Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 502 ข้าปั้นเกี๊ยวเป็นรูปหนูได้ด้วยนะ ....................

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 502 ข้าปั้นเกี๊ยวเป็นรูปหนูได้ด้วยนะ ....................
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 502 ข้าปั้นเกี๊ยวเป็นรูปหนูได้ด้วยนะ

………………..

ข่าวลือหาใช่เรื่องโกหก เพราะเหมันตฤดูยังมิทันผ่านพ้นไป หัวหน้ามือปราบหลัวก็เดินทางมารับตำแหน่งที่นครฉางจิงเสียแล้ว

ซ่งโหยวเคยพบเขาบนท้องถนนอยู่สองครา

ทว่ายามนั้นหัวหน้ามือปราบหลัวกำลังนำกำลังออกปฏิบัติภารกิจ ซ่งโหยวเห็นเขา ทว่าเขาไม่เห็นซ่งโหยว

ช่วงเวลานี้หัวหน้ามือปราบหลัวคงจะยุ่งจนหัวหมุน

โดยเนื้อแท้แล้วนิสัยของเขาดูจะผ่อนปรนและรู้จักพลิกแพลงกว่าโจวเหลยกงเมื่อครั้นอดีต เข้าใจวิถีแห่งการทำงานมากกว่า ทว่าความเที่ยงธรรมในสันดานนั้นหาได้ด้อยไปกว่าท่านโจวคังปั๋วแม้แต่น้อย ยิ่งครานี้อัครเสนาบดีอวี๋ดำเนินรอยตามอดีตมหาเสนาบดีกู่ เจาะจงเรียกตัวเขามายังเมืองหลวง ย่อมหมายมั่นปั้นมือฝากความหวังไว้สูงยิ่ง เขาจึงมิอาจทำให้ท่านมหาเสนาบดีอวี๋ต้องผิดหวังได้

ประจวบกับยามนี้เป็นช่วงเวลาที่แสนพิเศษ

หากมองเพียงผิวเผิน วันปีใหม่กำลังจะเวียนมาถึง

หากมองลึกลงไป ฮ่องเต้ยังคงสาบสูญไร้ร่องรอย รัชทายาทออกว่าราชการแทนมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นบู๊ที่เฝ้ารอ หรือการส่งหน่วยค้นหาตามพระบัญชาของรัชทายาท ล้วนกลายเป็นเพียงพิธีการตามธรรมเนียมเท่านั้น ทุกคนต่างรู้ดีว่าเมื่อพ้นปีใหม่ไป รัชทายาทคงต้องผินพักตร์สู่ทิศทักษิณ ประทับบนบัลลังก์มังกรอย่างเป็นทางการ

วิถีชีวิตและขวัญกำลังใจของราษฎรในฉางจิงที่ระส่ำระสาย จำต้องได้รับการปัดเป่าโดยไว

ด้วยแรงหนุนจากมหาเสนาบดีอวี๋ และราชโองการจากรัชทายาท หัวหน้ามือปราบหลัวจึงวุ่นอยู่กับการจับกุมผู้กระทำผิดแทบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นนักเลงหัวไม้ในท้องที่ จอมยุทธ์พเนจรจากต่างแดน หรือแม้แต่ลูกหลานขุนนางผู้ดี ตลอดจนภูตผีปีศาจร้าย ล้วนมิอาจรอดพ้นเงื้อมมือเขาไปได้

ซ่งโหยวเห็นเขาผ่านตาอยู่หลายครั้ง ทว่าเขาก็รีบร้อนผ่านไปทุกครา

กาลเวลาล่วงเลยจนถึงวันสิ้นปี

ซ่งโหยวนั่งอยู่ในห้อง เฝ้ามองแสงโคมและผ้าแดงที่ประดับประดาอยู่ภายนอกอดมิได้ที่จะรำพึงออกมา “ครบรอบหนึ่งปีอีกแล้วสินะ”

สิ้นคำกล่าว พลันมีเสียงเล็กใสแว่วตามมาจากเบื้องหลัง

“ครบรอบหนึ่งปีอีกแล้วสินะ…”

ซ่งโหยวเหลียวไปมองนางพลางลอบถอนใจ

เจ้าแมวน้อยส่ายหัวไปมาแล้วถอนหายใจเลียนแบบเขา

“แม่นางสามสีลองคำนวณดูเสียสิ พวกเราลงจากเขามาได้กี่ปีแล้ว” ซ่งโหยวเอ่ยถาม

“แม่นางสามสีจะลองคำนวณดู” เจ้าแมวยังคงส่ายหัวไปมาคล้ายคนมีอาการป่วยไข้ ก่อนจะชะงักแล้วมองเขาด้วยความฉงน “เจ้าลงจากเขา แต่แม่นางสามสีออกมาจากศาลเจ้านะ”

“เช่นนั้นก็นับตั้งแต่วันที่เราเริ่มเดินทางจากถนนจินหยางก็แล้วกัน”

“เริ่มนับจากวันลี่ชิว!”

“ย่อมได้”

“ปีนี้ปีอะไรแล้ว”

“รัชศกหมิงเต๋อปีที่สิ วันสุดท้ายแล้วล่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นก็…”

เจ้าแมวเอียงคอขบคิดครู่หนึ่งก่อนจะโพล่งออกมา “ถ้าอย่างนั้นก็เก้าปีครึ่งแล้ว!”

“แม่นางสามสีช่างเฉลียวฉลาดนัก”

“แล้วยังมีที่ไหนที่เรายังไม่ได้ไปอีกบ้าง”

“ดินแดนตะวันตก”

“ดินแดนตะวันตก!”

“ดินแดนตะวันตกนั้นกว้างใหญ่ไพศาลนัก เรายังไม่เคยไปเยือนเลย แคว้นอี้โจวแม้จะอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้แต่ก็ยังมิใช่จุดใต้สุด และเราก็ยังเดินไม่ทั่ว” ซ่งโหยวกล่าวกับนาง “ที่นั่นยังมีดินอีกสองทิศรออยู่”

“อีกสองทิศ!”

“เหตุใดวันนี้ข้าชมว่าแม่นางสามสีฉลาด แล้วแม่นางสามสีถึงไม่พูดว่า ‘ถูกต้องแล้ว’ เล่า”

“ก็ข้าฉลาดอยู่แล้วนี่…”

เจ้าแมวนั่งลงอย่างไม่ยี่หระพลางยกอุ้งเท้าขึ้นมาเลีย

ทันใดนั้นเอง พลันมีแขกมาเยือนถึงหน้าประตู

เป็นชุยหนานซีและขุนนางจากสำนักกั๋วจื่อเจี้ยน ที่นำคัมภีร์แพทย์ไช่เล่มแรกมามอบให้เขาด้วยตนเอง

นี่คือคัมภีร์แพทย์ที่จัดพิมพ์เสร็จสมบูรณ์เล่มแรกของใต้หล้า

ซ่งโหยวรับคัมภีร์มา พลิกดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจ้าแมวเองก็ขยับเข้ามาดูใกล้ๆ ไม่อาจทราบได้ว่านางจะอ่านออกหรือไม่

แต่บางทีนั่นอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญ

เพราะแม้แต่ซ่งโหยวเองก็ยังอ่านเข้าใจไม่หมด

อย่างมากเขาก็เพียงตรวจสอบดูว่ามันแตกต่างจากต้นฉบับลายมือเขียนหรือไม่เท่านั้น

“หากท่านหมอเทวดาไช่ที่เมืองผีได้ยินข่าวคราวว่าคัมภีร์แพทย์ไช่ตีพิมพ์สำเร็จด้วยความราบรื่น ท่านต้องยินดีมากเป็นแน่” ซ่งโหยวหันไปกล่าวกับเจ้าแมว

“แม่นางสามสีไม่รู้หรอก!”

“เจ้านี่ซื่อสัตย์จริงๆ เลย”

“ถูกต้องแล้ว!”

“คัมภีร์เล่มนี้เราจะเก็บรักษาไว้เอง นำกลับไปยังอาราม หากภายภาคหน้าเก็บรักษาได้ดี ผ่านไปหลายร้อยหลายพันปี อาจจะสร้างความตกตะลึงให้คนรุ่นหลังได้” ซ่งโหยวปิดหนังสือลง “วันนี้เป็นวันสิ้นปี รบกวนแม่นางสามสีไปเรียกเยี่ยนอันลงมาที พวกเราจะออกไปเดินเล่น ซื้อเนื้อซื้อผักกลับมาห่อเกี๊ยวกินกัน”

สิ้นคำ เจ้านกนางแอ่นก็บินร่อนเข้ามาจากด้านนอกทันที

พรึ่บ…

เจ้านกคืนร่างเป็นเด็กหนุ่ม ยืนนิ่งอย่างเรียบร้อย

“เกี๊ยวคืออะไรหรือ”

แมวสามสีจ้องมองนักพรตหนุ่มด้วยความใฝ่รู้

“เดี๋ยวเจ้าก็จะได้รู้เอง”

ในยุคนี้เริ่มมีอาหารที่มีลักษณะคล้ายเกี๊ยวปรากฏขึ้นบ้างแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้เรียกว่าเกี๊ยว และยังไม่มีประเพณีกินเกี๊ยวในวันปีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นทางเหนือหรือทางใต้ ซ่งโหยวเพียงแค่นึกอยากทานขึ้นมาเฉลัยๆ

ว่าแล้วเขาก็เดินออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปตลาดเพื่อหาซื้อผักและเนื้อทันที

ในเหมันตฤดูอันหนาวเหน็บ พืชพรรณผักหญ้าช่างหายากยิ่ง ซ่งโหยวเดินวนเวียนตามท้องถนนอยู่รอบหนึ่ง ผักที่เหมาะจะนำมาห่อเกี๊ยวและชวนให้เจริญอาหารนั้น เห็นจะมีเพียงผักกาดขาวและเห็ดหูหนูสองอย่างเท่านั้น เขาเลือกซื้อเนื้อส่วนสะโพกหลังที่มีมันสามส่วนเนื้อเจ็ดส่วนมาอีกหนึ่งชิ้น ให้พ่อค้าช่วยสับให้ละเอียด นำมาทำเป็นไส้ ก่อนจะห่อด้วยใบไม้และพันด้วยหญ้าแห้งหิ้วกลับมา

เห็ดหูหนูแห้งถูกนำไปแช่น้ำจนพองตัวแล้วสับให้ละเอียด ผักกาดขาวก็ล้างสะอาดสับเป็นชิ้นเล็ก นำไปผสมกับไส้เนื้อแยกกัน ปรุงรสตามใจชอบ จนได้ไส้เกี๊ยวสองรสชาติ

“ดูเหมือนซาลาเปาเลย!” แม่นางสามสีที่ยืนคุมอยู่ข้างๆ จ้องมองตาไม่กะพริบ

“ต่างกันไม่น้อยเลยล่ะ”

ซ่งโหยวถือชามไส้เนื้อออกไปยังโต๊ะตัวนอก ซึ่งเยี่ยนอันได้เช็ดทำความสะอาดโต๊ะจนเกลี้ยงเกลาเตรียมไว้ให้แล้ว

บานประตูถูกเปิดกว้าง ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเช่นนี้ ท้องถนนเบื้องนอกจึงเต็มไปด้วยผู้คน แม่นางสามสีเดินตามติดเขาทุกย่างก้าว นักพรตหนุ่มไปที่ใดนางก็ตามไปที่นั่น เขาลงมือทำสิ่งใดนางก็ต้องเบิกตากว้างเฝ้าดูอย่างจดจ่อ ไม่ยอมให้คลาดสายตาแม้แต่รายละเอียดเดียว

“หากแม่นางสามสีตั้งใจฝึกวิชาอาคมเหมือนตอนนี้ ก็คงไม่แพ้เยี่ยนอันอยู่บ่อยครั้งหรอก”

“แม่นางสามสีตั้งใจฝึกนะ!”

“อย่างนั้นรึ”

“เยี่ยนอันเก่งมากต่างหากเล่า!”

“นั่นก็จริง”

“แต่แม่นางสามสีก็เก่งมากเหมือนกัน”

“เอาเถิด…”

ซ่งโหยวนวดแป้งจนได้ที่แล้วจึงหยิบไม้คลึงแป้งออกมา โรยผงแป้งบางๆ ลงบนโต๊ะ เขาเริ่มแบ่งแป้งมาปั้นเป็นก้อนเล็กๆ แล้วคลึงให้เป็นแผ่น ตรงกลางหนาขอบบาง

ซ่งโหยวใช้ความอดทนสอนภูตน้อยทั้งสองห่อเกี๊ยว จากนั้นจึงก้มหน้าก้มตาคลึงแผ่นแป้งอย่างเดียว ปล่อยให้ทั้งสองมือห่อกันเอง จะสวยงามหรือขี้ริ้วขี้เหร่อย่างไรเขาก็หาได้ใส่ใจไม่

ผู้คนภายนอกเดินขวักไขว่ แว่วเสียงป่าวร้องเรียกแขก เสียงขายของ ตลอดจนเสียงเชิดสิงโตและมังกร ช่างครึกครื้นยิ่งนัก ร่างทั้งสามในบ้านก็ยุ่งวุ่นวายไม่แพ้กัน

ในช่วงแรก ภูตน้อยทั้งสองห่อได้เชื่องช้ายิ่งนัก ทั้งห่อไปถามไป หรือไม่ก็ลอบมองผลงานของอีกฝ่าย เร็วสู้ซ่งโหยวที่กำลังคลึงแป้งไม่ได้เลย แต่ถึงกระนั้นทั้งสองก็มีเวลาหยุดพักมองดูโลกมนุษย์อันรื่นเริงเบื้องนอกเป็นระยะ ไม่นานนักก็เริ่มห่อได้ชำนาญขึ้นตามประสาอมนุษย์ จึงเริ่มห่อแป้งเร็วพอๆ กับซ่งโหยวแล้ว

ครานี้จึงกลายเป็นเหล่าผู้คนที่เดินผ่านไปมาที่พากันหยุดมองพวกเขาแทน

“ทำไมต้องห่อเป็นรูปทรงนี้ด้วย” แม่นางสามสีอดสงสัยไม่ได้ “ทำไมไม่ปั้นเป็นก้อนกลมๆ เหมือนซาลาเปาเล่า”

“เพราะเกี๊ยวต้องนำไปต้ม หากปั้นเป็นทรงซาลาเปาจะดูแปลกไปหน่อย” ซ่งโหยวตอบ “ความจริงยังห่อเป็นรูปอื่นได้ด้วยนะ อย่างเช่นเกี๊ยวทรงใบหลิว แต่ข้าทำไม่เป็นหรอก หากแม่นางสามสีชอบ จะห่อเป็นรูปทรงที่เจ้าชอบก็ได้ ขอเพียงต้มให้สุกเป็นพอ”

“!”

เด็กหญิงตัวน้อยชะงักงันไปทันที

จู่ๆ ซ่งโหยวก็สัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่ไม่สู้ดีนัก

และแม่นางสามสีก็ช่างมีหัวคิดดัดแปลงนัก บนโต๊ะพลันปรากฏก้อนแป้งทรงปลาและหนูขึ้นมา ในท้องของพวกมันอัดแน่นไปด้วยไส้เนื้อ วางเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

“…”

แม้ซ่งโหยวจะรู้สึกอ่อนใจแต่ก็มิได้ว่ากระไร เมื่อห่อจนเสร็จและใกล้ถึงเวลาอาหาร เขาจึงไปตั้งเตาต้มน้ำจนเดือดพล่าน แล้วเทเกี๊ยวทั้งหมดลงไป ไม่นานนักเกี๊ยวก็ลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำ

ยามนี้ท้องฟ้ามืดสลัวลงแล้ว เปลวไฟจากเตาฟืนสาดแสงวูบวาบไปบนผนังห้อง ตะเกียงน้ำมันบนเตาวูบไหวสะท้อนเงาคนทอดยาวท่ามกลางไอความร้อนที่พวยพุ่งขึ้นจากหม้อ นักพรตหนุ่มใช้กระชอนตักเกี๊ยวแบ่งใส่ชามสามใบ

เขาจงใจคัดเกี๊ยวรูปหนูออกมาใส่ลงในชามของแม่นางสามสีโดยเฉพาะ เพื่อเป็นรางวัลที่นางอุตส่าห์ลงแรงห่ออย่างตั้งใจ

จากนั้นคนทั้งสามก็มิได้จุดโคมไฟเพิ่ม ต่างคนต่างถือชามใบเล็กไปนั่งเรียงกันที่ธรณีประตู ลิ้มรสเกี๊ยวร้อนกรุ่นพลางเฝ้ามองผู้คนหนาตาเบื้องนอกที่สัญจรไปมาในยามค่ำคืน โคมไฟนับร้อยนับพันดวงรวมตัวกันราวกับแม่น้ำสายแสงดาว

“เกี๊ยวของแม่นางสามสีอร่อยหรือไม่”

“อร่อย!”

“เกี๊ยวรูปหนูก็อร่อยรึ”

“อร่อย!”

“คงไม่ได้มีแต่ก้อนแป้งหรอกนะ”

“อร่อยที่สุดเลย!”

“…”

ซ่งโหยวส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะกลับมาจดจ่อกับเกี๊ยวในชามของตน รสชาติอาหารในชามยังคงเป็นรสที่เขาคุ้นเคย เมื่อประกอบกับวันพิเศษและภาพความรื่นเริงตรงหน้า ความทรงจำเก่าๆ จึงหวนคืนมาอย่างง่ายดาย

ทว่าค่ำคืนนี้กลับไร้ซึ่งแสงสีของพลุไฟ

เนื่องจากอดีตฮ่องเต้ยังคงสาบสูญ บ้านเมืองไร้ประมุข ต่อให้เป็นวันปีใหม่ก็ไม่ควรจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ กระนั้นก็ไม่อาจยับยั้งความกระตือรือร้นของราษฎรได้ ผู้คนมากมายยังคงเดินออกจากบ้าน บ้างก็ถือโคมไฟมาเอง บ้างก็อาศัยแสงโคมจากผู้อื่น เพื่อดื่มด่ำกับความครึกครื้นที่หาได้ยากยิ่ง ร้านรวงและเหลาอาหารตามถนนหนทางในฉางจิงต่างเปิดไฟสว่างไสว เปิดกิจการกันจนดึกดื่น

ส่วนเรื่องราวขององค์ฮ่องเต้ที่ยังไม่รู้ความเป็นความตายนั้น ก็เป็นเพียงหัวข้อสนทนาที่เพิ่มความตื่นเต้นและความกังวลให้แก่ผู้คนเท่านั้น

ซ่งโหยวนั่งมองไปกินไป เมื่อกินเสร็จเขาก็เข้านอนอย่างเป็นสุข

กลางดึกคืนนั้น แว่วเสียงขลุกขลักดังมาจากชั้นล่าง บางคราคล้ายเสียงสับเนื้อ บางคราคล้ายเสียงหั่นผัก และบางคราคล้ายเสียงตักน้ำ ซ่งโหยวรับรู้เพียงว่าเจ้าแมวไม่ได้อยู่ข้างกาย ไม่รู้ว่านางไปซุกซนที่ใด แต่เขาก็คร้านจะไปสืบสาวราวเรื่องหรือลงไปดูให้เสียเวลา จึงเพียงแต่พลิกกายหลับใหลต่อไป

ฟ้ามิอาจขาดดวงตะวัน แผ่นดินมิอาจขาดประมุข

วันที่สิบเดือนหนึ่ง รัชศกหมิงเต๋อปีที่สิบเอ็ด ท่ามกลางการวิงวอนขอร้องของเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งราชสำนัก รัชทายาททรงปฏิเสธตามธรรมเนียมถึงสามคราจึงค่อยตอบรับ เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้องค์ใหม่ โดยยังคงใช้รัชศกเดิมต่อไป พร้อมกับทรงประกาศอภัยโทษไปทั่วหล้า

ในขณะเดียวกัน ก็ได้มีการประกาศพระราชโองการสำคัญออกมาอีกสองฉบับ

ฉบับแรกคือ ‘ประกาศอพยพราษฎรไปยังแดนเหนือ’

สืบเนื่องจากสงครามที่ยืดเยื้อมาหลายปี แว่นแคว้นทางตอนเหนือหลายแห่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจนแทบกลายเป็นเมืองร้าง แผ่นดินที่ไร้ผู้คนนอกจากจะเสียเปล่าแล้วยังมิอาจปกครองได้อย่างมีประสิทธิภาพ บัดนี้ชายแดนเหนือกลับคืนสู่ความสงบแล้ว ชาวแดนเหนือไม่อาจสร้างภัยต่อต้าเยี่ยนได้อีกนับร้อยปี ตรงกันข้ามกับทางใต้ที่ผู้คนเริ่มหนาแน่นจนที่ดินไม่เพียงพอ ประกอบกับปีกลายเกิดภัยพิบัติและปีศาจโรคระบาดบ่อยครั้ง ราษฎรจำนวนมากไร้ที่ทำกินจนเกือบกลายเป็นผู้อพยพ

ราชสำนักมีความคิดจะโยกย้ายราษฎรไปทางเหนือมานานแล้ว แต่คำสั่งเช่นนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากเจ้าเมืองหลายแคว้น ยามที่ฮ่องเต้องค์ก่อนสาบสูญจึงมิอาจตราคำสั่งออกมาได้สำเร็จ ยามนี้เมื่อฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ จึงทรงประกาศใช้พระราชโองการนี้ทันที

ฉบับที่สองคือ ‘ปูนบำเหน็จรางวัลแก่เฉินจื่ออี้’

เดิมทีเฉินจื่ออี้ก็สร้างความดีความชอบไว้ท่วมท้น ตำแหน่ง ‘อู่อันโหว’ แทบจะถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของขุนพลนักรบแล้ว ทว่าเมื่อปีกลายยามที่ต้าเยี่ยนเกิดจลาจลภายใน บัลลังก์ฮ่องเต้เกือบจะตกอยู่ในเงื้อมมือของซุ่นอ๋อง เฉินจื่ออี้รับคำสั่งให้นำทัพลงใต้มาปราบกบฏ กอบกู้นครฉางจิงและพิทักษ์ราชบัลลังก์สืบต่อราชวงศ์ไว้ได้ จนทำให้รัชทายาทได้ขึ้นครองราชย์ในวันนี้ เรียกได้ว่าเป็นผู้พลิกสถานการณ์กอบกู้แผ่นดินด้วยมือเดียว หากนับความชอบที่มีต่อฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ย่อมมิด้อยไปกว่าขุนนางผู้ร่วมสถาปนาราชวงศ์ ซ้ำเขายังได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องนอนซมติดเตียง การปูนบำเหน็จครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่มิอาจเลี่ยงได้

ซ่งโหยวมิต้องไปสืบข่าวที่โรงน้ำชาด้วยซ้ำ เขายังนอนไม่ตื่นอยู่บนห้องก็ได้ยินเสียงอึกทึกจากชั้นล่าง แว่วเสียงราษฎรวิพากษ์วิจารณ์กันด้วยความตื่นเต้นว่า เฉินจื่ออี้ได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้องค์ใหม่ให้เป็น ‘ฮู่กั๋วกง’

นับเป็นตำแหน่งที่ต้องได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้เท่านั้น

………………..

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 502 ข้าปั้นเกี๊ยวเป็นรูปหนูได้ด้วยนะ ...................."

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย