิได้ว่าอะไร นางทรุดตัวลงนั่งในทันที นั่งตัวตรงพลางหันซ้ายแลขวา แล้วยกอุ้งเท้าขึ้นมาเลีย ทำท่าทางประหนึ่งข้าจะอยู่เฝ้าที่นี่ไม่ไปไหนทั้งนั้น

“รบกวนแม่นางสามสีด้วย”

นักพรตกล่าวทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะเดินหน้าต่อ

จันทราลอยเด่นกลางเวหา ขนาดใหญ่ดั่งจานหยก ส่องสว่างไปทั่วผืนฟ้า

นกนางแอ่นตัวหนึ่งลู่ปีกเล็กลง พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าดุจศรทะลุเมฆา เงาร่างอันสง่างามปรากฏชัดภายใต้แสงจันทร์กระจ่าง จนกระทั่งแรงส่งหมดลง นกนางแอ่นจึงพลิกกายร่อนลงตามแรงลม ขยับปีกสองสามครั้งเพื่อทรงตัวอย่างง่ายดาย แล้วร่อนลงสู่ความมืดมิดของผืนป่าอันไร้ขอบเขต

บนทุ่งหญ้าเต็มไปด้วยผู้คน เสียงกรนดังระงม

แต่ก็ยังมีบางคนลืมตาตื่นอยู่ มองดูนักพรตเดินผ่านไปด้วยความระแวดระวัง

ซ่งโหยวมิได้หยุดฝีเท้า เขาเดินเข้าสู่ชายป่าอันมืดสลัว

แสงจันทร์ที่ลอดผ่านกิ่งก้านใบไม้ในป่ามีเพียงน้อยนิด ทำให้ภายในป่าดูมืดครึ้ม เงาไม้ทอดทับกันไปมาดูราวกับภูตผีปีศาจที่รอเขมือบผู้คน ให้บรรยากาศคล้ายคลึงกับต้นสนโบราณที่ถนนจินหยางอยู่หลายส่วน

ผ่านไปเนิ่นนาน

ลึกเข้าไปในป่า บนต้นไม้กิ่งคดเคี้ยวต้นหนึ่ง

ลิงตัวหนึ่งนั่งอยู่บนกิ่งไม้ หลังพิงลำต้นอย่างมั่นคง มันหลับตาลงและเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว

พลันมีเสียงแผ่วเบาดังมาจากเบื้องล่าง

สวบ!

เจ้าลิงลืมตาขึ้นทันควัน ก้มลงมองเบื้องล่าง

กลับเห็นนักพรตหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ตั้งแต่เมื่อใดมิอาจทราบได้ ในมือถือไม้เท้าไผ่ กำลังเงยหน้ามองมันอยู่ เมื่อเห็นมันมองมา นักพรตผู้นั้นกลับประสานมือคำนับมันเสียด้วย

“คารวะ…”

เจ้าลิงตกใจแทบสิ้นสติ ตั้งท่าจะกระโดดหนี ทว่าเพราะการคำนับอย่างมีมารยาทของนักพรตผู้นี้ ทำให้มันยังคงหยุดนิ่งอยู่กับที่

บนใบหน้าของมันฉายแววทั้งฉงนสงสัย ค้นหา และใคร่รู้ปนเปกัน

“เจ้า… เจ้าเป็นใคร”

“แซ่ซ่ง นามโหยว เป็นนักพรตจากอี้โจว”

“เจ้าไม่กลัวข้าหรือ”

“ขอเพียงท่านไม่กลัวข้าก็พอแล้ว”

“…”

เจ้าลิงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งกลับที่เดิม ก้มลงมองเขา “ดึกดื่นป่านนี้ เจ้ามาหาข้าด้วยธุระอันใด”

“เพียงอยากถามท่านสักนิด เรื่องที่ท่านกล่าวเมื่อตอนโพล้เพล้ว่าราชวงศ์ต้าเยี่ยนใกล้ล่มสลาย สกุลเฉินกำลังจะรุ่งเรือง ท่านได้ยินมาจากที่ใด และเหตุใดจึงต้องนำมาบอกผู้อพยพเหล่านี้ด้วย” ซ่งโหยวถามอย่างสุภาพ

“เจ้าไม่เชื่อหรือ”

“…” ซ่งโหย่วส่ายหน้าแต่มิได้ตอบ “เพียงอยากทราบที่มาและเหตุผล”

“วันนี้ข้าเห็นคนเหล่านั้นเดินผ่านใต้ต้นไม้ ได้ยินว่าพวกเขาจะมาอยู่ที่นี่ ข้าก็แค่หวังดีอยากเตือน กลัวว่าพวกเขาจะเป็นเหมือนผู้คนเมื่อหลายปีก่อนที่ถูกฆ่าล้างบางจนหมดสิ้น ผลปรากฏว่านอกจากพวกเขาจะไม่ขอบใจในความหวังดีของข้าแล้ว ยังตวาดไล่ข้าอีก” เจ้าลิงนั่งบนกิ่งไม้ น้ำเสียงเล็กแหลมแสดงความไม่พอใจอย่างยิ่ง “น่าโมโหชะมัด”

“ท่านช่างมีจิตใจที่บริสุทธิ์นัก” ซ่งโหยวกล่าว

“แต่ทำดีมักไม่ได้ดี” เจ้าลิงยังคงบ่น “มนุษย์อย่างพวกเจ้าน่ะไม่รู้จักบุญคุณหรอก พอพวกเจ้ามาตั้งรกรากที่นี่ พวกปีศาจก็คงถูกพวกเจ้าไล่ตะเพิดไปหมด”

“ทว่าท่านไปได้ยินเรื่องนี้มาจากที่ใดกันเล่า”

“?”

เจ้าลิงเกิดความระแวดระวังขึ้นมาทันที มันจ้องเขาเขม็งพร้อมกับขยับตัวปีนขึ้นไปบนกิ่งที่สูงขึ้นอีกนิด แล้วจึงก้มลงมองเขา “เจ้าจะอยากรู้เรื่องนี้ไปทำไม”

“ข้าสงสัยน่ะ”

ซ่งโหยวเงยหน้าจ้องมองสีหน้าของมัน

แม้จะเป็นหน้าลิง แต่ก็มีความคล้ายคลึงกับมนุษย์อยู่บ้าง ทว่าหากเทียบกับคนแล้ว ข้อมูลที่สื่อออกมาจากสีหน้าและแววตาของมันนั้นดูซื่อตรงกว่ามาก หาได้มีความนัยแอบแฝง

“ใครๆ เขาก็พูดกันทั้งนั้น!”

ลิงนั่งบนกิ่งไม้เอ่ยขึ้น

“ใครๆ ก็พูดกันอย่างนั้นหรือ”

“ข้าไม่บอกเจ้าหรอก!”

“ดูข่าวนี้คงจะมีที่มาจากผู้ยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม หรือไม่ก็เป็นจอมมารโหดเหี้ยม ท่านจึงมิกล้าเอ่ยถึง”

“”

เจ้าลิงอึ้งไป รีบโบกมือพัลวัน “ไม่รู้ ไม่รู้! อย่ามาถามข้า!”

“ทว่าหากผู้ยิ่งใหญ่ท่านนั้นจงใจกระจายข่าวออกไปจน ‘ใครๆ ก็พูดกัน’ เช่นนี้ ท่านจะทราบได้อย่างไรว่าเขาเกรงกลัวหากคนอื่นจะรู้ว่าเขาเป็นต้นเรื่อง ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาไม่ได้อยากให้ผู้คนรู้ว่าข่าวมาจากเขา” ซ่งโหยวยิ้มเล็กน้อย “ไม่แน่ว่าจุดประสงค์ของเขา อาจคือการทำให้ทุกคนรู้ว่าข่าวนี้มาจากเขาก็ได้นะ”

“เป็นไปไม่ได้!”

“เหตุใดจึงเป็นไปไม่ได้เล่า”

“เช่นนั้นเขาก็คงไม่หลบซ่อนตัวหรอก!”

“ขอบคุณท่านมาก”

ซ่งโหยวยิ้มละไมพลางประสานมือคำลานับ

“อ๊ะ!”

เจ้าลิงร้องอุทานออกมาเพิ่งจะรู้ตัวว่าพลาดท่าเสียแล้ว

“เจ้านี่! ช่างเจ้าเล่ห์นัก!”

“เพียงสนทนาเรื่อยเปื่อยเท่านั้น”

“เจ้าจะตามหาเขาไปทำไม”

“สงสัยน่ะ”

“ต่อให้เจ้ารู้ก็หาเขาไม่เจอหรอก! ในเยวี่ยโจวไม่มีปีศาจตนไหนหรือมนุษย์คนใดหาเขาพบ แม้แต่เทพเซียนบนฟ้าก็หาไม่เจอ!”

เมื่อซ่งโหยวกล่าวจบก็มิได้สนใจเจ้าลิงอีก เขาหมุนตัวเดินจากไปทันที

เจ้าลิงนั่งบนกิ่งไม้ จ้องมองตามเขาไปอย่างงุนงง

ทันใดนั้นมันก็ได้ยินเสียงบางอย่างเหนือหัว

ด้วยความตกใจมันรีบเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเพียงนกนางแอ่นตัวหนึ่งบินขึ้นจากยอดไม้สูงสุด

เจ้าลิงนิ่งอึ้งไปอีกครา

เมื่อครู่มันเพิ่งจะปีนขึ้นมาที่สูง เพราะคิดว่ายิ่งสูงจะยิ่งปลอดภัย ทว่านึกไม่ถึงเลยว่าเจ้านกนางแอ่นตัวนั้นกลับเกาะอยู่เหนือหัวมันมาตลอด

เจ้าลิงอดมิได้ที่จะรู้สึกขนลุกซู่ด้วยความกลัว

ในขณะเดียวกัน ณ ทุ่งหญ้าเบื้องล่าง สถานที่พักแรมของผู้อพยพ พลันมีเสียงทารกร้องไห้จ้าดังระงมขึ้นมา

“แง้…”

เสียงนั้นดังสนั่นหวั่นไหว ทำลายความเงียบสงัดของราตรีลงสิ้น

เสียงร้องไห้ของเด็กเล็กเป็นสิ่งที่มนุษย์ยากจะเพิกเฉยได้ ประกอบกับคืนนี้ผู้คนจำนวนมากนอนหลับไม่สนิท จึงพากันสะดุ้งตื่นขึ้นมา เมื่อคนตื่นมากขึ้น เสียงเริ่มเซ็งแซ่ ความเคลื่อนไหวเริ่มสับสนวุ่นวาย ก็ยิ่งปลุกคนอื่นให้ตื่นขึ้นตามไปด้วย

“ลูกบ้านไหนร้องน่ะ”

“ร้องไห้จ้าน่าเวทนาเชียว”

“ดูเหมือนจะดังมาจากทางโน้นนะ”

ทุกคนมองไปยังทิศทางเดียวกันตามเสียงนั้น

เพียงแค่เพ่งมองไป ความระแวดระวังก็ผุดขึ้นในใจทันที

“ทางนั้นหรือ นั่นมันชายป่านี่นา ใครจะไปนอนพักตรงนั้น”

“ตรงนั้นไม่ได้จุดไฟด้วย! มืดตื๋อเลย!”

“หรือจะเป็นปีศาจ ได้ยินว่าพวกปีศาจชอบเลียนเสียงเด็กร้องหลอกล่อคนไปกิน!”

“หรือไม่ก็ไอ้คนใจดำที่ไหน พาลูกหลานมาด้วยแล้วเห็นว่าเป็นภาระ เลยเอามาทิ้งไว้ตรงนี้!”

“ไปถามพวกท่านมือปราบดูเถอะ…”

เหล่าภูตผีปีศาจที่หลอกล่อคนกินตามริมทางหรือริมน้ำ มักใช้กลอุบายเลียนเสียงทารกร้องไห้เป็นหลัก รองลงมาคือแปลงกายเป็นหญิงสาวแรกรุ่นหรือสตรีรูปงาม ตำนานเช่นนี้มีให้ได้ยินอยู่ทุกแคว้นทุกหัวเมือง

ทว่าพวกปีศาจก็ยังไม่เลิกใช้มุกเดิม

ไม่ใช่เพราะเหตุอื่นใด แต่เพราะมันได้ผลเสมอ

หากแปลงเป็นสาวงาม ก็ย่อมมีบุรุษที่กามราคะบังตา ต่อให้รู้ทั้งรู้ว่าอาจเป็นผีสางเทวดาแต่ก็หน้ามืดตามัวยอมตกหลุมพราง คิดว่าจะยอมตายภายใต้ชายกระโปรงบุปผา ทว่าสุดท้ายกลับถูกกลืนลงท้องในคำเดียว แต่หากเลียนเสียงทารกร้องไห้ ก็มักจะมีผู้ที่มีจิตเมตตาใจอ่อน โดยเฉพาะคนแก่ ต่อให้รู้ว่าอาจเป็นฝีมือปีศาจ แต่ก็ยังห่วงว่าหากเป็นทารกจริงๆ ขึ้นมาเล่า ด้วยเหตุนี้จึงยอมเสี่ยงตายเข้าไปดู

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม โดยสัญชาตญาณย่อมรักที่จะปกป้องดูแลลูกอ่อน

คืนนี้ก็เช่นกัน

เพียงแต่คืนนี้คนมาก ทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ทางการร่วมทางมาด้วย ทุกคนต่างรู้ดีก่อนมาว่าเยวี่ยโจวคนน้อยปีศาจชุม ทั้งยังถูกกำชับวิธีรับมือมาอย่างดี เมื่อมีความระแวดระวังและเตรียมตัวพร้อม จึงมีการรวบรวมกลุ่มเจ้าหน้าที่มือปราบพกดาบยาวกับชายฉกรรจ์ โดยมีขุนนางนำทัพและผู้อาวุโสเจนโลกติดตามไปดู ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าหาต้นเสียงอย่างช้าๆ

ภายใต้แสงจันทร์ ทุกอย่างดูพร่าเลือนไปหมด

ทว่าเสียงนั้นกลับยิ่งใกล้ ยิ่งชัดเจนขึ้นทุกที

เมื่อเข้าใกล้ต้นเสียง ทุกคนก็มาหยุดอยู่หน้าพุ่มไม้หนาทึบพุ่มหนึ่ง

กอหญ้าและพุ่มไม้นั้นหนาแน่นจนแสงจันทร์ส่องเข้าไปไม่ถึง ดูมืดมิดสนิทตา หากมีใครจะทิ้งทารกจริงๆ ที่นี่ก็นับว่าเป็นทำเลที่เหมาะแก่การทิ้งลูกยิ่งนัก

ทุกคนก้มตัวลง ค้นหาด้วยความระแวดระวัง

ทันใดนั้น ผู้อาวุโสคนหนึ่งก็ขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาเบิกกว้าง

“ไม่ถูกท่า!”

ยิ่งเข้าใกล้ เสียงนี้ก็ยิ่งแผดจ้า แม้จะเหมือนทารกร้องไห้ไม่มีผิดเพี้ยน ทว่ามันกลับบาดแก้วหูเหลือเกิน บาดจนเขารู้สึกปวดลึกเข้าไปในโสตประสาท เสียงทารกปกติไม่มีทางให้ความรู้สึกเช่นนี้

“ระวัง!”

สิ้นคำของชายชรา สถานการณ์ก็คล้ายจะถูกเปิดโปงแล้ว

เสียงเบื้องหน้าพลันหยุดชะงักลงทันที

ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมพุ่มไม้ที่มืดมิดนั้น

ทุกคนรีบถอยกรูดด้วยความหวาดระแวง

ทว่าทันใดนั้น พุ่มไม้กลับเริ่มสั่นไหว ส่งเสียงสวบสาบดังขึ้นเรื่อยๆ และรุนแรงขึ้น

พลันเกิดเสียงดัง โครม!

ปีศาจตนหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากพุ่มไม้

ปีศาจตนนี้รูปร่างคล้ายหมูป่า มีเขี้ยวโค้งงอ ฟันเลื่อยแหลมคม ขนทั่วร่างแข็งชันดั่งเข็มเหล็ก หางยาวเบื้องหลังบิดม้วนไปมาอย่างคล่องแคล่วว่องไว เมื่อเพ่งมองดูให้ดี ที่ปลายหางนั้นกลับมีปากอยู่อีกหนึ่งปาก เป็นสัตว์ประหลาดที่มีตัวเป็นหมูหางเป็นงู ช่างน่าสยดสยองยิ่งนัก

“แง้…”

พอปีศาจอ้าปาก เสียงที่เล็ดลอดออกมากลับเป็นเสียงทารกร้องไห้ ดวงตาของมันฉายแววละโมบ จ้องเขม็งมายังมนุษย์เบื้องหน้า

“อย่าไปกลัวมัน! ในตำราเขียนไว้ว่าอย่ากลัวปีศาจ ตราบใดที่เราไม่กลัว เราก็ตีมันตายได้ แต่ถ้าหนี เราจะถูกมันไล่ล่าทีละคน! ทุกคนบุกพร้อมกัน!”

“แง้…”

ปีศาจตนนั้นพุ่งเข้าใส่ทันที

เหล่ามือปราบต่างชักดาบออกมา บ้างขวัญหนีดีฝ่อแต่กัดฟันสู้ บ้างฮึดสู้ด้วยความกล้า ชายฉกรรจ์ที่เหลือก็ถือกระบองคอยคุมเชิงอยู่รอบๆ ดาบนับสิบเล่มต่างฟันลงบนตัวปีศาจหมูป่า

หนังหมูแม้จะหนาปานเกราะเหล็ก แต่ก็มิอาจทานทนต่อโลหะและคมดาบ ฟันลงไปเพียงทีเดียวก็ปรากฏรอยแผลเหวอะหวะ เลือดสีสดไหลซึมออกมา จนปีศาจตนนั้นแหงนหน้าแผดร้องด้วยความเจ็บปวด

ทว่าอย่างไรเสียขนาดตัวของปีศาจก็มหึมานัก และคนที่รุดมาในครั้งนี้ก็มีจำนวนน้อยเกินไป อย่าว่าแต่รับมือปีศาจเลย ลำพังแค่รับมือหมูป่าธรรมดาก็ยังลากเลือด เมื่อปีศาจพุ่งชนเข้าใส่ด้วยแรงมหาศาล ก็ส่งร่างคนสองคนกระเด็นออกไป นอนโอดครวญด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้นทันที

ปีศาจเมื่อได้รับบาดเจ็บจนเจ็บปวด คล้ายจะยิ่งบ้าคลั่งและอำมหิตขึ้น

มันหยุดนิ่ง ก้มหัวประเมินดูกำลังของผู้คน ถอยหลังไปสองก้าว เล็งเขี้ยวไปยังคนที่ยังยืนอยู่เบื้องหน้า แล้วพุ่งเข้าใส่อีกครา

ในวินาทีนั้นเอง กลับมีเสียงดัง กุบกับ ปานสายฟ้าฟาดแว่วมา

เสียงฝีเท้าม้ากระทบพื้นดินดั่งเสียงรัวกลอง เร่งรุดเข้ามาอย่างรวดเร็ว

ในยามที่ปีศาจตนนั้นพุ่งเข้ามาถึงตรงหน้า เหล่ามือปราบกำลังตื่นตระหนกสุดขีด กลับเห็นม้าขนแดงตัวหนึ่งควบตะบึงโต้ลมเหยียบพงหญ้ามาภายใต้แสงจันทร์ รวดเร็วดุจเงาสีดำสายหนึ่ง พุ่งเข้าชนลำตัวของปีศาจอย่างจัง

ตึง!

เสียงปะทะดังสนั่น ปีศาจหมูหางงูกระเด็นออกไปทันที

ในขณะเดียวกัน พงหญ้าจากที่ไกลๆ ก็สั่นไหวต่อเนื่องกันมา แม้แต่แมวสามสีตัวหนึ่งก็ควบตะบึงดั่งพายุ ท่วงท่าองอาจผ่าเผยประหนึ่งเสือดาวกลางทุ่งหญ้า แหวกพงหญ้าระดมฝีเท้าจากที่ไกลรุดมาถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว

……………

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Novel Info

Comments for chapter "บทที่ 508 เจ้าม้าสำแดงเดช"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย