Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 507 ผู้คนอพยพขึ้นแดนเหนือ

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 507 ผู้คนอพยพขึ้นแดนเหนือ
Prev
Novel Info

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 507 ผู้คนอพยพขึ้นแดนเหนือ

ฤดูใบไม้ร่วงรัชศกหมิงเต๋อปีที่สิบเอ็ด ต้าเยี่ยนเริ่มอพยพราษฎรจากหลายแคว้นทางใต้ขึ้นสู่ทิศเหนือ เพื่อเติมเต็มจำนวนประชากรในดินแดนตอนเหนือที่บัดนี้ว่างเปล่าเพราะไฟสงครามที่ยืดเยื้อมานานหลายปี

ราชสำนักต้าเยี่ยนในยามนี้ แม้ส่วนลึกจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ว และเหล่าปีศาจเริ่มชุกชุม ทว่าก็ยังบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพนัก

ครั้นศาลากลางในแคว้นใหญ่ๆ อย่าง ลั่วโจว ลู่โจว จิ้งโจวและสวี่โจว ได้รับราชโองการต่างก็เร่งดำเนินการในทันที รวบรวมเอากลุ่มคนที่กำลังขัดสนหรือไร้ที่ทำกินอพยพขึ้นไป เพียงสัญญาว่าจะมีข้าวปลาอาหารให้กินอิ่มท้องสองมื้อระหว่างเดินทาง ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขามุ่งหน้าสู่ทิศเหนือด้วยความเต็มใจแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องจัดหาที่ทำกินเมื่อไปถึงเลย

คำกล่าวพันหมื่นคำ สรุปได้เพียงประโยคเดียว

เพียงเพื่อหาทางเอาตัวรอดเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน ทางการก็ได้เตรียมความพร้อมในพื้นที่ปลายทางไว้เป็นอย่างดี

เมื่อขบวนผู้อพยพจำนวนมหาศาลเดินทางมาถึงพื้นที่เป้าหมายซึ่งเน้นไปที่แคว้นเยวี่ยโจว พวกเขาจะเข้าพักอาศัยชั่วคราวตามหน่วยควบคุมแบบชุมชนหรือค่าย ภายใต้การดูแลของขุนนางท้องถิ่น หรือเข้าจับจองเมืองและหมู่บ้านที่เคยถูกทิ้งร้าง

เพื่อช่วยให้ราษฎรฟื้นฟูฐานการผลิตได้โดยเร็ว อาณาจักรต้าเยี่ยนอันมั่งคั่งมิได้ตระหนี่ถี่เหนียวแม้แต่น้อย นอกจากคำมั่นว่าจะแจกจ่ายเครื่องมือทางการเกษตร เมล็ดพันธุ์ และวัวควายให้ฟรี ทั้งยังลดหย่อนภาษีและจัดสรรที่ดินตามจำนวนสมาชิกในครอบครัวแล้ว ในพื้นที่ทุรกันดารบางแห่งยังออกนโยบาย ‘บุกเบิกได้ตามใจสมัคร มิจำกัดจำนวนไร่’ กล่าวคือทางการจะสนับสนุนเสบียง เงินทุน เมล็ดพันธุ์และเครื่องมือ โดยงดเว้นภาษีเป็นเวลาห้าปี ในระหว่างนี้ที่ดินผืนใดที่ผู้อพยพบุกเบิกขึ้นมาได้จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ถาวรของผู้บุกเบิกที่ดิน ทั้งยังมีการจัดตั้งกรมเกษตร เพื่อดูแลรับผิดชอบการจัดการที่ดินทำกินของผู้อพยพโดยเฉพาะ

เมื่อซ่งโหยวเดินทางมาถึงแคว้นกวงโจว เขาก็ได้บรรจบกับขบวนผู้อพยพขึ้นเหนือพอดี

คนเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากแคว้นลู่โจวและลั่วโจวที่อยู่ใกล้เคียง ภายใต้การนำของขุนนางและเจ้าหน้าที่ทางการ พวกเขาต่อแถวยาวเหยียดประหนึ่งมังกรยักษ์หลายตัวพาดผ่านเทือกเขา มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ

ชุดนักพรตของซ่งโหยวนั้นให้ความรู้สึกเป็นมิตรนัก หลังจากเขาเอ่ยว่าตนสามารถขับไล่สิ่งชั่วร้ายปราบผีได้ เหล่าขุนนางและเจ้าหน้าที่ที่ร่วมทางมาด้วยก็ยินดีรับเขาเข้าขบวน และมักจะเข้ามาสนทนากับเขาตลอดรายทาง

ยามนี้ นักพรตหนุ่มจูงม้าเดินขึ้นไปบนเนินเขาเตี้ยๆ อาศัยความสูงมองย้อนไปเบื้องหน้าและเบื้องหลัง

แสงตะวันรอนสาดส่องเหล่านักเดินทาง เสียงม้าร้องระงมท่ามกลางลมพัดหวีดหวิว

ขบวนผู้อพยพมองไม่เห็นทั้งหัวและท้าย หลายคนสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นจนแทบไม่อาจปกปิดร่างกาย เดินกะโผลกกะเผลกโดยอาศัยกิ่งไม้พยุงกายตามขบวนใหญ่ไป คนที่ฐานะดีขึ้นมาหน่อยก็หาบข้าวของพะรุงพะรัง หรือแบกตะกร้าสาน ส่วนคนที่มีฐานะดีที่สุดก็ลากรถเข็นไม้ มีทั้งผู้ที่หอบลูกจูงหลานพากันมาเป็นครอบครัว หลอมรวมกันกลายเป็นมังกรยักษ์สายนี้

ทุกคนเพียงต้องการแลกแรงกายกับอาหารสักมื้อ

มังกรยักษ์สายนี้เคลื่อนที่ไปอย่างเชื่องช้ายิ่งนัก จนมีเสียงเจ้าหน้าที่ทางการตะโกนเร่งเร้าอยู่บ่อยครั้ง

ขบวนยาวเหยียดที่คล้ายคลึงกันนี้ซ่งโหยวเคยเห็นมาแล้วครั้งหนึ่งที่นอกด่านทิศเหนือ นั่นคือกองทัพแดนเหนือยามเคลื่อนพล ทว่าทั้งสองอย่างนี้ดูคล้ายกันก็เพราะแค่มองผ่านๆ หากพิจารณาให้ดีแล้ว ความรู้สึกกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

นักพรตหยุดยืนอยู่ที่นั่น เฝ้ามองอยู่เนิ่นนาน

จำนวนผู้อพยพในครานี้มหาศาลยิ่งนัก นับเป็นครั้งที่สุดในประวัติศาสตร์

ภาพที่เห็นจึงดูยิ่งใหญ่อลังการอย่างถึงที่สุด

แม้จะจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ มันย่อมเป็นบทเรียนสำคัญที่ส่งผลกระทบมหาศาล

การอพยพขึ้นเหนือครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมเดิมของดินแดนเหนือทั้งหมด หาใช่เพียงแค่แคว้นเยวี่ยโจวที่เป็นแดนร้าง ไร้ซึ่งเสียงไก่ขัน ทว่าแม้แต่แคว้นเหยียนโจวซึ่งยังมีราษฎรหลงเหลืออยู่ วัฒนธรรมท้องถิ่นและโครงสร้างประชากรย่อมได้รับผลกระทบรุนแรงจากการหลั่งไหลมาของผู้อพยพเหล่านี้ ทั้งสองฝ่ายจะปะทะและหลอมรวมกัน จนสุดท้ายจะตกผลึกกลายเป็นภาพลักษณ์ที่ผู้คนในอีกพันปีข้างหน้าจะได้เห็น

หากในอนาคตมีผู้ใดสืบค้นประวัติศาสตร์ ก็จะทราบว่าความเปลี่ยนแปลงทั้งมวลนั้นเริ่มต้นมาจากยามนี้เอง

ชาวเหนือในอนาคต โดยเฉพาะชาวเยวี่ยโจว ส่วนใหญ่ย่อมน่าจะเป็นลูกหลานของเหล่าผู้อพยพที่ซ่งโหยวเห็นอยู่ในยามนี้

ไม่อาจทราบได้เลยว่าคนรุ่นหลังจะพรรณนาถึงประวัติศาสตร์ช่วงนี้อย่างไร และจะกล่าวถึงกระบวนการนี้ว่าอย่างไร สุดท้ายแล้วซ่งโหยวได้แต่เพียงยืนรับลมบนเนินเขาอยู่ครู่หนึ่ง เฝ้ามองอยู่พักใหญ่ แล้วจึงจูงม้าเดินลงไป ร่วมเดินทางไปพร้อมกับ ‘บรรพชน’ ของคนรุ่นหลัง มุ่งหน้าสู่ถิ่นฐานใหม่ในอนาคต

เจ้าแมวน้อยข้างกายจมหายไปกับพงหญ้ายามวสันต์พักใหญ่แล้ว เห็นเพียงยอดหญ้าที่สั่นไหว ทว่ากลับมองไม่เห็นร่างของนาง

ช่วงเวลาที่ผ่านมา นักพรตหนุ่มเริ่มคุ้นเคยกับผู้อพยพหลายคน พอเขาเดินลงไป ก็มีชายชราที่ถือไม้เท้าก้าวเดินเชื่องช้า หันมาถามเขาว่า

“คุณชาย ได้ยินว่าท่านเคยไปเยวี่ยโจวหรือ”

เมื่อได้ยินดังนั้นซ่งโหยวก็มิกล้าละเลย รีบตอบกลับทันที “เคยไปมาครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน”

“ที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง พอจะมีที่ทางทำกินหรือไม่”

“เยวี่ยโจวเป็นดินแดนที่มีชัยภูมิยอดเยี่ยม พลังวิญญาณเปี่ยมล้น ดินดำน้ำชุ่ม เพียงแต่ไฟสงครามลุกโชนต่อเนื่อง ทำให้ผู้คนล้มหายตายไปจนหมด ตอนที่ข้าจาริกผ่านเยวี่ยโจว ครานั้นเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ข้าพกเสบียงไปไม่มาก เพียงแค่ล่าไก่ป่ากระต่ายป่าตามริมทางก็พอมีเนื้อกินแล้ว เก็บผลไม้ป่าผักป่าประทังท้องได้สบาย” ซ่งโหยวตอบตามจริง “ทั้งยังมีบ้านเรือนที่สร้างเสร็จอยู่แล้วมากมาย เพียงแค่แผ้วถางหญ้ารกและฝังกลบซากกระดูก ก็เข้าพักอาศัยได้เลย”

“ฟังดูเหมือนเป็นที่ที่ดีจริงๆ”

ชายชราตอบรับพลางพยักหน้าลง

ทว่าคนข้างกายเขากลับขมวดคิ้ว แล้วเอ่ยขึ้นด้วยความกังวลใจ “แต่ข้าเคยได้ยินมาว่า ที่ดินดีๆ หากไม่มีคนครอบครอง ก็มักจะเป็นที่ซ่องสุมของปีศาจร้าย ซ้ำยังมีคนบอกระหว่างทางอีกว่า ปีศาจทางเหนือดุร้ายกว่าทางใต้มากนัก”

“พวกเราเดินกันมาตั้งไกลก็ไม่เห็นเจอปีศาจสักตนเลยนี่นา” ชายวัยกลางคนที่แบกเด็กน้อยไว้บนหลังเอ่ยขึ้น

“นั่นเป็นเพราะพวกเรามากันเยอะ อีกอย่างก่อนหน้านี้เราผ่านแคว้นกวงโจว ได้ยินว่าที่นั่นมีเขาอู้ซาน บนเขามีผู้ฝึกวิชากระบี่อยู่ไม่น้อย นักกระบี่เหล่านั้นต่อให้จะไม่ใช่เทพเซียนเสียทุกคน แต่ก็ล้วนมีใจกล้าหาญที่จะฟันฝ่าปีศาจล่าอสูร ขบวนเราถึงได้เดินทางมาได้อย่างสงบสุข” ชายผู้นั้นกล่าว “ทว่ายามนี้พวกเราเข้าเขตเยวี่ยโจวแล้วนะ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างก็แสดงสีหน้ากังวล แล้วพากันหันไปมองทางนักพรตหนุ่ม

นักพรตหนุ่มยันไม้เท้าเดินไปข้างหน้าอย่างเนิบช้า ม้าขนแดงก้าวตามมาอย่างเอื่อยเฉื่อย สัมภาระบนหลังของมันดูจะเยอะกว่าแต่ก่อนเล็กน้อย แม่นางสามสีซอยเท้าถี่ๆ วิ่งเล่นไปทั่วไม่อยู่นิ่ง ส่วนเขาก็เพียงบอกกล่าวแก่ทุกคนด้วยความอดทนว่าจอมมารแคว้นเยวี่ยโจวถูกกำจัดไปหมดแล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องปีศาจชั้นต่ำพวกนี้เลย ว่าแล้วก็เกลี้ยกล่อมให้ทุกคนสบายใจ

ทว่าความกังวลบนหัวคิ้วของฝูงชนกลับยังคงประจักษ์ชัดเจน

ทันใดนั้นเอง ด้านหน้าพลันเกิดความวุ่นวายขึ้น

ความโกลาหลนั้นลามจากข้างหน้ามาตามรายทาง ราวกับระลอกคลื่นที่ซัดสาด เมื่อมาถึงด้านหลัง ผู้คนก็ไม่ทราบแล้วว่าข้างหน้ามีเหตุวุ่นวายอันใด เห็นเพียงคนข้างหน้าตื่นตระหนก ตนก็พลอยตื่นตระหนกตามไปด้วย

“เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้น”

“มีปีศาจ!”

“หา มีปีศาจหรือ!”

เสียงสารพันดังส่งทอดต่อกันมาตามขบวนผู้อพยพ ทั้งที่คนข้างหลังยังมองมิเห็นสิ่งใดด้วยซ้ำ กลับกลายเป็นตื่นตระหนกยิ่งกว่าคนข้างหน้าเสียอีก หลายคนมุดหนีเข้าป่าละเมาะ บ้างก็โอบอุ้มลูกหลานไว้ตามสัญชาตญาณ

คนข้างหน้าถอยร่น คนข้างหลังก็พลอยถอยกรูดตามกันไป

มีเพียงนักพรตหนุ่มที่มองไปข้างหน้าด้วยความสงสัย ฝีเท้าที่ยันไม้เท้ายังคงก้าวเดินต่อมิมุ่งหน้าไปหาต้นเรื่อง

เมื่อเดินมาถึงด้านหน้าสุด เขาจึงเอ่ยถามว่า

“ข้างหน้าเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ”

“มีปีศาจขอรับ!”

“ปีศาจชนิดใด มันทำร้ายคนหรือไม่”

ผู้คนแถวนั้น บ้างก็รู้จักเขา บ้างก็มิรู้จักแต่เห็นว่าเขาเป็นนักพรต จึงพากันเล่าให้ฟัง

“ลิงตัวหนึ่งขอรับ นั่งอยู่บนต้นไม้ จ้องมองพวกเราเดินผ่านทีละคน เดิมทีพวกเรานึกว่าเป็นลิงป่าธรรมดา ที่ไหนได้ มันมองอยู่สักพักก็อ้าปากพูดภาษามนุษย์ออกมาเสียอย่างนั้น!”

“แล้วลิงตัวนั้นเล่า”

“มีเจ้าหน้าที่ทางการคนหนึ่งใจกล้ามาก ตวาดไล่มันไป ตอนนี้มันหนีเข้าป่าไปแล้วขอรับ แต่เมื่อครู่นี้ยังแอบซ่อนอยู่ในป่าจ้องมองพวกเราอยู่เลย”

“มันพูดว่าอย่างไรบ้าง ได้ทำร้ายใครหรือไม่”

“ไม่ได้ทำร้ายผู้ใดหรอกขอรับ…”

“แล้วมันพูดว่าอย่างไรเล่า”

“มันบอกว่า…”

ชายผู้นั้นพลันตาโต เหลียวซ้ายแลขวา ท่าทางดูหวาดกลัวและลังเลอยู่ชั่วครู่

หลังจากอึกอักอยู่พักหนึ่ง เขาจึงกัดฟันเล่าตามจริงว่า “ปีศาจตนนั้นบอกว่า ‘ราชวงศ์ต้าเยี่ยนใกล้จะล่มสลายแล้ว สกุลเฉินกำลังจะรุ่งเรือง พวกเจ้าหนีมาที่นี่ ช่างประจวบเหมาะกับที่เป็นเส้นทางจากเหนือลงใต้พอดี วันหน้าหากเกิดสงครามขึ้นมา มิใช่ว่าจะต้องรับกรรมอีกรอบหรืออย่างไร’”

ชายผู้นี้ถึงขั้นเลียนแบบน้ำเสียงของเจ้าลิงตัวนั้นด้วย

ฟังดูคล้ายเป็นความสงสัยอันแฝงไปด้วยความจริงใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ฟังดูเหมือนความปรารถนาดี

“…”

ซ่งโหยวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง อดมิได้ที่จะหันไปมองในป่าละเมาะข้างทาง

ภายในป่านั้นเงียบเชียบ มิทราบว่ามันซ่อนตัวอยู่ที่ใด

เมื่อละสายตากลับมา เขาพบว่าผู้คนตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย แม้แต่เหล่าขุนนางและเจ้าหน้าที่บางคนก็ยังมีสีหน้าลนลาน นักพรตหนุ่มในชุดนักพรตที่มีท่าทีสงบนิ่งจึงกลายเป็นที่พึ่งทางใจเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขา สายตานับไม่ถ้วนต่างมุ่งตรงมาที่เขา

“ทำอย่างไรดีคุณชาย”

“ปีศาจตนนั้นจะทำร้ายคนหรือไม่”

“ที่มันพูดมาเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องหลอกกันแน่”

“สกุลเฉินคือสกุลเฉินไหน…”

“พวกเราจะย้ายไปอยู่แดนเหนือได้อย่างสงบสุขจริงหรือ”

“…”

เสียงเซ็งแซ่ดังลอดเข้าสู่โสตประสาทของซ่งโหยว เขาสัมผัสได้ถึงความหวาดหวั่นและกังวลของฝูงชนอย่างชัดเจน

นักพรตหนุ่มขมวดคิ้วเป็นปม คอยครุ่นคิดไปพลาง

แม้จะถึงเยวี่ยโจวแล้ว แต่แค่ลิงป่าตนหนึ่งริมทาง ไปเอาข่าวคราวเช่นนี้มาจากไหนกัน

และจุดประสงค์ที่มันพูดเช่นนี้คืออะไร

เมื่อได้สติ เขาจึงเอ่ยปลอบขวัญทุกคน

“คำพูดของปีศาจเชื่อถือมิได้ อีกทั้งเป็นเพียงลิงป่าในพงไพรตนหนึ่งเท่านั้น ยามพักผ่อนตอนกลางคืนขอให้ทุกท่านระวังตัวให้ดี ช่วยกันเก็บกิ่งไม้แห้งมาก่อไฟ ผลัดเปลี่ยนกันเฝ้ายาม มันย่อมก่อความวุ่นวายอันใดมิได้ ในเมื่อทุกท่านเดินทางมาถึงเยวี่ยโจวแล้ว ก็อย่าได้กังวลจนเกินไปนัก จงคิดเพียงว่าจะตั้งรกรากในเยวี่ยโจวอย่างไรดีจะดีกว่า” ซ่งโหย่วหยุดเล็กน้อย “มิใช่ว่าทุกคนต่างก็ไม่มีที่ทางทำกินในถิ่นฐานเดิมหรอกหรือ จึงได้ดั้นด้นเดินทางไกลมาถึงเยวี่ยโจวเช่นนี้ ปีศาจจะอำมหิตเพียงใด ก็คงมืดมนสู้การอดตายทั้งเป็นไม่ได้หรอกกระมัง”

ฝูงชนได้ฟังดังนั้น ต่างก็รู้สึกว่ามีเหตุผล

“คุณชายกล่าวได้ถูกต้อง…”

“อย่างไรเสียก็หนีไม่พ้นความตาย…”

“ในเมื่ออยู่ที่เดิมก็ไม่มีทางรอดอยู่แล้ว!”

“ปีศาจตนนี้กลัวแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ ดูท่าคงมิได้มีฤทธิ์เดชอันใดนัก คืนนี้หากมันกล้ามา พวกเราจะรุมตีมันให้ตาย แล้วแบ่งสมองลิงกินกัน! สมองลิงที่บำเพ็ญเพียรจนเป็นปีศาจ กินแล้วไม่แน่อาจจะได้เป็นเซียนก็ได้!”

“…”

“ทุกท่านโปรดเดินทางต่อเถิด ท้องฟ้ายังสว่าง ที่นี่ไม่เหมาะแก่การพักแรม ยังพอเดินต่อไปได้อีกช่วงหนึ่ง”

ซ่งโหยวกล่าวพลางเงยหน้ามองท้องฟ้า

มวลปักษาบินลับหายไปในนภากาศ เมฆาเดียวดายลอยเลื่อนเคลื่อนคล้อยไป

มีเพียงนกนางแอ่นที่ปราดเปรียวตัวหนึ่งบินถลาลู่ลมไปไกล

ขบวนผู้อพยพอันยาวเหยียดค่อยๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอีกครั้ง แม้ผู้คนจะยังใจคอไม่ดีนัก ทว่าก็ค่อยๆ สงบลงและเดินจากไปไกลเรื่อยๆ

เมื่อฟ้ามืดสลัว ผู้คนต่างก็พากันพักแรมตามมีตามเกิด

ผู้อพยพที่มีฐานะหน่อยก็หาบหรือแบกผ้าห่มเก่าๆ มาด้วย พอจะให้ความอบอุ่นในยามค่ำคืนได้ ส่วนผู้ที่ขัดสนก็มาตัวเปล่าพึ่งพาข้าวปลาจากทางการ ยามนี้จึงต้องนอนเบียดเสียดกัน คืนฤดูใบไม้ผลิแม้จะเย็นทว่าก็ไม่ถึงกับหนาวเหน็บ การอิงแอบอาศัยความร้อนจากกายกันและกันก็พอจะช่วยให้ผ่านพ้นไปได้สักคืน ยิ่งวันนี้มีข่าวลือเรื่องปีศาจ การนอนเบียดกันเช่นนี้ยิ่งช่วยให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นบ้าง

กองไฟนับสิบกองในหุบเขา ส่องสว่างประหนึ่งดวงดาวที่พรายแสง

ยามลมภูเขาพัดผ่าน ราวกับฝูงดาวตกกระจายอยู่เต็มพื้นดิน

พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…

ท่ามกลางความมืดมิด นกนางแอ่นตัวหนึ่งร่อนลงมาเกาะที่หัวไหล่ของนักพรตหนุ่ม ก่อนจะเอ่ยปากกระซิบกระซาบข้างหู

นักพรตหนุ่มจึงยันไม้เท้าไผ่ เดินปลีกตัวออกจากที่พักแรมไป

……………

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Novel Info

Comments for chapter "บทที่ 507 ผู้คนอพยพขึ้นแดนเหนือ"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย