ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 507 ผู้คนอพยพขึ้นแดนเหนือ
บทที่ 507 ผู้คนอพยพขึ้นแดนเหนือ
ฤดูใบไม้ร่วงรัชศกหมิงเต๋อปีที่สิบเอ็ด ต้าเยี่ยนเริ่มอพยพราษฎรจากหลายแคว้นทางใต้ขึ้นสู่ทิศเหนือ เพื่อเติมเต็มจำนวนประชากรในดินแดนตอนเหนือที่บัดนี้ว่างเปล่าเพราะไฟสงครามที่ยืดเยื้อมานานหลายปี
ราชสำนักต้าเยี่ยนในยามนี้ แม้ส่วนลึกจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ว และเหล่าปีศาจเริ่มชุกชุม ทว่าก็ยังบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพนัก
ครั้นศาลากลางในแคว้นใหญ่ๆ อย่าง ลั่วโจว ลู่โจว จิ้งโจวและสวี่โจว ได้รับราชโองการต่างก็เร่งดำเนินการในทันที รวบรวมเอากลุ่มคนที่กำลังขัดสนหรือไร้ที่ทำกินอพยพขึ้นไป เพียงสัญญาว่าจะมีข้าวปลาอาหารให้กินอิ่มท้องสองมื้อระหว่างเดินทาง ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขามุ่งหน้าสู่ทิศเหนือด้วยความเต็มใจแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องจัดหาที่ทำกินเมื่อไปถึงเลย
คำกล่าวพันหมื่นคำ สรุปได้เพียงประโยคเดียว
เพียงเพื่อหาทางเอาตัวรอดเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน ทางการก็ได้เตรียมความพร้อมในพื้นที่ปลายทางไว้เป็นอย่างดี
เมื่อขบวนผู้อพยพจำนวนมหาศาลเดินทางมาถึงพื้นที่เป้าหมายซึ่งเน้นไปที่แคว้นเยวี่ยโจว พวกเขาจะเข้าพักอาศัยชั่วคราวตามหน่วยควบคุมแบบชุมชนหรือค่าย ภายใต้การดูแลของขุนนางท้องถิ่น หรือเข้าจับจองเมืองและหมู่บ้านที่เคยถูกทิ้งร้าง
เพื่อช่วยให้ราษฎรฟื้นฟูฐานการผลิตได้โดยเร็ว อาณาจักรต้าเยี่ยนอันมั่งคั่งมิได้ตระหนี่ถี่เหนียวแม้แต่น้อย นอกจากคำมั่นว่าจะแจกจ่ายเครื่องมือทางการเกษตร เมล็ดพันธุ์ และวัวควายให้ฟรี ทั้งยังลดหย่อนภาษีและจัดสรรที่ดินตามจำนวนสมาชิกในครอบครัวแล้ว ในพื้นที่ทุรกันดารบางแห่งยังออกนโยบาย ‘บุกเบิกได้ตามใจสมัคร มิจำกัดจำนวนไร่’ กล่าวคือทางการจะสนับสนุนเสบียง เงินทุน เมล็ดพันธุ์และเครื่องมือ โดยงดเว้นภาษีเป็นเวลาห้าปี ในระหว่างนี้ที่ดินผืนใดที่ผู้อพยพบุกเบิกขึ้นมาได้จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ถาวรของผู้บุกเบิกที่ดิน ทั้งยังมีการจัดตั้งกรมเกษตร เพื่อดูแลรับผิดชอบการจัดการที่ดินทำกินของผู้อพยพโดยเฉพาะ
เมื่อซ่งโหยวเดินทางมาถึงแคว้นกวงโจว เขาก็ได้บรรจบกับขบวนผู้อพยพขึ้นเหนือพอดี
คนเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากแคว้นลู่โจวและลั่วโจวที่อยู่ใกล้เคียง ภายใต้การนำของขุนนางและเจ้าหน้าที่ทางการ พวกเขาต่อแถวยาวเหยียดประหนึ่งมังกรยักษ์หลายตัวพาดผ่านเทือกเขา มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ
ชุดนักพรตของซ่งโหยวนั้นให้ความรู้สึกเป็นมิตรนัก หลังจากเขาเอ่ยว่าตนสามารถขับไล่สิ่งชั่วร้ายปราบผีได้ เหล่าขุนนางและเจ้าหน้าที่ที่ร่วมทางมาด้วยก็ยินดีรับเขาเข้าขบวน และมักจะเข้ามาสนทนากับเขาตลอดรายทาง
ยามนี้ นักพรตหนุ่มจูงม้าเดินขึ้นไปบนเนินเขาเตี้ยๆ อาศัยความสูงมองย้อนไปเบื้องหน้าและเบื้องหลัง
แสงตะวันรอนสาดส่องเหล่านักเดินทาง เสียงม้าร้องระงมท่ามกลางลมพัดหวีดหวิว
ขบวนผู้อพยพมองไม่เห็นทั้งหัวและท้าย หลายคนสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นจนแทบไม่อาจปกปิดร่างกาย เดินกะโผลกกะเผลกโดยอาศัยกิ่งไม้พยุงกายตามขบวนใหญ่ไป คนที่ฐานะดีขึ้นมาหน่อยก็หาบข้าวของพะรุงพะรัง หรือแบกตะกร้าสาน ส่วนคนที่มีฐานะดีที่สุดก็ลากรถเข็นไม้ มีทั้งผู้ที่หอบลูกจูงหลานพากันมาเป็นครอบครัว หลอมรวมกันกลายเป็นมังกรยักษ์สายนี้
ทุกคนเพียงต้องการแลกแรงกายกับอาหารสักมื้อ
มังกรยักษ์สายนี้เคลื่อนที่ไปอย่างเชื่องช้ายิ่งนัก จนมีเสียงเจ้าหน้าที่ทางการตะโกนเร่งเร้าอยู่บ่อยครั้ง
ขบวนยาวเหยียดที่คล้ายคลึงกันนี้ซ่งโหยวเคยเห็นมาแล้วครั้งหนึ่งที่นอกด่านทิศเหนือ นั่นคือกองทัพแดนเหนือยามเคลื่อนพล ทว่าทั้งสองอย่างนี้ดูคล้ายกันก็เพราะแค่มองผ่านๆ หากพิจารณาให้ดีแล้ว ความรู้สึกกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
นักพรตหยุดยืนอยู่ที่นั่น เฝ้ามองอยู่เนิ่นนาน
จำนวนผู้อพยพในครานี้มหาศาลยิ่งนัก นับเป็นครั้งที่สุดในประวัติศาสตร์
ภาพที่เห็นจึงดูยิ่งใหญ่อลังการอย่างถึงที่สุด
แม้จะจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ มันย่อมเป็นบทเรียนสำคัญที่ส่งผลกระทบมหาศาล
การอพยพขึ้นเหนือครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมเดิมของดินแดนเหนือทั้งหมด หาใช่เพียงแค่แคว้นเยวี่ยโจวที่เป็นแดนร้าง ไร้ซึ่งเสียงไก่ขัน ทว่าแม้แต่แคว้นเหยียนโจวซึ่งยังมีราษฎรหลงเหลืออยู่ วัฒนธรรมท้องถิ่นและโครงสร้างประชากรย่อมได้รับผลกระทบรุนแรงจากการหลั่งไหลมาของผู้อพยพเหล่านี้ ทั้งสองฝ่ายจะปะทะและหลอมรวมกัน จนสุดท้ายจะตกผลึกกลายเป็นภาพลักษณ์ที่ผู้คนในอีกพันปีข้างหน้าจะได้เห็น
หากในอนาคตมีผู้ใดสืบค้นประวัติศาสตร์ ก็จะทราบว่าความเปลี่ยนแปลงทั้งมวลนั้นเริ่มต้นมาจากยามนี้เอง
ชาวเหนือในอนาคต โดยเฉพาะชาวเยวี่ยโจว ส่วนใหญ่ย่อมน่าจะเป็นลูกหลานของเหล่าผู้อพยพที่ซ่งโหยวเห็นอยู่ในยามนี้
ไม่อาจทราบได้เลยว่าคนรุ่นหลังจะพรรณนาถึงประวัติศาสตร์ช่วงนี้อย่างไร และจะกล่าวถึงกระบวนการนี้ว่าอย่างไร สุดท้ายแล้วซ่งโหยวได้แต่เพียงยืนรับลมบนเนินเขาอยู่ครู่หนึ่ง เฝ้ามองอยู่พักใหญ่ แล้วจึงจูงม้าเดินลงไป ร่วมเดินทางไปพร้อมกับ ‘บรรพชน’ ของคนรุ่นหลัง มุ่งหน้าสู่ถิ่นฐานใหม่ในอนาคต
เจ้าแมวน้อยข้างกายจมหายไปกับพงหญ้ายามวสันต์พักใหญ่แล้ว เห็นเพียงยอดหญ้าที่สั่นไหว ทว่ากลับมองไม่เห็นร่างของนาง
ช่วงเวลาที่ผ่านมา นักพรตหนุ่มเริ่มคุ้นเคยกับผู้อพยพหลายคน พอเขาเดินลงไป ก็มีชายชราที่ถือไม้เท้าก้าวเดินเชื่องช้า หันมาถามเขาว่า
“คุณชาย ได้ยินว่าท่านเคยไปเยวี่ยโจวหรือ”
เมื่อได้ยินดังนั้นซ่งโหยวก็มิกล้าละเลย รีบตอบกลับทันที “เคยไปมาครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน”
“ที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง พอจะมีที่ทางทำกินหรือไม่”
“เยวี่ยโจวเป็นดินแดนที่มีชัยภูมิยอดเยี่ยม พลังวิญญาณเปี่ยมล้น ดินดำน้ำชุ่ม เพียงแต่ไฟสงครามลุกโชนต่อเนื่อง ทำให้ผู้คนล้มหายตายไปจนหมด ตอนที่ข้าจาริกผ่านเยวี่ยโจว ครานั้นเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ข้าพกเสบียงไปไม่มาก เพียงแค่ล่าไก่ป่ากระต่ายป่าตามริมทางก็พอมีเนื้อกินแล้ว เก็บผลไม้ป่าผักป่าประทังท้องได้สบาย” ซ่งโหยวตอบตามจริง “ทั้งยังมีบ้านเรือนที่สร้างเสร็จอยู่แล้วมากมาย เพียงแค่แผ้วถางหญ้ารกและฝังกลบซากกระดูก ก็เข้าพักอาศัยได้เลย”
“ฟังดูเหมือนเป็นที่ที่ดีจริงๆ”
ชายชราตอบรับพลางพยักหน้าลง
ทว่าคนข้างกายเขากลับขมวดคิ้ว แล้วเอ่ยขึ้นด้วยความกังวลใจ “แต่ข้าเคยได้ยินมาว่า ที่ดินดีๆ หากไม่มีคนครอบครอง ก็มักจะเป็นที่ซ่องสุมของปีศาจร้าย ซ้ำยังมีคนบอกระหว่างทางอีกว่า ปีศาจทางเหนือดุร้ายกว่าทางใต้มากนัก”
“พวกเราเดินกันมาตั้งไกลก็ไม่เห็นเจอปีศาจสักตนเลยนี่นา” ชายวัยกลางคนที่แบกเด็กน้อยไว้บนหลังเอ่ยขึ้น
“นั่นเป็นเพราะพวกเรามากันเยอะ อีกอย่างก่อนหน้านี้เราผ่านแคว้นกวงโจว ได้ยินว่าที่นั่นมีเขาอู้ซาน บนเขามีผู้ฝึกวิชากระบี่อยู่ไม่น้อย นักกระบี่เหล่านั้นต่อให้จะไม่ใช่เทพเซียนเสียทุกคน แต่ก็ล้วนมีใจกล้าหาญที่จะฟันฝ่าปีศาจล่าอสูร ขบวนเราถึงได้เดินทางมาได้อย่างสงบสุข” ชายผู้นั้นกล่าว “ทว่ายามนี้พวกเราเข้าเขตเยวี่ยโจวแล้วนะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างก็แสดงสีหน้ากังวล แล้วพากันหันไปมองทางนักพรตหนุ่ม
นักพรตหนุ่มยันไม้เท้าเดินไปข้างหน้าอย่างเนิบช้า ม้าขนแดงก้าวตามมาอย่างเอื่อยเฉื่อย สัมภาระบนหลังของมันดูจะเยอะกว่าแต่ก่อนเล็กน้อย แม่นางสามสีซอยเท้าถี่ๆ วิ่งเล่นไปทั่วไม่อยู่นิ่ง ส่วนเขาก็เพียงบอกกล่าวแก่ทุกคนด้วยความอดทนว่าจอมมารแคว้นเยวี่ยโจวถูกกำจัดไปหมดแล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องปีศาจชั้นต่ำพวกนี้เลย ว่าแล้วก็เกลี้ยกล่อมให้ทุกคนสบายใจ
ทว่าความกังวลบนหัวคิ้วของฝูงชนกลับยังคงประจักษ์ชัดเจน
ทันใดนั้นเอง ด้านหน้าพลันเกิดความวุ่นวายขึ้น
ความโกลาหลนั้นลามจากข้างหน้ามาตามรายทาง ราวกับระลอกคลื่นที่ซัดสาด เมื่อมาถึงด้านหลัง ผู้คนก็ไม่ทราบแล้วว่าข้างหน้ามีเหตุวุ่นวายอันใด เห็นเพียงคนข้างหน้าตื่นตระหนก ตนก็พลอยตื่นตระหนกตามไปด้วย
“เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้น”
“มีปีศาจ!”
“หา มีปีศาจหรือ!”
เสียงสารพันดังส่งทอดต่อกันมาตามขบวนผู้อพยพ ทั้งที่คนข้างหลังยังมองมิเห็นสิ่งใดด้วยซ้ำ กลับกลายเป็นตื่นตระหนกยิ่งกว่าคนข้างหน้าเสียอีก หลายคนมุดหนีเข้าป่าละเมาะ บ้างก็โอบอุ้มลูกหลานไว้ตามสัญชาตญาณ
คนข้างหน้าถอยร่น คนข้างหลังก็พลอยถอยกรูดตามกันไป
มีเพียงนักพรตหนุ่มที่มองไปข้างหน้าด้วยความสงสัย ฝีเท้าที่ยันไม้เท้ายังคงก้าวเดินต่อมิมุ่งหน้าไปหาต้นเรื่อง
เมื่อเดินมาถึงด้านหน้าสุด เขาจึงเอ่ยถามว่า
“ข้างหน้าเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ”
“มีปีศาจขอรับ!”
“ปีศาจชนิดใด มันทำร้ายคนหรือไม่”
ผู้คนแถวนั้น บ้างก็รู้จักเขา บ้างก็มิรู้จักแต่เห็นว่าเขาเป็นนักพรต จึงพากันเล่าให้ฟัง
“ลิงตัวหนึ่งขอรับ นั่งอยู่บนต้นไม้ จ้องมองพวกเราเดินผ่านทีละคน เดิมทีพวกเรานึกว่าเป็นลิงป่าธรรมดา ที่ไหนได้ มันมองอยู่สักพักก็อ้าปากพูดภาษามนุษย์ออกมาเสียอย่างนั้น!”
“แล้วลิงตัวนั้นเล่า”
“มีเจ้าหน้าที่ทางการคนหนึ่งใจกล้ามาก ตวาดไล่มันไป ตอนนี้มันหนีเข้าป่าไปแล้วขอรับ แต่เมื่อครู่นี้ยังแอบซ่อนอยู่ในป่าจ้องมองพวกเราอยู่เลย”
“มันพูดว่าอย่างไรบ้าง ได้ทำร้ายใครหรือไม่”
“ไม่ได้ทำร้ายผู้ใดหรอกขอรับ…”
“แล้วมันพูดว่าอย่างไรเล่า”
“มันบอกว่า…”
ชายผู้นั้นพลันตาโต เหลียวซ้ายแลขวา ท่าทางดูหวาดกลัวและลังเลอยู่ชั่วครู่
หลังจากอึกอักอยู่พักหนึ่ง เขาจึงกัดฟันเล่าตามจริงว่า “ปีศาจตนนั้นบอกว่า ‘ราชวงศ์ต้าเยี่ยนใกล้จะล่มสลายแล้ว สกุลเฉินกำลังจะรุ่งเรือง พวกเจ้าหนีมาที่นี่ ช่างประจวบเหมาะกับที่เป็นเส้นทางจากเหนือลงใต้พอดี วันหน้าหากเกิดสงครามขึ้นมา มิใช่ว่าจะต้องรับกรรมอีกรอบหรืออย่างไร’”
ชายผู้นี้ถึงขั้นเลียนแบบน้ำเสียงของเจ้าลิงตัวนั้นด้วย
ฟังดูคล้ายเป็นความสงสัยอันแฝงไปด้วยความจริงใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ฟังดูเหมือนความปรารถนาดี
“…”
ซ่งโหยวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง อดมิได้ที่จะหันไปมองในป่าละเมาะข้างทาง
ภายในป่านั้นเงียบเชียบ มิทราบว่ามันซ่อนตัวอยู่ที่ใด
เมื่อละสายตากลับมา เขาพบว่าผู้คนตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย แม้แต่เหล่าขุนนางและเจ้าหน้าที่บางคนก็ยังมีสีหน้าลนลาน นักพรตหนุ่มในชุดนักพรตที่มีท่าทีสงบนิ่งจึงกลายเป็นที่พึ่งทางใจเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขา สายตานับไม่ถ้วนต่างมุ่งตรงมาที่เขา
“ทำอย่างไรดีคุณชาย”
“ปีศาจตนนั้นจะทำร้ายคนหรือไม่”
“ที่มันพูดมาเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องหลอกกันแน่”
“สกุลเฉินคือสกุลเฉินไหน…”
“พวกเราจะย้ายไปอยู่แดนเหนือได้อย่างสงบสุขจริงหรือ”
“…”
เสียงเซ็งแซ่ดังลอดเข้าสู่โสตประสาทของซ่งโหยว เขาสัมผัสได้ถึงความหวาดหวั่นและกังวลของฝูงชนอย่างชัดเจน
นักพรตหนุ่มขมวดคิ้วเป็นปม คอยครุ่นคิดไปพลาง
แม้จะถึงเยวี่ยโจวแล้ว แต่แค่ลิงป่าตนหนึ่งริมทาง ไปเอาข่าวคราวเช่นนี้มาจากไหนกัน
และจุดประสงค์ที่มันพูดเช่นนี้คืออะไร
เมื่อได้สติ เขาจึงเอ่ยปลอบขวัญทุกคน
“คำพูดของปีศาจเชื่อถือมิได้ อีกทั้งเป็นเพียงลิงป่าในพงไพรตนหนึ่งเท่านั้น ยามพักผ่อนตอนกลางคืนขอให้ทุกท่านระวังตัวให้ดี ช่วยกันเก็บกิ่งไม้แห้งมาก่อไฟ ผลัดเปลี่ยนกันเฝ้ายาม มันย่อมก่อความวุ่นวายอันใดมิได้ ในเมื่อทุกท่านเดินทางมาถึงเยวี่ยโจวแล้ว ก็อย่าได้กังวลจนเกินไปนัก จงคิดเพียงว่าจะตั้งรกรากในเยวี่ยโจวอย่างไรดีจะดีกว่า” ซ่งโหย่วหยุดเล็กน้อย “มิใช่ว่าทุกคนต่างก็ไม่มีที่ทางทำกินในถิ่นฐานเดิมหรอกหรือ จึงได้ดั้นด้นเดินทางไกลมาถึงเยวี่ยโจวเช่นนี้ ปีศาจจะอำมหิตเพียงใด ก็คงมืดมนสู้การอดตายทั้งเป็นไม่ได้หรอกกระมัง”
ฝูงชนได้ฟังดังนั้น ต่างก็รู้สึกว่ามีเหตุผล
“คุณชายกล่าวได้ถูกต้อง…”
“อย่างไรเสียก็หนีไม่พ้นความตาย…”
“ในเมื่ออยู่ที่เดิมก็ไม่มีทางรอดอยู่แล้ว!”
“ปีศาจตนนี้กลัวแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ ดูท่าคงมิได้มีฤทธิ์เดชอันใดนัก คืนนี้หากมันกล้ามา พวกเราจะรุมตีมันให้ตาย แล้วแบ่งสมองลิงกินกัน! สมองลิงที่บำเพ็ญเพียรจนเป็นปีศาจ กินแล้วไม่แน่อาจจะได้เป็นเซียนก็ได้!”
“…”
“ทุกท่านโปรดเดินทางต่อเถิด ท้องฟ้ายังสว่าง ที่นี่ไม่เหมาะแก่การพักแรม ยังพอเดินต่อไปได้อีกช่วงหนึ่ง”
ซ่งโหยวกล่าวพลางเงยหน้ามองท้องฟ้า
มวลปักษาบินลับหายไปในนภากาศ เมฆาเดียวดายลอยเลื่อนเคลื่อนคล้อยไป
มีเพียงนกนางแอ่นที่ปราดเปรียวตัวหนึ่งบินถลาลู่ลมไปไกล
ขบวนผู้อพยพอันยาวเหยียดค่อยๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอีกครั้ง แม้ผู้คนจะยังใจคอไม่ดีนัก ทว่าก็ค่อยๆ สงบลงและเดินจากไปไกลเรื่อยๆ
เมื่อฟ้ามืดสลัว ผู้คนต่างก็พากันพักแรมตามมีตามเกิด
ผู้อพยพที่มีฐานะหน่อยก็หาบหรือแบกผ้าห่มเก่าๆ มาด้วย พอจะให้ความอบอุ่นในยามค่ำคืนได้ ส่วนผู้ที่ขัดสนก็มาตัวเปล่าพึ่งพาข้าวปลาจากทางการ ยามนี้จึงต้องนอนเบียดเสียดกัน คืนฤดูใบไม้ผลิแม้จะเย็นทว่าก็ไม่ถึงกับหนาวเหน็บ การอิงแอบอาศัยความร้อนจากกายกันและกันก็พอจะช่วยให้ผ่านพ้นไปได้สักคืน ยิ่งวันนี้มีข่าวลือเรื่องปีศาจ การนอนเบียดกันเช่นนี้ยิ่งช่วยให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นบ้าง
กองไฟนับสิบกองในหุบเขา ส่องสว่างประหนึ่งดวงดาวที่พรายแสง
ยามลมภูเขาพัดผ่าน ราวกับฝูงดาวตกกระจายอยู่เต็มพื้นดิน
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
ท่ามกลางความมืดมิด นกนางแอ่นตัวหนึ่งร่อนลงมาเกาะที่หัวไหล่ของนักพรตหนุ่ม ก่อนจะเอ่ยปากกระซิบกระซาบข้างหู
นักพรตหนุ่มจึงยันไม้เท้าไผ่ เดินปลีกตัวออกจากที่พักแรมไป
……………