ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 502 ข้าปั้นเกี๊ยวเป็นรูปหนูได้ด้วยนะ ....................
บทที่ 502 ข้าปั้นเกี๊ยวเป็นรูปหนูได้ด้วยนะ
………………..
ข่าวลือหาใช่เรื่องโกหก เพราะเหมันตฤดูยังมิทันผ่านพ้นไป หัวหน้ามือปราบหลัวก็เดินทางมารับตำแหน่งที่นครฉางจิงเสียแล้ว
ซ่งโหยวเคยพบเขาบนท้องถนนอยู่สองครา
ทว่ายามนั้นหัวหน้ามือปราบหลัวกำลังนำกำลังออกปฏิบัติภารกิจ ซ่งโหยวเห็นเขา ทว่าเขาไม่เห็นซ่งโหยว
ช่วงเวลานี้หัวหน้ามือปราบหลัวคงจะยุ่งจนหัวหมุน
โดยเนื้อแท้แล้วนิสัยของเขาดูจะผ่อนปรนและรู้จักพลิกแพลงกว่าโจวเหลยกงเมื่อครั้นอดีต เข้าใจวิถีแห่งการทำงานมากกว่า ทว่าความเที่ยงธรรมในสันดานนั้นหาได้ด้อยไปกว่าท่านโจวคังปั๋วแม้แต่น้อย ยิ่งครานี้อัครเสนาบดีอวี๋ดำเนินรอยตามอดีตมหาเสนาบดีกู่ เจาะจงเรียกตัวเขามายังเมืองหลวง ย่อมหมายมั่นปั้นมือฝากความหวังไว้สูงยิ่ง เขาจึงมิอาจทำให้ท่านมหาเสนาบดีอวี๋ต้องผิดหวังได้
ประจวบกับยามนี้เป็นช่วงเวลาที่แสนพิเศษ
หากมองเพียงผิวเผิน วันปีใหม่กำลังจะเวียนมาถึง
หากมองลึกลงไป ฮ่องเต้ยังคงสาบสูญไร้ร่องรอย รัชทายาทออกว่าราชการแทนมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นบู๊ที่เฝ้ารอ หรือการส่งหน่วยค้นหาตามพระบัญชาของรัชทายาท ล้วนกลายเป็นเพียงพิธีการตามธรรมเนียมเท่านั้น ทุกคนต่างรู้ดีว่าเมื่อพ้นปีใหม่ไป รัชทายาทคงต้องผินพักตร์สู่ทิศทักษิณ ประทับบนบัลลังก์มังกรอย่างเป็นทางการ
วิถีชีวิตและขวัญกำลังใจของราษฎรในฉางจิงที่ระส่ำระสาย จำต้องได้รับการปัดเป่าโดยไว
ด้วยแรงหนุนจากมหาเสนาบดีอวี๋ และราชโองการจากรัชทายาท หัวหน้ามือปราบหลัวจึงวุ่นอยู่กับการจับกุมผู้กระทำผิดแทบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นนักเลงหัวไม้ในท้องที่ จอมยุทธ์พเนจรจากต่างแดน หรือแม้แต่ลูกหลานขุนนางผู้ดี ตลอดจนภูตผีปีศาจร้าย ล้วนมิอาจรอดพ้นเงื้อมมือเขาไปได้
ซ่งโหยวเห็นเขาผ่านตาอยู่หลายครั้ง ทว่าเขาก็รีบร้อนผ่านไปทุกครา
กาลเวลาล่วงเลยจนถึงวันสิ้นปี
ซ่งโหยวนั่งอยู่ในห้อง เฝ้ามองแสงโคมและผ้าแดงที่ประดับประดาอยู่ภายนอกอดมิได้ที่จะรำพึงออกมา “ครบรอบหนึ่งปีอีกแล้วสินะ”
สิ้นคำกล่าว พลันมีเสียงเล็กใสแว่วตามมาจากเบื้องหลัง
“ครบรอบหนึ่งปีอีกแล้วสินะ…”
ซ่งโหยวเหลียวไปมองนางพลางลอบถอนใจ
เจ้าแมวน้อยส่ายหัวไปมาแล้วถอนหายใจเลียนแบบเขา
“แม่นางสามสีลองคำนวณดูเสียสิ พวกเราลงจากเขามาได้กี่ปีแล้ว” ซ่งโหยวเอ่ยถาม
“แม่นางสามสีจะลองคำนวณดู” เจ้าแมวยังคงส่ายหัวไปมาคล้ายคนมีอาการป่วยไข้ ก่อนจะชะงักแล้วมองเขาด้วยความฉงน “เจ้าลงจากเขา แต่แม่นางสามสีออกมาจากศาลเจ้านะ”
“เช่นนั้นก็นับตั้งแต่วันที่เราเริ่มเดินทางจากถนนจินหยางก็แล้วกัน”
“เริ่มนับจากวันลี่ชิว!”
“ย่อมได้”
“ปีนี้ปีอะไรแล้ว”
“รัชศกหมิงเต๋อปีที่สิ วันสุดท้ายแล้วล่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็…”
เจ้าแมวเอียงคอขบคิดครู่หนึ่งก่อนจะโพล่งออกมา “ถ้าอย่างนั้นก็เก้าปีครึ่งแล้ว!”
“แม่นางสามสีช่างเฉลียวฉลาดนัก”
“แล้วยังมีที่ไหนที่เรายังไม่ได้ไปอีกบ้าง”
“ดินแดนตะวันตก”
“ดินแดนตะวันตก!”
“ดินแดนตะวันตกนั้นกว้างใหญ่ไพศาลนัก เรายังไม่เคยไปเยือนเลย แคว้นอี้โจวแม้จะอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้แต่ก็ยังมิใช่จุดใต้สุด และเราก็ยังเดินไม่ทั่ว” ซ่งโหยวกล่าวกับนาง “ที่นั่นยังมีดินอีกสองทิศรออยู่”
“อีกสองทิศ!”
“เหตุใดวันนี้ข้าชมว่าแม่นางสามสีฉลาด แล้วแม่นางสามสีถึงไม่พูดว่า ‘ถูกต้องแล้ว’ เล่า”
“ก็ข้าฉลาดอยู่แล้วนี่…”
เจ้าแมวนั่งลงอย่างไม่ยี่หระพลางยกอุ้งเท้าขึ้นมาเลีย
ทันใดนั้นเอง พลันมีแขกมาเยือนถึงหน้าประตู
เป็นชุยหนานซีและขุนนางจากสำนักกั๋วจื่อเจี้ยน ที่นำคัมภีร์แพทย์ไช่เล่มแรกมามอบให้เขาด้วยตนเอง
นี่คือคัมภีร์แพทย์ที่จัดพิมพ์เสร็จสมบูรณ์เล่มแรกของใต้หล้า
ซ่งโหยวรับคัมภีร์มา พลิกดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจ้าแมวเองก็ขยับเข้ามาดูใกล้ๆ ไม่อาจทราบได้ว่านางจะอ่านออกหรือไม่
แต่บางทีนั่นอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญ
เพราะแม้แต่ซ่งโหยวเองก็ยังอ่านเข้าใจไม่หมด
อย่างมากเขาก็เพียงตรวจสอบดูว่ามันแตกต่างจากต้นฉบับลายมือเขียนหรือไม่เท่านั้น
“หากท่านหมอเทวดาไช่ที่เมืองผีได้ยินข่าวคราวว่าคัมภีร์แพทย์ไช่ตีพิมพ์สำเร็จด้วยความราบรื่น ท่านต้องยินดีมากเป็นแน่” ซ่งโหยวหันไปกล่าวกับเจ้าแมว
“แม่นางสามสีไม่รู้หรอก!”
“เจ้านี่ซื่อสัตย์จริงๆ เลย”
“ถูกต้องแล้ว!”
“คัมภีร์เล่มนี้เราจะเก็บรักษาไว้เอง นำกลับไปยังอาราม หากภายภาคหน้าเก็บรักษาได้ดี ผ่านไปหลายร้อยหลายพันปี อาจจะสร้างความตกตะลึงให้คนรุ่นหลังได้” ซ่งโหยวปิดหนังสือลง “วันนี้เป็นวันสิ้นปี รบกวนแม่นางสามสีไปเรียกเยี่ยนอันลงมาที พวกเราจะออกไปเดินเล่น ซื้อเนื้อซื้อผักกลับมาห่อเกี๊ยวกินกัน”
สิ้นคำ เจ้านกนางแอ่นก็บินร่อนเข้ามาจากด้านนอกทันที
พรึ่บ…
เจ้านกคืนร่างเป็นเด็กหนุ่ม ยืนนิ่งอย่างเรียบร้อย
“เกี๊ยวคืออะไรหรือ”
แมวสามสีจ้องมองนักพรตหนุ่มด้วยความใฝ่รู้
“เดี๋ยวเจ้าก็จะได้รู้เอง”
ในยุคนี้เริ่มมีอาหารที่มีลักษณะคล้ายเกี๊ยวปรากฏขึ้นบ้างแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้เรียกว่าเกี๊ยว และยังไม่มีประเพณีกินเกี๊ยวในวันปีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นทางเหนือหรือทางใต้ ซ่งโหยวเพียงแค่นึกอยากทานขึ้นมาเฉลัยๆ
ว่าแล้วเขาก็เดินออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปตลาดเพื่อหาซื้อผักและเนื้อทันที
ในเหมันตฤดูอันหนาวเหน็บ พืชพรรณผักหญ้าช่างหายากยิ่ง ซ่งโหยวเดินวนเวียนตามท้องถนนอยู่รอบหนึ่ง ผักที่เหมาะจะนำมาห่อเกี๊ยวและชวนให้เจริญอาหารนั้น เห็นจะมีเพียงผักกาดขาวและเห็ดหูหนูสองอย่างเท่านั้น เขาเลือกซื้อเนื้อส่วนสะโพกหลังที่มีมันสามส่วนเนื้อเจ็ดส่วนมาอีกหนึ่งชิ้น ให้พ่อค้าช่วยสับให้ละเอียด นำมาทำเป็นไส้ ก่อนจะห่อด้วยใบไม้และพันด้วยหญ้าแห้งหิ้วกลับมา
เห็ดหูหนูแห้งถูกนำไปแช่น้ำจนพองตัวแล้วสับให้ละเอียด ผักกาดขาวก็ล้างสะอาดสับเป็นชิ้นเล็ก นำไปผสมกับไส้เนื้อแยกกัน ปรุงรสตามใจชอบ จนได้ไส้เกี๊ยวสองรสชาติ
“ดูเหมือนซาลาเปาเลย!” แม่นางสามสีที่ยืนคุมอยู่ข้างๆ จ้องมองตาไม่กะพริบ
“ต่างกันไม่น้อยเลยล่ะ”
ซ่งโหยวถือชามไส้เนื้อออกไปยังโต๊ะตัวนอก ซึ่งเยี่ยนอันได้เช็ดทำความสะอาดโต๊ะจนเกลี้ยงเกลาเตรียมไว้ให้แล้ว
บานประตูถูกเปิดกว้าง ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเช่นนี้ ท้องถนนเบื้องนอกจึงเต็มไปด้วยผู้คน แม่นางสามสีเดินตามติดเขาทุกย่างก้าว นักพรตหนุ่มไปที่ใดนางก็ตามไปที่นั่น เขาลงมือทำสิ่งใดนางก็ต้องเบิกตากว้างเฝ้าดูอย่างจดจ่อ ไม่ยอมให้คลาดสายตาแม้แต่รายละเอียดเดียว
“หากแม่นางสามสีตั้งใจฝึกวิชาอาคมเหมือนตอนนี้ ก็คงไม่แพ้เยี่ยนอันอยู่บ่อยครั้งหรอก”
“แม่นางสามสีตั้งใจฝึกนะ!”
“อย่างนั้นรึ”
“เยี่ยนอันเก่งมากต่างหากเล่า!”
“นั่นก็จริง”
“แต่แม่นางสามสีก็เก่งมากเหมือนกัน”
“เอาเถิด…”
ซ่งโหยวนวดแป้งจนได้ที่แล้วจึงหยิบไม้คลึงแป้งออกมา โรยผงแป้งบางๆ ลงบนโต๊ะ เขาเริ่มแบ่งแป้งมาปั้นเป็นก้อนเล็กๆ แล้วคลึงให้เป็นแผ่น ตรงกลางหนาขอบบาง
ซ่งโหยวใช้ความอดทนสอนภูตน้อยทั้งสองห่อเกี๊ยว จากนั้นจึงก้มหน้าก้มตาคลึงแผ่นแป้งอย่างเดียว ปล่อยให้ทั้งสองมือห่อกันเอง จะสวยงามหรือขี้ริ้วขี้เหร่อย่างไรเขาก็หาได้ใส่ใจไม่
ผู้คนภายนอกเดินขวักไขว่ แว่วเสียงป่าวร้องเรียกแขก เสียงขายของ ตลอดจนเสียงเชิดสิงโตและมังกร ช่างครึกครื้นยิ่งนัก ร่างทั้งสามในบ้านก็ยุ่งวุ่นวายไม่แพ้กัน
ในช่วงแรก ภูตน้อยทั้งสองห่อได้เชื่องช้ายิ่งนัก ทั้งห่อไปถามไป หรือไม่ก็ลอบมองผลงานของอีกฝ่าย เร็วสู้ซ่งโหยวที่กำลังคลึงแป้งไม่ได้เลย แต่ถึงกระนั้นทั้งสองก็มีเวลาหยุดพักมองดูโลกมนุษย์อันรื่นเริงเบื้องนอกเป็นระยะ ไม่นานนักก็เริ่มห่อได้ชำนาญขึ้นตามประสาอมนุษย์ จึงเริ่มห่อแป้งเร็วพอๆ กับซ่งโหยวแล้ว
ครานี้จึงกลายเป็นเหล่าผู้คนที่เดินผ่านไปมาที่พากันหยุดมองพวกเขาแทน
“ทำไมต้องห่อเป็นรูปทรงนี้ด้วย” แม่นางสามสีอดสงสัยไม่ได้ “ทำไมไม่ปั้นเป็นก้อนกลมๆ เหมือนซาลาเปาเล่า”
“เพราะเกี๊ยวต้องนำไปต้ม หากปั้นเป็นทรงซาลาเปาจะดูแปลกไปหน่อย” ซ่งโหยวตอบ “ความจริงยังห่อเป็นรูปอื่นได้ด้วยนะ อย่างเช่นเกี๊ยวทรงใบหลิว แต่ข้าทำไม่เป็นหรอก หากแม่นางสามสีชอบ จะห่อเป็นรูปทรงที่เจ้าชอบก็ได้ ขอเพียงต้มให้สุกเป็นพอ”
“!”
เด็กหญิงตัวน้อยชะงักงันไปทันที
จู่ๆ ซ่งโหยวก็สัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่ไม่สู้ดีนัก
และแม่นางสามสีก็ช่างมีหัวคิดดัดแปลงนัก บนโต๊ะพลันปรากฏก้อนแป้งทรงปลาและหนูขึ้นมา ในท้องของพวกมันอัดแน่นไปด้วยไส้เนื้อ วางเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
“…”
แม้ซ่งโหยวจะรู้สึกอ่อนใจแต่ก็มิได้ว่ากระไร เมื่อห่อจนเสร็จและใกล้ถึงเวลาอาหาร เขาจึงไปตั้งเตาต้มน้ำจนเดือดพล่าน แล้วเทเกี๊ยวทั้งหมดลงไป ไม่นานนักเกี๊ยวก็ลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำ
ยามนี้ท้องฟ้ามืดสลัวลงแล้ว เปลวไฟจากเตาฟืนสาดแสงวูบวาบไปบนผนังห้อง ตะเกียงน้ำมันบนเตาวูบไหวสะท้อนเงาคนทอดยาวท่ามกลางไอความร้อนที่พวยพุ่งขึ้นจากหม้อ นักพรตหนุ่มใช้กระชอนตักเกี๊ยวแบ่งใส่ชามสามใบ
เขาจงใจคัดเกี๊ยวรูปหนูออกมาใส่ลงในชามของแม่นางสามสีโดยเฉพาะ เพื่อเป็นรางวัลที่นางอุตส่าห์ลงแรงห่ออย่างตั้งใจ
จากนั้นคนทั้งสามก็มิได้จุดโคมไฟเพิ่ม ต่างคนต่างถือชามใบเล็กไปนั่งเรียงกันที่ธรณีประตู ลิ้มรสเกี๊ยวร้อนกรุ่นพลางเฝ้ามองผู้คนหนาตาเบื้องนอกที่สัญจรไปมาในยามค่ำคืน โคมไฟนับร้อยนับพันดวงรวมตัวกันราวกับแม่น้ำสายแสงดาว
“เกี๊ยวของแม่นางสามสีอร่อยหรือไม่”
“อร่อย!”
“เกี๊ยวรูปหนูก็อร่อยรึ”
“อร่อย!”
“คงไม่ได้มีแต่ก้อนแป้งหรอกนะ”
“อร่อยที่สุดเลย!”
“…”
ซ่งโหยวส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะกลับมาจดจ่อกับเกี๊ยวในชามของตน รสชาติอาหารในชามยังคงเป็นรสที่เขาคุ้นเคย เมื่อประกอบกับวันพิเศษและภาพความรื่นเริงตรงหน้า ความทรงจำเก่าๆ จึงหวนคืนมาอย่างง่ายดาย
ทว่าค่ำคืนนี้กลับไร้ซึ่งแสงสีของพลุไฟ
เนื่องจากอดีตฮ่องเต้ยังคงสาบสูญ บ้านเมืองไร้ประมุข ต่อให้เป็นวันปีใหม่ก็ไม่ควรจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ กระนั้นก็ไม่อาจยับยั้งความกระตือรือร้นของราษฎรได้ ผู้คนมากมายยังคงเดินออกจากบ้าน บ้างก็ถือโคมไฟมาเอง บ้างก็อาศัยแสงโคมจากผู้อื่น เพื่อดื่มด่ำกับความครึกครื้นที่หาได้ยากยิ่ง ร้านรวงและเหลาอาหารตามถนนหนทางในฉางจิงต่างเปิดไฟสว่างไสว เปิดกิจการกันจนดึกดื่น
ส่วนเรื่องราวขององค์ฮ่องเต้ที่ยังไม่รู้ความเป็นความตายนั้น ก็เป็นเพียงหัวข้อสนทนาที่เพิ่มความตื่นเต้นและความกังวลให้แก่ผู้คนเท่านั้น
ซ่งโหยวนั่งมองไปกินไป เมื่อกินเสร็จเขาก็เข้านอนอย่างเป็นสุข
กลางดึกคืนนั้น แว่วเสียงขลุกขลักดังมาจากชั้นล่าง บางคราคล้ายเสียงสับเนื้อ บางคราคล้ายเสียงหั่นผัก และบางคราคล้ายเสียงตักน้ำ ซ่งโหยวรับรู้เพียงว่าเจ้าแมวไม่ได้อยู่ข้างกาย ไม่รู้ว่านางไปซุกซนที่ใด แต่เขาก็คร้านจะไปสืบสาวราวเรื่องหรือลงไปดูให้เสียเวลา จึงเพียงแต่พลิกกายหลับใหลต่อไป
ฟ้ามิอาจขาดดวงตะวัน แผ่นดินมิอาจขาดประมุข
วันที่สิบเดือนหนึ่ง รัชศกหมิงเต๋อปีที่สิบเอ็ด ท่ามกลางการวิงวอนขอร้องของเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งราชสำนัก รัชทายาททรงปฏิเสธตามธรรมเนียมถึงสามคราจึงค่อยตอบรับ เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้องค์ใหม่ โดยยังคงใช้รัชศกเดิมต่อไป พร้อมกับทรงประกาศอภัยโทษไปทั่วหล้า
ในขณะเดียวกัน ก็ได้มีการประกาศพระราชโองการสำคัญออกมาอีกสองฉบับ
ฉบับแรกคือ ‘ประกาศอพยพราษฎรไปยังแดนเหนือ’
สืบเนื่องจากสงครามที่ยืดเยื้อมาหลายปี แว่นแคว้นทางตอนเหนือหลายแห่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจนแทบกลายเป็นเมืองร้าง แผ่นดินที่ไร้ผู้คนนอกจากจะเสียเปล่าแล้วยังมิอาจปกครองได้อย่างมีประสิทธิภาพ บัดนี้ชายแดนเหนือกลับคืนสู่ความสงบแล้ว ชาวแดนเหนือไม่อาจสร้างภัยต่อต้าเยี่ยนได้อีกนับร้อยปี ตรงกันข้ามกับทางใต้ที่ผู้คนเริ่มหนาแน่นจนที่ดินไม่เพียงพอ ประกอบกับปีกลายเกิดภัยพิบัติและปีศาจโรคระบาดบ่อยครั้ง ราษฎรจำนวนมากไร้ที่ทำกินจนเกือบกลายเป็นผู้อพยพ
ราชสำนักมีความคิดจะโยกย้ายราษฎรไปทางเหนือมานานแล้ว แต่คำสั่งเช่นนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากเจ้าเมืองหลายแคว้น ยามที่ฮ่องเต้องค์ก่อนสาบสูญจึงมิอาจตราคำสั่งออกมาได้สำเร็จ ยามนี้เมื่อฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ จึงทรงประกาศใช้พระราชโองการนี้ทันที
ฉบับที่สองคือ ‘ปูนบำเหน็จรางวัลแก่เฉินจื่ออี้’
เดิมทีเฉินจื่ออี้ก็สร้างความดีความชอบไว้ท่วมท้น ตำแหน่ง ‘อู่อันโหว’ แทบจะถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของขุนพลนักรบแล้ว ทว่าเมื่อปีกลายยามที่ต้าเยี่ยนเกิดจลาจลภายใน บัลลังก์ฮ่องเต้เกือบจะตกอยู่ในเงื้อมมือของซุ่นอ๋อง เฉินจื่ออี้รับคำสั่งให้นำทัพลงใต้มาปราบกบฏ กอบกู้นครฉางจิงและพิทักษ์ราชบัลลังก์สืบต่อราชวงศ์ไว้ได้ จนทำให้รัชทายาทได้ขึ้นครองราชย์ในวันนี้ เรียกได้ว่าเป็นผู้พลิกสถานการณ์กอบกู้แผ่นดินด้วยมือเดียว หากนับความชอบที่มีต่อฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ย่อมมิด้อยไปกว่าขุนนางผู้ร่วมสถาปนาราชวงศ์ ซ้ำเขายังได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องนอนซมติดเตียง การปูนบำเหน็จครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่มิอาจเลี่ยงได้
ซ่งโหยวมิต้องไปสืบข่าวที่โรงน้ำชาด้วยซ้ำ เขายังนอนไม่ตื่นอยู่บนห้องก็ได้ยินเสียงอึกทึกจากชั้นล่าง แว่วเสียงราษฎรวิพากษ์วิจารณ์กันด้วยความตื่นเต้นว่า เฉินจื่ออี้ได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้องค์ใหม่ให้เป็น ‘ฮู่กั๋วกง’
นับเป็นตำแหน่งที่ต้องได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้เท่านั้น
………………..