ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 437 ที่มาขององค์เทพ
บทที่ 437 ที่มาขององค์เทพ
ขบวนบวงสรวงเทพเจ้าพร้อมเสียงบรรเลงดนตรีเคลื่อนผ่านหน้านักพรตไปแล้ว
สายตาของเด็กหญิงมองตามขบวนนั้นไปจนลับตา ก่อนจะหันกลับมามองนักพรตฝ่ายตน
ทว่านักพรตหนุ่มกลับไม่ได้เร่งร้อน เขาเงยหน้าซดข้าวต้มจนหมดชาม มิหนำซ้ำยังคงท่าที่ชูชามค้างไว้เช่นนั้น เพื่อให้ข้าวต้มหยดสุดท้ายที่ติดอยู่กับขอบชามไหลลงสู่ปาก เมื่อพึงพอใจแล้วจึงวางชามลงแล้วใช้น้ำสะอาดล้างจนหมดจด
เดิมทีอาหารมื้อนี้ก็ไม่มีส่วนประกอบของน้ำมัน มีเพียงกลิ่นคาวจากปลาแห้งเล็กน้อย แค่ล้างด้วยน้ำ ชามก็กลับมาสะอาดแล้ว
เขาเช็ดน้ำให้แห้งสนิทแล้วเก็บชามใบนั้นเข้าย่าม
จากนั้นซ่งโหยวก็ยังคงเดินไปอย่างไม่รีบร้อน เขาหยิบข้าวนางแอ่นที่ชาวนาเฒ่าขึ้นมาแกะเปลือกหุ้มออกจนเผยให้เห็นเมล็ดสีเหลืองทองด้านใน แล้วจึงค่อยใส่ลงในถุงใส่ผ้า ก่อนจะนำไปพาดไว้บนหลังม้า
“คุณชาย จะให้ข้าไปดูว่าพวกเขาไปทางไหนกันหรือไม่ขอรับ”
“ไม่ต้องหรอก”
ซ่งโหยวส่ายหน้าเบาๆ
ยามนี้เสียงบรรเลงยังคงดังสะท้อนอยู่ตามขุนเขา ฟังดูคล้ายจะเบี่ยงออกจากเส้นทางสายหลักไปแล้ว
ซ่งโหยวเงี่ยหูฟังเสียง พลางชะโงกหน้ามองไปยังทิวเขาด้านซ้ายมือ แล้วเขาก็เห็นเงาร่างของกลุ่มคนเหล่านั้นเดินเลียบไปตามทางดินเล็กที่ถูกปกคลุมด้วยแมกไม้ดังคาด
เมื่อมองเลยขึ้นไปตามทิศทางที่พวกเขามุ่งหน้าไป ก็เห็นศาลเจ้าหลังเล็กซ่อนอยู่ในป่าทึบตรงยอดเขา
“ไปกันเถิด”
ซ่งโหยวค้ำไม้เท้าไม้ไผ่พลางก้าวไปข้างหน้า “ช่วงนี้พวกเรากินแต่อาหารทะเลทุกวันจนร่างกายโหยหาน้ำมันเสียเหลือเกิน ประจวบเหมาะกับที่ยังมีแป้งเหลืออยู่บ้าง ทั้งยังได้ข้าวนางแอ่นมาเป็นเสบียงอีก เย็นนี้พวกเรากินไก่กันเถิด ไก่ที่ชาวบ้านนำไปเซ่นไหว้องค์เทพคงจะตัวใหญ่ใช้ได้เลย”
“อาหารทะเลอร่อยจะตาย!” พลันเกิดเสียงควันระเบิดขึ้น บัดนี้เด็กหญิงได้กลายร่างเป็นแมวคอยเดินตามนักพรตแล้ว “แถมยังไม่ต้องเสียเงินด้วย!”
“ไก่ก็อร่อย ทั้งยังไม่ต้องเสียเงินเช่นกัน”
“หือ!”
แมวน้อยชะงักไปทันที ก่อนจะถามว่า “ท่านจะให้แม่นางสามสีช่วยอย่างไร ถ้าช่วยแล้วจะได้กินไก่ใช่หรือไม่”
“แม่นางสามสีต้องคืนร่างกลับเป็นมนุษย์ก่อน”
พรึ่บ
“คืนร่างแล้ว!”
“แม่นางสามสี ได้กลิ่นสาบเหมือนหนูเน่าบ้างหรือไม่”
“แม่นางสามสีไม่ได้กลิ่นเหมือนหนูเน่าเลย…”
“ไม่มีรึ”
“ไม่มี!”
“บางทีอาจเป็นเพราะอยู่ไกลเกินไป ลมพัดไปคนละทิศ หรืออาจเป็นเพราะกาลเวลาล่วงเลยจนกลิ่นจางหายไปหมดแล้ว หรือไม่ก็เป็นเพราะ…ผู้ที่คอยเก็บรากสุคนธ์ให้ราชครูอาจเป็นผู้อื่น”
“อะไรนะ อะไรนะ อะไรนะ”
เด็กหญิงแหงนหน้ามองเขา ยิงคำถามใส่ไม่ยั้ง
ซ่งโหยวค้ำไม้เท้าก้มลงมองนางพลางยิ้มละไม “แม่นางสามสีเดาความเป็นมาของเขาออกหรือไม่”
“ความเป็นมาอะไร”
“ความเป็นมาขององค์เทพอันเล่ออย่างไรเล่า”
“ความเป็นมาขององค์เทพอันเล่อ!”
“เดาไม่ออกรึ”
“แล้วเจ้าเดาออกหรือ เหมียว”
“พอจะเดาได้คร่าวๆ”
“เพราะข้าฉลาดเฉลียวอย่างไรเล่า”
“!”
เด็กหญิงจ้องเขากลับด้วยสายตาเคร่งขรึม
จะมีใครที่ไหนชมตนเองทุกวันเช่นนี้บ้าง…
“ที่ดินแดนหยางโจวมีกลุ่มคนคอยรวบรวมสมุนไพรส่งให้ราชครูเพื่อใช้ปรุงยาอายุวัฒนะ โดยขนส่งจากเหยาโจวไปยังเฟิงโจว ราชสำนักย่อมไม่มอบตำแหน่งให้เทพเจ้าไร้หัวนอนปลายเท้าโดยง่าย และราชครูก็คงไม่ทิ้งแผนการลับไว้ก่อนตายเพื่อให้คนมาสังหารเทพที่ราชสำนักแต่งตั้งขึ้นโดยไร้สาเหตุ” ซ่งโหยวเอ่ยกับแมวน้อยขณะก้าวเดิน “เว้นเสียแต่ว่า สิ่งนั้นไม่ใช่เทพเจ้ามาตั้งแต่ต้น ซ้ำแล้วยังไร้ซึ่งคุณสมบัติแห่งการเป็นเทพ”
“ไม่เห็นจะเข้าใจเลย~”
“คุณชายหมายความว่า เทพอันเล่อผู้นี้ แท้จริงแล้วคือปีศาจที่คอยช่วยราชครูตามหาสมุนไพรในป่าอย่างนั้นหรือ” นกนางแอ่นกระพือปีกบินวนอยู่เบื้องหน้าพลางเอ่ยปากถาม
“ถูกต้องแล้ว”
ซ่งโหยวพยักหน้า
“หือ”
เด็กหญิงยืนเหม่อลอย แหงนหน้าจ้องเจ้านกนางแอ่นตาเขม็ง
“ขะ…ข้าก็แค่เดาน่ะ…”
นกนางแอ่นรีบกระพือปีกบินสูงขึ้นไปทันที
“สถานที่แห่งนี้มีพลังวิญญาณเข้มข้น ราชครูคงจะเล็งเห็นความสามารถบางอย่างของมัน จึงได้แต่งตั้งให้เป็นเทพเจ้าประจำถิ่นนี้ เพื่ออาศัยความสามารถของมัน และใช้ตำแหน่งเทพเป็นตัวช่วยให้มันเสาะหาของวิเศษล้ำค่าได้สะดวกขึ้น” ซ่งโหยวหยุดชะงักเล็กน้อย “ทว่าราชครูคงจะล่วงรู้สันดานของมันดี หรืออาจมีจุดประสงค์อื่น เช่น การฆ่าปิดปาก จึงได้เตรียมการไว้ตั้งแต่ก่อนจะเกิดเรื่องที่เฟิงโจว หากตนเองตายไป ก็จะให้พระภิกษุมากวิชามาสังหารมันทิ้ง”
“!!”
“สู้แม่นางสามสีไม่ได้หรอก”
“เอาอีกแล้ว! เจ้าพูดแบบนี้อีกแล้ว!”
“ไม่รู้ว่าเทพอันเล่อผู้นี้ได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าหรือมีพรสวรรค์มาแต่กำเนิดกันแน่ นอกจากจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของคนที่ราชครูส่งมาปราบได้แล้ว กลับยังสามารถกักขังพระรูปนั้นไว้ที่นี่ได้อีก ข้าคิดว่าหากมันไม่ฉลาดล้ำเลิศก็คงเจ้าเล่ห์เพทุบาย หากข้าไปรอพบมันที่ศาล เกรงว่าจะทำให้มันตื่นตระหนกจนไม่กล้าปรากฏตัว” ซ่งโหยวเอ่ยกับแม่นางสามสี “ประจวบเหมาะที่มันต้องการเด็กน้อย แม่นางสามสีก็เป็นเด็กน้อยพอดี”
“แม่นางสามสีเป็นเด็กน้อย!”
“แม่นางสามสีมีอิทธิฤทธิ์แก่กล้า ทั้งยังเฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง ถึงยามนั้นข้าจะเตรียมยันต์วิเศษไว้ให้เจ้า และใช้พลังวิญญาณเหมันต์อำพรางวิชาของเจ้าไว้ หากเทพอันเล่อปรากฏกายออกมา ก็ขอให้แม่นางสามสีใช้ทั้งความฉลาดและวิชาอาคมรับมือกับมันดูสักตั้ง”
“จะให้แม่นางสามสีแสร้งทำเป็นเด็กน้อยที่ถูกนำไปเซ่นสังเวยให้เทพที่ว่าน่ะหรือ”
“นั่นแล ใจความสำคัญ”
“เมี๊ยว”
“นี่เป็นวิธีที่ง่ายและเบาแรงที่สุด”
“ต้องให้แม่นางสามสีจัดการมันให้ตายเลยหรือไม่”
“หากมันคิดจะกินแม่นางสามสี การปราบให้สิ้นย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด” ซ่งโหยวชะงักครู่หนึ่ง “ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด ย่อมต้องเป็นความปลอดภัยของตัวเจ้าเอง ข้อนี้แม่นางสามสีคงเข้าใจดีที่สุดแล้ว”
“เข้าใจแล้ว!”
เด็กหญิงพยักหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะก้าวเดินตามหลังนักพรตหนุ่มไป ยามนี้พวกเขาเดินพ้นทุ่งข้าวนางแอ่นมาแล้ว เมื่อไร้รวงข้าวบดบัง ต่อให้เป็นความสูงของนาง เพียงแค่แหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย ก็จะมองเห็นกลุ่มคนที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางขุนเขาอันกว้างใหญ่ รวมถึงศาลเจ้าหลังย่อมที่ปรากฏให้เห็นวับๆ แวมๆ
“แล้วสัตว์พวกนั้นเล่า”
“สัตว์เหล่านั้นล้ำค่าเกินไป เพียงแค่เทพเจ้าชั้นต่ำ สำหรับแม่นางสามสีผู้มีตบะสูงส่ง ย่อมจัดการได้ง่ายดายเหมือนหยิบของในกระเป๋า ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราแค่เอาไก่กลับมาสักตัวก็เพียงพอแล้ว”
“อืม…”
แม่นางสามสียังนึกเสียดายอยู่ในใจ ทว่าก็นึกเห็นพ้องว่าคำพูดของเขามีเหตุผล แม้เหตุผลที่ว่านั้นจะไม่ใช่เรื่องเดียวกับที่เขาอ้างมาก็ตาม แต่ถึงอย่างไรก็มีเหตุผลมากพอแล้วกัน
ไม่นานนักทั้งสามก็ปลีกตัวออกจากทางหลวง เดินเบี่ยงเข้าไปยังถนนสายเล็กที่มุ่งหน้าขึ้นสู่ภูเขา
นักพรตหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่น
เด็กหญิงเองก็เงียบเช่นกัน
ถนนสายนี้เป็นเพียงทางเดินเล็กๆ ที่ชาวบ้านใช้สัญจรเพื่อขึ้นมาทำไร่ไถนา ทั้งยังเป็นเส้นแบ่งเขตดินสองผืน อย่างมากก็กว้างกว่าคันนาเพียงเล็กน้อย ในฤดูกาลนี้วัชพืชเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแห้ง ทว่าจากร่องรอยการเหยียบย่ำและรอยแหว่งวิ่นของต้นหญ้า บ่งบอกว่าปกติแล้วมีผู้คนสัญจรผ่านทางนี้ไม่น้อยเลย
ซ่งโหยวเดินเยื้องย่างขึ้นไปอย่างเนิบนาบ
เมื่อถึงสุดปลายทางเดิน ศาลเจ้าหลังหนึ่งก็ปรากฏแก่สายตา ประจวบเหมาะกับที่กลุ่มชาวบ้านกำลังประกอบพิธีบูชาเทพอันเล่อจนถึงช่วงสุดท้ายพอดี
เบื้องหน้าศาลเจ้ามีต้นไม้อยู่สองสามต้น ใต้ต้นไม้เต็มไปด้วยเศษซากของประทัดที่จุดระเบิดไปแล้ว ยามนี้ที่โคนต้นมีทั้งวัวที่ใช้ไถนา ม้าด่างร่างซูบผอม แกะภูเขา หมูดำตัวเล็ก และสุนัขสีเหลืองตัวใหญ่ถูกผูกเอาไว้ แม้แต่ไก่ตัวผู้หงอนแดงตัวนั้นก็ถูกมัดขาพ่วงติดอยู่กับต้นไม้ด้วยเช่นกัน
ชาวบ้านต่างถือธูปคนละดอกทยอยกันเข้าไปในศาลเจ้า ก้มกราบอธิษฐานอยู่หน้าแท่นบูชา ทว่าใบหน้าของแต่ละคนกลับเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
เฉกเช่นวัวและสุนัขเหล่านั้น พวกมันเป็นสัตว์ที่พอจะรู้ความ คล้ายกับจะหยั่งรู้ถึงจุดจบของตนเองได้ แววตาจึงปรากฏร่องรอยแห่งความโศกเศร้าอาดูร
เด็กหญิงแหงนหน้าพินิจดูศาลเจ้าหลังนี้
ศาลเจ้านี้หากเทียบกับศาลเจ้าหลังแรกของนางย่อมมีขนาดใหญ่กว่ามาก แต่หากเทียบกับอารามใหญ่ที่นางเคยพำนักในภายหลังก็นับว่าเล็กกว่าหนึ่งช่วงตัว ทว่าการตกแต่งกลับประณีตพิถีพิถัน เครื่องเซ่นและเครื่องประกอบพิธีก็ครบครันกว่านัก
ฉับพลันมีชาวบ้านสังเกตเห็นพวกเขา จึงเดินเข้ามาสอบถาม
เมื่อได้ยินเสียงเรียก ชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างก็หันมามองซ่งโหยวพร้อมๆ กัน
แม่นางสามสีจึงเหลียวมองนักพรตหนุ่มตามไปด้วย
เห็นเพียงนักหนุ่มที่สีหน้าเรียบเฉยไม่เปลี่ยนสี เอ่ยปากขึ้นว่า
“ข้าเป็นนักพรตมาจากทางเหนือของขุนเขา ชาวบ้านในแถบนั้นก็เลื่อมใสในองค์เทพอันเล่อเช่นกัน เมื่อไม่นานมานี้องค์เทพได้มาเข้าฝัน บอกว่าต้องการคัดเลือกเด็กน้อยไปเป็นบุตรเทพและธิดาเทพเพื่อคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายท่าน ชาวบ้านคัดเลือกอยู่หลายคราจนได้เด็กคนนี้มา แต่ก็ทำใจพรากนางมาด้วยตนเองมิได้ จึงไหว้วานให้ข้าเป็นผู้นำส่งมายังที่นี่”
“ที่นั่นไม่มีศาลเจ้ารึ เหตุใดถึงไม่เคยเห็นพวกท่านมาสักการะองค์เทพถึงที่นี่บ้างเลย”
“ท่านอาจยังไม่ทราบ ฤดูร้อนปีนี้ฝนชุกจนเกิดน้ำป่าหลากบนภูเขา ไม่ทราบว่าด้วยเหตุอันใด น้ำป่าถึงซัดให้ศาลเจ้าพังทลายลง ข้าจึงได้แต่ทำตามคำชี้แนะของเทพเจ้า นำตัวนางมายังเขาจิ๋วหร่างแห่งนี้”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง…”
ทุกคนต่างมองไปที่เด็กหญิงข้างกายนักพรต แววตาฉายชัดถึงความเวทนาและโศกเศร้า ทว่ายามนี้อยู่ต่อหน้าศาลเทพแห่งขุนเขา พวกเขาจะกล้าเอ่ยสิ่งใดได้ หมื่นคำพันความที่อยากกล่าว สุดท้ายยามหลุดจากปากก็กลายเป็นเพียงเสียงทอดถอนใจ
มีเพียงเด็กหญิงที่เมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็หันไปจ้องหน้านักพรตหนุ่มตาค้าง คล้ายกำลังขบคิดสิ่งใดอยู่ในใจ
ในที่สุดก็มีผู้ที่รอบคอบคนหนึ่งเดินออกมาเอ่ยว่า “ท่านนักพรต ทางที่ดีท่านควรเอ่ยปากพูดความจริงทั้งหมด อย่าได้คิดตื้นๆ เชียว มิเช่นนั้นถึงพวกข้าจะทำอะไรท่านไม่ได้ แต่ท่านเทพย่อมไม่ละเว้นท่านแน่”
“ท่านล้อเล่นแล้ว องค์เทพอันเล่อมีอิทธิฤทธิ์สูงส่ง ไฉนเลยจะกล้ามีความคิดอกุศล”
“นั่นก็จริง…”
ชาวบ้านทั้งหลายจึงสิ้นข้อสงสัย
เพียงแต่มองไปยังเด็กหญิงที่ยืนเคียงข้างนักพรต เห็นนางมีผิวพรรณสะอาดสะอ้าน กิริยาเรียบร้อยน่าเอ็นดู ราวกับกุมารีหยก โดยเฉพาะยามที่นางมองกลับมาด้วยแววตาใสซื่อ เมื่อสบตากันเพียงชั่วครู่ ต่อให้เป็นผู้ที่มีใจคอเข้มแข็งเพียงใดก็อดที่จะใจอ่อนมิได้ ได้แต่ทอดถอนใจกับตนเองว่า ‘ช่างเป็นเวรกรรมแท้ๆ’ ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
ส่วนซ่งโหยวเฝ้าสังเกตสีหน้าท่าทางของพวกเขาอยู่ตลอด
พอจะมองออกได้ว่า สิ่งที่ผู้เฒ่าชาวนาผู้นั้นกล่าวมาล้วนเป็นความจริงทุกประการ หาได้มีมุสาวาจา
เปรี้ยง ปัง ปัง…
เสียงประทัดชุดสุดท้ายดังสนั่นหวั่นไหว
ชาวบ้านเริ่มทยอยกันเดินลงจากเขา
ทว่าพวกเขายังคงมีความระแวดระวัง หลงเหลือคนไว้สองสามคนเพื่อรอเฝ้าดูอยู่ตรงทางเดินเชิงเขา ส่วนใหญ่น่าจะเกรงว่านักพรตผู้นี้จะเป็นชาวยุทธ์ที่แฝงกายมาหวังขโมยสัตว์ไป
“ข้าได้กลิ่นหนูเน่าในศาลเจ้าแล้ว!” เด็กหญิงหันไปมองนักพรตหนุ่มพลางกระซิบเสียงเบา
“ไม่ผิดจากที่คาดไว้”
“เจ้านี่เก่งจริงๆ!”
“สู้แม่นางสามสีไม่ได้หรอก”
“หืม…”
“ข้าจะไปแล้ว” ซ่งโหยวกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “แม่นางสามสีโปรดจำไว้ ข้าจะอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก”
“ตกลง!”
“ขอมอบหมายหน้าที่นี้ให้แม่นางสามสี”
“ได้เลย!”
“ให้เยี่ยนอันอยู่เป็นเพื่อนแม่นางสามสีเถิด จะได้มีสหายคุยเล่น ไม่เหงาเกินไปนัก”
“ตกลง!”
“ขอรับ…”
“ระวังตัวด้วย”
ซ่งโหยวหาได้มีความกังวลไม่ เขาจูงม้าเดินลงเขาไปอย่างสงบ
รัตติกาลค่อยๆ คืบคลาน ขุนเขาเต็มไปด้วยกิ่งไม้แห้งและหญ้ารกชัฏ วูบไหวราวกับเงามืดสลัว ผสานกับเสียงร้องของนกเค้าแมว ชวนให้ขนลุกซู่ ชาวบ้านที่ซุ่มรออยู่เชิงเขาไม่กล้ารั้งอยู่นาน ต่างพากันวิ่งลงเขาไปอย่างรวดเร็ว
ภายในศาลเจ้าจึงหลงเหลือเพียงเด็กหญิงหนึ่งคนและเจ้านกนางแอ่นบนกิ่งไม้อีกหนึ่งตัว