Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 467 แม่นางสามสีออกโรง ตระเวนล่าปีศาจยามราตรี

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 467 แม่นางสามสีออกโรง ตระเวนล่าปีศาจยามราตรี
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 467 แม่นางสามสีออกโรง ตระเวนล่าปีศาจยามราตรี

………………..

“พวกท่านลองตรองดูให้ดีเถิด หากสิ่งอัปมงคลนี้มีอิทธิฤทธิ์สะท้านฟ้าสะท้านดินจริง ป่านนี้มันคงสร้างชื่อจนขจรขจายไปไกล หรือไม่ก็ไปทำการใหญ่ที่อื่นเสียแล้ว หากมันดุร้ายอำมหิตและก่อกรรมทำเข็ญมามากจริง ป่านนี้ไม่ถูกเทพเซียนมาปราบไป ก็คงกินคนจนอิ่มหนำไปนานแล้ว เหตุใดจึงต้องหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ในจวนของพวกท่าน คอยหลอกล่อ ข่มขู่ และแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เพียงเพื่อให้พวกท่านคอยกราบไหว้ถวายธูปเทียนและของสดแก่คาว ทั้งยังถูกท่านผู้เฒ่าเลี่ยวขู่คำรามเพียงประโยคเดียวจนไม่กล้าโผล่หัวออกมาเล่า” นักพรตหนุ่มเอ่ยถาม “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดจึงต้องหวาดกลัวนัก”

“ท่านเซียนหมายความว่า…”

“หากเป็นปีศาจหรือสิ่งอัปมงคลที่ร้ายกาจจริง ย่อมพบเจอได้ยากนัก และพวกมันก็ไม่กล้าเข้ามาในเมืองโดยง่าย หากพวกท่านเจอของจริงเข้า ป่านนี้คงได้สิ้นชีพกันไปแล้ว ส่วนที่พบเห็นได้ทั่วไปในเมือง ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงภูตผีปีศาจตัวเล็กตัวน้อยที่ยังมีวิชาตื้นเขินนัก” ซ่งโหยวเอ่ยด้วยความอดทนและจริงใจ “ผู้คนมักคิดว่าปีศาจร้ายยากจะต่อกร แท้จริงแล้วภูตผีปีศาจเหล่านี้ไม่ได้เก่งกาจถึงเพียงนั้น แมว หมาหรือกระต่ายป่าที่เพิ่งกลายเป็นภูต ล้วนถูกตีตายได้ด้วยไม้เดียว ล้วนมีวิธีกำจัดสิ่งอัปมงคลที่ออกมาทำร้ายผู้คนทั้งนั้น”

เหล่าคนตระกูลฟังแล้วต่างเริ่มครุ่นคิดตาม

เด็กหญิงตัวน้อยที่อยู่ข้างกายก็พยักหน้าหงึกหงักตามไปด้วย

นางเป็นแมว นางย่อมมีสิทธิ์ที่จะยืนยันในเรื่องนี้

ทว่าหากแมวเก่งกาจขึ้นมาแล้วล่ะก็ จะทำแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด

ยกตัวอย่างเช่น แม่นางสามสีเป็นต้น

“ไม่ว่าจะเป็นภูตผีหรือปีศาจ เหตุที่พวกมันกล้าย่ามใจทำตามอำเภอใจในเมืองได้นั้น ตามทัศนะของข้า พวกมันมีของวิเศษอยู่สองสิ่ง”

“สองสิ่งใดหรือ”

“หนึ่งคือความหวาดกลัวของผู้คน ยามที่พบเห็นก็พากันหวาดกลัวจนไม่กล้าต่อกร สองคือความไม่รู้ของผู้คน ที่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไร มีวิชาความรู้อันใด ทว่าแท้จริงแล้วภูตผีส่วนใหญ่ไม่ได้เก่งไปกว่ามนุษย์ และยิ่งไม่มีทางฉลาดไปกว่ามนุษย์เลย” ซ่งโหยวเว้นจังหวะ “หากมนุษย์ไม่กลัวพวกมัน พลังของพวกมันจะหายไปกึ่งหนึ่ง ปีศาจจำนวนมากเสียอีกที่กลับเป็นฝ่ายกลัวคนใจกล้า ส่วนหากมนุษย์รู้จักใช้สติปัญญา ทำความเข้าใจว่ามันคือสิ่งใด มีจุดอ่อนตรงไหน พลังของพวกมันก็จะสูญสิ้นไปเจ็ดถึงแปดส่วน ถึงจุดนั้นปีศาจพวกนั้นก็พ่ายแพ้ไปแล้ว”

“คำชี้แนะของท่านเซียนช่างล้ำลึกนัก พวกข้าไม่เคยได้ยินจากที่ใดมาก่อนเลย”

ชายแซ่เลี่ยวเบิกตากว้าง รู้สึกประหลาดใจและสั่นสะเทือนขวัญ ทว่าเมื่อนึกถึงตำราโบราณหรือบันทึกเรื่องประหลาดที่เคยอ่านมา เกี่ยวกับเรื่องราวที่มนุษย์เอาชนะปีศาจและผีสางได้ เขาก็เริ่มรู้สึกว่ามันสมเหตุสมผล

“มันก็เป็นเพียงความจริงเท่านั้น” ซ่งโหยวหัวเราะ “เปรียบดึกคางคกทองคำนั่น ไม่ว่าพวกท่านจะนำมันไปฝังไว้ใต้รากไม้ในหีบดังเดิม นำไปหลอมในเตาไฟ หรือรีบนำไปถวายที่วัดวาอาราม ก็ล้วนแต่กำจัดมันได้ทั้งสิ้น เพียงแต่พวกท่านปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปเท่านั้นเอง”

“ถ้าเช่นนั้น…”

คนในตระกูลเลี่ยวมองหน้ากันไปมา จากนั้นบุรุษวัยกลางคนที่เอ่ยปากคนแรกก็ประสานมือถามว่า

“ท่านเซียนมีอุบายอันใดโปรดชี้แนะด้วย”

“ข้าขอแนะนำพวกท่านเพียงอย่างเดียว คือให้คิดเสียว่ามันเป็น ‘คน’ ผู้หนึ่ง”

“คิดว่าเป็นคนหรือ”

“ถูกต้อง”

ซ่งโหยวยืนอยู่หน้าประตูจวน เขารู้ดีว่าเพื่อนบ้านซ้ายขวาต่างพากันแอบฟังเรื่องแปลกประหลาดนี้อยู่ แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ ไม่ได้เดินเข้าไปในบ้าน และไม่ได้จงใจลดเสียงลง หากแต่ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงปกติว่า

“พวกท่านพึงรู้ไว้เถิดว่า ขึ้นชื่อว่าสิ่งอัปมงคล น้อยนักที่จะฉลาดกว่ามนุษย์ พวกมันมีจุดแข็ง ก็ย่อมมีจุดอ่อน มีสิ่งที่ปรารถนา ย่อมมีสิ่งที่ยำเกรง พวกท่านเพียงคิดเสียว่ามันเป็นคนผู้หนึ่ง ลองคิดดูว่ามันมีวิชาอะไร ซ่อนตัวอยู่ที่ไหน แล้วเตรียมการให้พร้อมสรรพเพื่อจับตัวมันมาให้ได้ก็พอ”

“ซ่อนตัวอยู่ที่ไหน…”

“ถูกต้อง” ซ่งโหยวพยักหน้า “ปีศาจตนนั้นหากมิใช่คางคกทองคำบรรลุธรรม ก็คงสิงสถิตอยู่ในรูปสลักคางคกทองคำ มันไม่มีทางหายตัวไปในอากาศได้เฉยๆ หรอก ไม่ซ่อนอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของจวน ก็ต้องใช้มนตราบังตาเพื่อซ่อนกาย ในเมื่อมันยังให้พวกท่านเซ่นไหว้ ลิ้มรสธูปเทียนและของคาว ย่อมต้องมีช่วงเวลาที่มันปรากฏกายออกมาเสพสุขแน่นอน”

ทุกคนฟังแล้วต่างเห็นพ้องว่ามีเหตุผล

ทว่าในใจก็ยังคงสั่นไหวด้วยความกังวล

“ข้าขอแนะนำว่าหลังจากพวกท่านกลับไปแล้ว ให้ลองหาดูในจวนก่อน หากหาไม่พบ ค่อยไปแอบซุ่มรอแถวโต๊ะเครื่องเซ่น หากกลัวว่ามันจะล่องหน ก็ให้โรยขี้เถ้าละเอียดไว้บนพื้นเสีย หากกลัวว่าจะจับตัวมันไม่ได้ ก็จงเสียเงินจ้างจอมยุทธ์ หรือจะเรียกญาติที่ทำงานในที่ว่าการมาด้วยก็ได้ จำไว้ว่าตลอดกระบวนการนี้ ทุกคนห้ามขี้ขลาดแม้เพียงนิด ห้ามลังเลแม้เพียงน้อย ต้องมีจิตใจที่ผ่องใสแจ่มแจ้ง มีเพียงเจตจำนงเดียวคือจับมันออกมาบดขยี้ให้เป็นจลหากทำเช่นนี้ได้ วิชาคุณไสยมนต์ดำทั้งหลายก็จะไร้ผลต่อพวกท่าน”

“คำพูดของท่านเซียน พวกข้าจะจำให้มั่นขอรับ ทว่าหากปีศาจตนนั้นเก่งกาจมาก จนพวกข้าเอาไม่อยู่ จะทำเช่นไรดี”

“ในเมื่อพวกท่านอุตส่าห์มาหาข้าถึงที่นี่ ย่อมไม่อาจปล่อยให้พวกท่านไปเสี่ยงภัยได้โดยง่าย” ซ่งโหยวเว้นจังหวะ “เดิมทีข้ามีไม้เท้าไผ่ที่ใช้สอยถนัดมืออยู่ ก่อนหน้านี้เคยให้ตระกูลหลี่ยืมไปปราบปีศาจ ทว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนมีเจ้าทึ่มคนหนึ่งขอยืมไปแล้วยังไม่นำมาคืน แต่พวกท่านก็นับว่ายังมีวาสนา ศิษย์น้อยของข้ามีวิชาแกร่งกล้า อิทธิฤทธิ์กว้างขวาง เชี่ยวชาญการปราบปีศาจยิ่งนัก หากนางติดตามไปด้วย ย่อมไม่มีสิ่งใดผิดพลาดแน่นอน”

คนกลุ่มนั้นรีบหันขวับไปมองข้างกายซ่งโหยวทันที

เห็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อย มือหนึ่งถือถังน้ำ อีกมือถือคันเบ็ด หน้าตาหมดจดเกลี้ยงเกลาดูสะอาดสะอ้านยิ่งนัก ทว่านางกลับทำหน้าตาสุดแสนจะเคร่งขรึม ยืนตัวตรงแน่ว จ้องมองมาที่พวกเขาตาไม่กะพริบ

“นี่…”

“พวกท่านอย่าได้ดูเบาแม่นางสามสีเชียว ยามที่แม่นางสามสีอยู่ในนครฉางจิง นางมีชื่อเสียงโด่งดังด้านการจับผีปราบปีศาจ ขุนนางผู้ใหญ่ในราชสำนักมากมายต่างพากันเชิญนางไปที่จวนมาแล้วทั้งนั้น”

“หามิได้ขอรับ! มิได้มีเจตนาเช่นนั้นเลย!”

คนตระกูลเลี่ยวรีบโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน ก่อนจะประสานมือคารวะแม่นางสามสี “เช่นนั้นก็รบกวน… รบกวนท่าน…”

“ข้าชื่อแม่นางสามสี!”

“เช่นนั้นก็รบกวนแม่นางสามสีด้วยขอรับ”

“!”

เด็กหญิงตัวน้อยทำหน้าขรึม ไม่พูดจาพล่ามทำเพลง นางหิ้วถังน้ำก้าวเดินไปข้างหน้า ควักกุญแจออกมาไขประตูแล้วเดินเข้าไปข้างใน

“โปรดรอสักครู่”

ซ่งโหยวกล่าวกับคนข้างหลังประโยคหนึ่งก่อนจะเดินตามเข้าไป

แม่นางสามสีเดินตรงไปยังห้องครัว นำปลาสองตัวใส่ลงในกะละมัง ตักน้ำมาล้างถังไม้จนสะอาดเรียบร้อย เก็บเบ็ดตกปลาเข้าที่เข้าทาง แล้วจึงควักเงินที่ได้จากการขายปลาออกมาจากอกเสื้อ

“เจ้าเก็บเงินนี่ไว้ให้ดีนะ แม่นางสามสีจะไปหาเงินก้อนใหญ่แล้ว”

“แม่นางสามสีจำไว้ให้มั่น เน้นคุ้มครองคนเป็นหลัก ปราบปีศาจเป็นรอง หากพวกเขาจับมันได้เอง ก็ปล่อยให้เขาจับไป หากเขลาไปบ้าง ก็จงสั่งสอนและช่วยเหลือเขา แต่หากพวกเขาจนปัญญาจะจับได้จริงๆ ค่อยถึงคราวที่แม่นางสามสีต้องออกโรง”

“เหตุใดเล่า”

“เมืองหยางตูนั้นมั่งคั่งเจริญรุ่งเรือง แต่อีกไม่นานพวกเราก็ต้องจากไป ควรจะสอนให้พวกเขารู้จักวิธีรับมือกับสิ่งอัปมงคลเสียบ้าง”

“อ้อ…”

เด็กหญิงตัวน้อยพยักหน้าหงึกหงักคล้ายจะเข้าใจ ทว่าไม่นานนักก็ขมวดคิ้วมุ่น “ทำเช่นนี้จะหาเงินก้อนใหญ่ได้หรือ”

“ปล่อยให้เป็นเรื่องของวาสนาเถิด” ซ่งโหยวเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “ดูเหมือนพวกเขาจะเปิดร้านขายตำรา บันทึกการเดินทางของแม่นางสามสีก็เขียนเสร็จสิ้นแล้วมิใช่หรือ หากอยากให้เป็นที่แพร่หลายไปทั่วหล้า บางทีอาจต้องขอให้พวกเขาช่วยจัดการให้”

“อ้อ…จริงด้วย!”

“เช่นนั้นก็ต้องรบกวนแม่นางสามสีแล้ว”

“ไม่ต้องเกรงใจ!”

“ไปเถิด”

ซ่งโหยวลูบศีรษะนางเบาๆ

เด็กหญิงตัวน้อยยืนนิ่งไม่หลบเลี่ยง สีหน้ายังคงเคร่งขรึมและอดทนรอจนเขาลูบเสร็จ จึงได้สะพายย่ามคู่กายแล้วหมุนตัวเดินออกไป

คนตระกูลเลี่ยวต่างนอบน้อมถ่อมตนยิ่งนัก พากันนำทางนางกลับไปยังคฤหาสน์

ส่วนเจ้านกนางแอ่นยังคงบินติดตามอยู่เบื้องหลัง

ซ่งโหยวไม่ได้รีบร้อน เขาลงมือขูดเกล็ดปลาเตรียมหุงหาอาหาร

เย็นนี้คงต้องทำเมนูปลารสชาติพื้นบ้านทานเสียหน่อย

จวนตระกูลเลี่ยวนั้นกว้างขวางไม่น้อย สืบทอดกันมาจนถึงรุ่นที่สามแล้ว ทว่าวันนี้คนตระกูลเลี่ยวกลับไม่กล้าอาศัยอยู่ภายในบ้าน หากแต่พากันมารวมตัวปรึกษาหารือกันอยู่ที่ใต้ต้นไทรตรงปากตรอก

เด็กหญิงยืนอยู่เพียงลำพังข้างกายพวกเขา นางสะพายย่ามพลางหันหน้าไปทางจวนตระกูลเลี่ยว จมูกน้อยๆ คอยฟุดฟิดสูดดมกลิ่นอยู่ตลอดเวลา

ทิศนั้นมีทั้งกลิ่นธูปเทียนและกลิ่นอายอัปมงคลปะปนกัน

หากแม่นางสามสีเข้าไปในยามนี้ แล้วตามกลิ่นเหล่านั้นไป ย่อมต้องขุดรากถอนโคนสิ่งชั่วร้ายนั่นออกมาได้แน่ หากลงมือเร็วป่านนี้คงกลับไปทันทานมื้อค่ำเสียด้วยซ้ำ

ทว่ายามนี้…

เด็กหญิงกลอกตาไปมา แอบชำเลืองมองกลุ่มคนข้างกาย

ดูท่าคงจะกลับไปไม่ทันเสียแล้ว

เสียงสนทนาแว่วเข้าหูของนาง

บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นกำลังเล่าเรื่องราวอย่างออกรส ตั้งแต่การพบกับคุณชายใหญ่เลี่ยวโดยบังเอิญในวันนี้ เรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นกับตระกูลหลี่ทางทิศตะวันออกของเมืองที่ประสบกับอาถรรพ์แล้วจัดการอย่างไร รวมไปถึงเรื่องที่พวกเขาเพิ่งไปเชิญท่านเซียนมา และท่านเซียนได้ชี้แนะเอาไว้ว่าอย่างไรบ้าง

จากนั้นเขาก็เริ่มหว่านล้อมโน้มน้าวทุกคน

เด็กหญิงตัวน้อยยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมอย่างไม่เร่งร้อน นางเพียงแต่เงยหน้าบิดคอไปมา มองสำรวจไปทั่วอย่างสอดรู้สอดเห็น

ยามสิ้นวสันต์ต่อต้นคิมหันต์เช่นนี้ ท้องฟ้ายามโพล้เพล้ช่างดูคึกคักยิ่งนัก นอกจากหมู่เมฆที่เปลี่ยนรูปทรงไปมาและถูกแสงตะวันอาบจนเป็นขอบสีทองแล้ว ยังมีแมลงบินว่อนอยู่อีกมากมาย

ค้างคาวเริ่มออกหากิน นกนางแอ่นก็เริ่มบินกลับรัง

แม่นางสามสีนึกอยากจะคืนร่างเป็นแมวนัก หาที่สูงๆ สักแห่งไว้ซุ่มรอ พอมีค้างคาวหรือนกนางแอ่นบินผ่านมาใกล้ๆ จะได้กระโดดตะครุบให้หนับ

อ้อ…นั่นเยี่ยนอันนี่นา

เช่นนั้นก็ช่างมันเถอะ

แม่นางสามสีเบือนหน้ากลับมามองกลุ่มคนข้างกายอีกครั้ง

แววตาของคนกลุ่มนี้ค่อยๆ เปลี่ยนจากความหวาดกลัวและระแวงสงสัย กลายเป็นความดุร้ายและเด็ดเดี่ยว โดยเฉพาะผู้อาวุโสไม่กี่คนนั้น แต่ละคนดูจะมีใจอาฆาตพร้อมจะสู้ตายกับภูตผีปีศาจอยู่รอมร่อ ความดุร้ายนั้นแม้แต่แม่นางสามสีเห็นแล้วก็ยังอดจะหวั่นใจเล็กๆ ไม่ได้

ในที่สุดก็มีคนเดินเข้ามาหานาง

“แม่นางสามสี…”

บุรุษวัยกลางคนที่ไปพบพวกเขาเมื่อช่วงบ่ายประสานมือกล่าวกับนาง “พวกเราตัดสินใจกันได้แล้ว จะกลับเข้าไปในจวนเดี๋ยวนี้ เพื่อลากคอสิ่งนั้นออกมา!”

“ตกลง!” เด็กหญิงตัวน้อยพยักหน้า “แม่นางสามสีจะปกป้องพวกเจ้าเอง!”

“ขอบพระคุณแม่นางสามสีมาก”

“เดินนำไปสิ!”

“รับทราบขอรับ…”

คนไม่กี่คนเดินนำหน้าไปก่อน โดยมีเด็กหญิงก้าวตามไปข้างหลัง

เสียง ครืด ดังขึ้นยามผลักบานประตูใหญ่ให้เปิดออก

เด็กหญิงยังคงสะพายย่าม สูดจมูกดมพลางกวาดสายตามองซ้ายทีขวาที ก่อนจะละสายตากลับมาโดยไม่เอ่ยคำใด นางเพียงหมุนตัวขยับกายแวบเดียวก็กระโดดขึ้นไปนั่งอยู่บนกำแพงจวน

ทุกคนเห็นดังนั้นต่างพากันตกตะลึง

“พวกเจ้าหาไปเถอะ”

เด็กหญิงเอ่ยขึ้นเพียงเท่านั้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“ทำตามที่ตกลงกันไว้!”

ทุกคนปิดประตูลงทันที บรรยากาศภายในจึงเริ่มคึกคักขึ้นมาอย่างยิ่ง

คนในบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่กว่ายี่สิบชีวิต รวมกับญาติพี่น้องอีกหลายสิบคน รวมแล้วเป็นกลุ่มใหญ่พากันตระเตรียมการณ์อย่างเอิกเกริก เริ่มจากการไปนำแป้งหมี่จากในครัวมาโรยไว้บางๆ ทั่วจวน จากนั้นก็แบ่งกลุ่มกัน กลุ่มละสองสามคน ในมือถือกระบองและมีดพร้าปังตอ พร้อมกับถือคบไฟส่องสว่าง คอยสอดส่องค้นหาไปทั่วทุกตารางนิ้วในบ้าน

ไม่ว่าจะเป็นซอกมุมด้านในด้านนอก บนที่สูงหรือที่ต่ำ ล้วนถูกพลิกค้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน แม้แต่โอ่งน้ำก็ยังต้องขยับออกมาดู คานหลังคาก็ยังต้องปีนขึ้นไปลูบฝุ่นตรวจสอบ

ยามใดที่เกิดความหวาดหวั่นใจ เพียงได้เงยหน้าขึ้นไปเห็นร่างเล็กๆ บนกำแพงจวน หัวใจของพวกเขาก็พลันสงบลงได้มาก

เสียงอึกทึกครึกโครมนั้นดังสนั่นเสียจนเพื่อนบ้านอดไม่ได้ที่จะโผล่หน้าออกมาถามไถ่ด้วยความสงสัย

พอได้ยินว่ากำลังตามล่าปีศาจร่าย ต่างก็พากันตกใจหน้าถอดสีไปตามๆ กัน

………………..

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 467 แม่นางสามสีออกโรง ตระเวนล่าปีศาจยามราตรี"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย